Nim Journey

A Legend of Travel

  • จอร์จ มัลลอรี่ (George Mallory) – Because it’s there

    นอกจากเอ็ดมุน ฮิลลารี่ (Edmund Hillary) ผู้พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์เป็นคนแรกในปี 1953 นักเดินเขาและปีนเขาที่ชื่นชอบภูเขาสูงแถบหิมาลัย มักจะได้ยินอีกชื่อบ่อยๆ คือ จอร์จ มัลลอรี่ นิตยสาร หรือหนังสือหลายเล่มมักจะกล่าวถึงเขาเสมอ บ่อยครั้งที่อ่านเจอหรือได้ยินก็ทำให้ฉันรู้สึกสงสัยเหลือเกินว่าเขาเป็นใคร มีความสำคัญมากขนาดไหนกัน เลยไปหาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

    จอร์จ มัลลอรี
    จอร์จ มัลลอรี

    เขาเป็นเจ้าของคำกล่าว “Because it’s there” ที่มีชื่อเสียง และยังเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ก่อน เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี่ถึง 29 ปี ซึ่งเรื่องราวยังคงเป็นปริศนาจนทุกวันนี้เพราะการขึ้นสู่ยอดในครั้งนั้นจบลงที่การหายสาบสูญของมัลลอรี่และคู่หูเออร์ไวน์ โดย โอเดล (Odell) นักเดินเขาที่ซัพพอร์ทอยู่ด้านล่างบนความสูงประมาณ 8000 เมตรบันทึกว่าเห็นทั้งสองครั้งสุดท้ายเมื่อมองขึ้นไปว่า “เขาเห็น มัลลอรี่และ เออร์ไวน์บนสันเขา ใกล้ๆกับฐานของยอดสูงสุดห่างจากยอดเขาประมาณ 250 เมตร”

    จอร์จ มัลลอรี่อุทิศตัวให้กับภูเขาเอเวอร์เรสต์ เขาเป็นนักปีนเขาชาวอังกฤษที่เข้าร่วมการสำรวจภูเขาเอเวอร์เรสต์ถึงสามครั้งกับทีมสำรวจของอังกฤษ และยังเป็นผู้ตั้งชื่อยอดในเทือกเขาเอเวอร์เรสต์ถึง 3 ชื่อคือ Changtse, Lhotse และ Nuptse ซึ่งเป็นภาษาทิเบตในความหมายของ North Peak, South Peak และ West Peak ตามลำดับ

    จอร์จ มัลลอรี่ มีอาชีพเป็นครู พร้อมๆกับชื่นชอบการปีนเขา ซึ่งเขาฝึกซ้อมการปีนเขาอยู่เป็นประจำทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออังกฤษมีโครงการสำรวจภูเขาเอเวอร์เรสต์ เขาเป็นตัวเลือกแรกๆที่ได้รับการเลือกเข้าร่วมทีมด้วยทักษะการปีนเขา ความชำนาญที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักปีนเขา

    จอร์จ มัลลอรี่ เป็นตัวเลือกแรกๆที่ได้รับการเลือกเข้าร่วมทีมด้วยทักษะการปีนเขา ความชำนาญที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักปีนเขา

    การสำรวจภูเขาเอเวอร์เรสต์

    การสำรวจทั้ง 3 ครั้งเป็นการสำรวจภูเขาเอเวอร์เรสต์ฝั่งทิเบต เนื่องจากก่อนปี 1949 ทางการเนปาลไม่อนุญาติให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

    Everest Basecamp ฝั่งทิเบต ยอดสูงสุดเรียกว่า Qomolangma หรือยอดเอเวอร์เรสต์ของชาวโลก

    1921 เป็นการสำรวจความเป็นไปได้ และทำความรู้จักกับเส้นทางว่าสามารถขึ้นไปยังยอดสูงสุด และเป็นครั้งแรกที่ทีมสำรวจได้พบกับเส้นทางไปยัง Rongbuk Glacier โดยมี Charles Howard-Bury เป็นหัวหน้าทีม ส่วนจอร์จ มัลลอรี่เป็นผู้ร่วมทีม เนื่องจากเป็นครั้งแรกของเขาในแถบเทือกเขาหิมาลัย แต่เขาก็ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการพบเส้นทางไปจนถึง North Col (7020 ม.)

