Nim Journey

A Legend of Travel

  • Courtyard in the Alcazar, Seville Spain

    ลานน้ำพุภายในปราสาทยุคกลางของมุสลิม (Alcazar) เมืองเซบีย่า (Seville) ที่งดงาม และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของมุสลิมแขกมัวร์ทั้งสีสัน ลวดลายแกะสลัก และกระเบื้องตกแต่งหลากสี

  • เมืองออรังกาบัดเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงผูกพันกับประวัติศาสตร์อันซับซ้อนและเรื่องราวดราม่าไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ ของอินเดีย ที่นี่ได้ชื่อมาจากเจ้าชายออรังเซป โอรสของกษัตริย์ชาห์เจฮัน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากการสร้างทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักแด่พระมเหสีมุมตัส

    ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กษัตริย์ชาห์เจฮันทรงวิตกกังวลเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์จากพระโอรสของพระองค์เอง จึงส่งเจ้าชายแต่ละองค์ออกไปปกครองเมืองต่างๆ เพื่อเป็นการกระจายอำนาจและลดแรงกระทบกระทั่งกัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว บัลลังก์แห่งราชวงศ์โมกุลก็ตกอยู่ในมือของเจ้าชายออรังเซป โอรสองค์ที่สาม ผู้ถูกส่งมาปกครองเมืองเล็กๆ อย่างออรังกาบัด และเป็นคนเดียวกันที่กุมขังพระบิดาไว้ในป้อมเมืองอัครา ให้ทรงเฝ้ามองทัชมาฮาลจากหน้าต่างแห่งการจองจำไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

    (เพิ่มเติม…)
  • จากถ้ำอชันต้า (Ajanta) พวกเราต้องรีบเร่งออกเดินทางกันต่อในทันที จุดหมายถัดไปคือถ้ำเอลโลร่า (Ellora) ที่อยู่ห่างออกไปเกือบสองชั่วโมง แต่เวลาเยี่ยมชมกลับมีเพียงชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ไกด์ของเราจึงไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่น้อย ถึงขนาดให้พวกเราลงจากรถกลางทาง ก่อนจะเรียกรถอีกคันมารับต่อ โดยหวังไม่ให้เราหยุดซื้อของจนเสียเวลาเดินทางเพิ่มไปอีก

    (เพิ่มเติม…)
  • ฉันออกเดินทางจากเมืองไทยมุ่งหน้าสู่เดลลี ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบกับกลุ่มเพื่อนร่วมทริป ก่อนจะต่อเครื่องบินภายในไปยังเมืองออรังกาบัด สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะมาเที่ยวถ้ำ Ajanta และ Ellora โดยตรงนั้น หากพูดตามตรง ควรลงเครื่องที่สนามบินมุมไบจะสะดวกกว่ามาก เพราะจากที่นั่นสามารถเดินทางต่อด้วยรถโดยสารไปยังออรังกาบัดได้ง่ายกว่า และยังสามารถแวะเที่ยวชมสถานที่สำคัญในมุมไบ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ สถานีรถไฟที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงามจากยุคอาณานิคมอังกฤษ หรืออาคารสไตล์โกธิคที่สะท้อนภาพอดีตเมื่ออังกฤษยังปกครองอินเดียผ่านบริษัทอีสต์อินเดีย

    (เพิ่มเติม…)
  • Desert Castle – Frescoes in Desert

    กลับมาย้อนรำลึกความหลังเมื่อปีที่แล้วกันดีกว่า กับประเทศหินสีชมพูสวยหวานที่จอร์แดน แต่คราวนี้ไปอีกด้านหนึ่งที่แสนแห้งแล้วเปล่าเปลี่ยว ทางทิศตะวันออกของประเทศ ว่ากันที่จริงบริเวณแห่งนี้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจอร์แดนซะด้วยซ้ำ เป็นดินแดนแห้งแล้ง ที่ร้อนระอุในเวลากลางวัน มีประชากรต้นไม้ บ้านเรือน ผู้คน น้อยมาก แถบนี้วิ่งไปจนสุดขอบมีชายแดนติดกับอิรัก และซาอุดิอาระเบีย ในอดีตที่ผ่านมา แทบจะไมมีความสำคัญใดๆ เลย ทั้งไม่ใช่เส้นทางการค้า หรือมีความสำคัญในแง่ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ แต่ที่นี่ก็ยังเป็นดินแดนของชาวทะเลทรายเบดูอิน ชาวเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายที่เป็นส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นแม้จะไม่มากมายนัก แต่เราก็ยังได้เห็นส่ิงก่อสร้างในอดึตกระจัดกระจายอยู่ห่างๆ ในทะเลทรายแห้งแล้งที่นี่

    (เพิ่มเติม…)