    ทีมสำรวจในปี 1921 คนยืนขวาสุดคือ จอร์จ มัลลอรี 1921 Mount Everest reconnaissance expedition team members. Standing (l-r): Guy Bullock. Henry Morshead. Oliver Wheeler. George Mallory. Sitting (l-r): A.M. Heron. Sandy Wollaston. Charles Howard-Bury. Harold Raeburn

    1922 เขาเข้าร่วมทีมสำรวจของอังกฤษเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้รับหน้าที่เป็นผู้นำทีม โดยครั้งนี้มีเป้าหมายจะไปให้ถึงยอดสูงสุด ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลก เขาและทีมไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเนื่องจากเกิดหิมะถล่มจนทำให้ลูกหาบเสียชีวิตไปถึง 7 คน

    • ความพยายามครั้งแรก (First Summit Push) เป็นการขึ้นสู่ยอดโดยไม่ได้ใช้ออกซิเจน จอร์จ มัลลอรี่ และทีม ประกอบด้วยซอมเมอร์วิล นอร์ตัน และมอร์สเฮด (Mallory, Somervell, Norton and Morshead) สามารถไปได้ไกลถึงความสูง 8,225 เมตร
    • ความพยายามครั้งที่สอง (Second Summit Push) สถิติ 8,225 เมตรของจอร์จ มัลลอรี่ถูกทำลายด้วยการนำทีมของ จอร์จ ฟินซ์ (George Finch) และ เจฟฟรี่ บรูซ (Geoffrey Bruce) ที่ขึ้นสู่ยอดโดยการใช้ออกซิเจนสำรองในอีกไม่กี่วันต่อมา แต่ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายบนยอดสูงสุด ไปได้เพียงความสูง 8,320 เมตรเท่านั้น ซึ่งความสำเร็จของการใช้ออกซิเจนนี้ทำให้ จอร์จ มัลลอรี่ ตัดสินใจขึ้นสู่ยอดเอเวอร์เรสต์ในครั้งต่อไปด้วยการใช้ถังออกซิเจนด้วย
    • ความพยายามครั้งที่สาม (Third Summit Push) จอร์จ มัลลอรี่ และทีมยังคงพยายามอีกครั้งเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่โชคชะตายังคงไม่เข้าข้าง เมื่อเกิดหิมะถล่ม (Avalanche) จนทำให้ลูกหาบเสียชีวิตถึง 7 คน

    หลังการสำรวจ พยายามขึ้นสู่ยอดที่สูงที่สุดของโลก มัลลอรี่และฟินซ์ ต้องออกตระเวณเพื่อหาทุนสำหรับการปีนเขาอีกครั้ง ซึ่งระหว่างนี้เองที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สนับสนุนและนักข่าวที่สงสัยในความพยายามของพวกเขาว่าทำไมเขาต้องการปีนยอดเอเวอร์เรสต์

    George Mallory (center, with circle around the head) and other members of the English expedition in 1924 who wanted to be the first to reach the top of Mount Everest.

    “Because it’s there” เป็นคำตอบของจอร์จ มัลลอรี่ และกลายเป็นคำพูดคลาสสิคตลอดกาลของผู้ที่มีความฝัน อันยากที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจ การหาทุนและการรวบรวมทีมต้องใช้เวลา จนทำให้แผนการพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ในปีต่อมาตั้งเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาเอเวอร์เรสต์อีกครั้งในปี 1924

    1924 ภายใต้การดูแลของเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (Lt-Col.Edward Norton) และมีจอร์จ มัลลอรี่ เป็นหัวหน้าทีมปีนเขาได้นำทีมสำรวจกลับมาที่ภูเขาเอเวอร์เรสต์อีกครั้งเพื่อเป้าหมายสู่ยอดซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของโลกให้ได้ โดยการขึ้นยอดครั้งนี้นำอุปกรณ์ออกซิเจนมาเป็นตัวช่วยในการพยายามขึ้นสู่ยอดเขาด้วย

    • วันที่ 2 มิถุนายน มัลลอรี่จับคู่กับบรูซ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากลมแรงและอากาศเย็นจัด ทำให้ทีมเหนื่อยล้า และลูกหาบปฏิเสธที่จะไปต่อ ขอจึงต้องกลับมาที่ North Col camp
    • วันที่ 4 มิถุนายน ทีมของนอร์ตัน และ ซอมเมอร์วิลล์ ทำลายสถิติเดิมซึ่งเคยทำไว้ ซอมเมอร์วิลล์ขึ้นไปได้ถึงความสูง 8,543 เมตรก่อนจะยอมแพ้แล้วให้ นอร์ตันไปต่อจนถึงความสูง 8,573 เมตร แต่ก็ต้องกลับลงมาเพราะสภาพร่างกายที่ไม่สามารถไปต่อได้
    • วันที่ 8 มิถุนายน มัลลอรี่แก้ตัวอีกครั้ง ครั้งนี้ทีมของเขามีแอนดรูว์ เออร์ไวน์ (Andrew Irvine) และ โนเอล โอเดล (Noel Odell) ซึ่งเป็นสมาชิกหน้าใหม่เดินทางมาภูเขาเอเวอร์เรสต์เป็นครั้งแรก มัลลอรี่ขึ้นไปพร้อมกับเออร์ไวน์เป็นคู่หู ขณะที่มีโนเอล ค่อยช่วยซัพพอร์ทอยู่ด้านล่าง แต่หลังจากขึ้นไปในเช้าวันนั้น ก็ไม่มีใครได้เห็นมัลลอรี่ และเออร์ไวน์ได้กลับลงมาอีกเลย
    แอนดรู เออไวน์
    Andrew Irvine นักปีนเขาที่มาหิมาลัยเป็นครั้งแรก และเป็นคู่หูของมัลลอรี่ ก่อนจะหายสาบสูญไปพร้อมกัน

    ปริศนาของจอร์จ มัลลอรี่ และ แอนดรูว์ เออร์ไวน์

    มีข้อมูลและการคาดเดาตามมาอีกมากมายที่ยังเป็นปริศนาว่าทั้งสองคนได้ขึ้นไปถึงยอดสูงสุดนั้นหรือไม่ การเสียชีวิตอาจจะเกิดขึ้นหลังจากประสบความสำเร็จบนยอดสูงแล้ว แต่หลักฐานสำคัญคือกล้องถ่ายรูปซึ่งมัลลอรี่นำติดตัวขึ้นไปเพื่อถ่ายรูปเป็นหลักฐานก็ยังไม่สามารถหาพบจนปัจจุบันรวมทั้งศพของเออร์ไวน์

    ขณะที่ศพของมัลลอรี่ถูกพบในปี 1999 บนความสูง 8138 เมตร “ศพของเขาอยู่ในท่านอนคว่ำบนกรวด แผ่นหลังทั้งหมดของมัลลอรีเปิดโล่ง ผิวหนังอยู่ในสภาพดีดูสะอาดและขาวจนคล้ายรูปปั้นหินอ่อน เชือกที่ขาดมัดรอบเอวของเขาแน่นจนทิ้งรอยไว้กลางลำตัว ซึ่งให้เบาะแสว่า ณ จุดหนึ่ง มัลลอรีน่าจะร่วงตกลงมาอย่างแรง — จากหนังสือ National Geographic ฉบับภาษาไทย No.228

    ที่มา :

    https://en.m.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_Mount_Everest_expeditions

  • คิลิมานจาโร (Kilimanjaro) เขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา

    ทำไมจึงไปเดินเขาที่คิลิมานจาโร

    คิลิมานจาโร เป็นช่วงเริ่มต้นของการเดินเทรคของเรา หลังจากผ่านการเดินเทรค ABC ซึ่งรู้สึกว่าอุปกรณ์หลายอย่างที่ซื้อมายังใช้ไม่คุ้มค่า แล้วก็เห็นว่าการเดินเทรคนั้นไม่ได้ทรมานจนเกินไป ก็แค่ตื่นแต่เช้า แล้วก็เดินไปเรื่อยๆจนเย็น ระหว่างทางมันทรมานจนไม่อยากกลับมานั่นแหละ แต่เมื่อจบทริปแล้วก็คิดถึง อยากพาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศแบบนี้อีก ที่สำคัญการเดินเทรค เดินเขาในต่างประเทศมันไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย มีโอกาสได้เห็นวิวที่แปลกตาของธรรมชาติ วิถีชีวิตจริงๆของคนในพื้นที่ว่าเค้าใช้ชีวิตยังไง ก็เลยมองหาภูเขาลูกต่อไป search ในเน็ตจนไปเจอทริปคิลิมานจาโรของป๋าคมรัฐ อ่านแล้วน่าตื่นเต้นดี ได้ไปเดินเทรคที่แอฟริกา ดินแดนที่อยากไปซาฟารี แล้วในทริปก็มีไปเที่ยวซาฟารีด้วย ทุกอย่างลงตัวก็เลยลงชื่อ โทรไปถามคุณสมบัติของตัวเองกับป๋าว่าเคยผ่าน ABC มาแล้วพอจะไปร่วมทริปได้มั๊ย ป๋าว่าได้ ก็ไป แค่นั้นเอง เพราะที่จริงแล้วชื่อคิลิมานจาโร ก็รู้จักจากหนังสือเรียนสมัยเด็กๆ ซึ่งผ่านมาเนิ่นนาน ไม่ได้รู้ความสำคัญของมันมากมาย แต่ที่จำได้เพราะชื่อมันเพราะดี

    ความสำคัญของคิลิมานจาโร

    • คิลิมานจาโร เป็นยอดสูง 5895 เมตร สูงที่สุดในแอฟริกา โอ้ว สูงที่สุดในแอฟริกา มันจะสุดยอดแค่ไหน ที่คนอย่างเราได้ไปยืนบนยอดสูงนั้น เรารู้ว่ามันยากหละ เพราะแค่เดินเทรคที่ความสูงสี่พันกว่าเมตรของ ABC ก็หืดขึ้นคอ แต่ครั้งนั้น ก็คิดว่าตัวเองมีอาการแพ้ความสูง หรือ AMS น้อยมาก จึงมีความมั่นใจและอยากท้าทายตัวเองที่ความสูงที่มากขึ้น และคิดว่าจะผ่านความสูงนั้นไปได้ โดยที่ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าครั้งนี้จะสูงกว่า ABC (4130 ม.) ถึง 1765 เมตร
    • 1 ใน 7 summits คือ หนึ่งในยอดเขาสูงที่สุดในแต่ละทวีป และคิลิมานจาโรก็เป็นตัวแทนของทวีปแอฟริกา นักปีนเขา เอาซีรี่ส์นี้เป็นหมุดหมายหนึ่งในการพิชิตความท้าทายนอกจากความสูง ยังมีเรือ่งภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นตัวแปรเพิ่มขึ้นมา เป็นซีรี่ส์ที่มารู้จักเมื่อได้มาเจอป๋า และสมาชิกในกลุ่มคุยกัน การได้มากับป๋าคมรัฐ ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวเข้ามาสู่วงการเดินเทรคกิ้งข้างหนึ่ง สมาชิกในกลุ่มคุยกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ การเดินเขาหลายลูกในต่างประเทศที่ฉันเพิ่งได้ยินชื่อครั้งแรกที่นี่ และฉันเพิ่งตระหนักได้ว่ากลุ่มป๋านี่เอง ที่ฉันน่าจะเคยได้เจอบนรถตอนกลับจากทิเบต ซึ่งใช้บริการบริษัททัวร์เดียวกัน ตอนนั้นกลุ่มนี้เหมือนจะไปขึ้นยอดอะไรสักอย่าง หน้าตาแต่ละคนดำไหม้ แต่คุยกันอย่างมีความสุข ขณะที่ฉันนั่งมองแล้วคิดว่า “ชีวิตนี้ กรูจะไม่เที่ยวแบบคนพวกนี้เด็ดขาด เอาชีวิตมาลำบากลำบนทำไม เราจะเที่ยวแต่ในที่ที่รถถึงเท่านั้น” แต่ขณะนี้ฉันมาอยู่กับพวกเขาซะแล้ว จากแต่เดิมซึ่งฉันเคยรู้แต่ว่าคนที่พิชิตยอด ก็คงมองแค่เอเวอร์เรสต์เป็นเป้าหมายเดียวมาตลอด กลายเป็นว่าพวกนักปีนเขาต่างมีเป้าหมายมากมายที่คนนอกวงการที่ไม่สนใจหรือเกี่ยวข้องจะรู้มาก่อน ซึ่งนอกจาก 7 summits นี้แล้วผู้พิชิตทั้งหลายยังมีเป้าหมายที่ท้าทายความยากอีกมากมาย เพิื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งดุจยอดมนุษย์ที่สามารถเอาชนะความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติอีกหลายซีรี่ส์ หากมีโอกาสจะเอามาเล่า่ให้ฟังต่อไปค่ะ

    รู้จักเขาคิลิมานจาโร

    เขาคิลิมานจาโร ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา เขตประเทศแทนซาเนียใกล้พรมแดนประเทศเคนยา ชื่อคิลิมานจาโรมีความหมายว่า “ภูเขาที่ส่องแสง” ตามภาษาสวาฮิลี นอกจากเป็นเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา ยังเป็นภูเขาไฟยอดเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลก มีความสูง 5895 เมตร

    ภูเขายอดเดี่ยว แต่ยังมีภูเขาไฟ 3 ลูกบนคิลิมานจาโร

    แม้จะเป็นภูเขาเดี่ยวที่ไม่ได้ประกอบเป็นเทือกเขาหลายๆลูกแต่อย่างใด แต่ระหว่างการเดินเขาเพื่อขึ้นยอดคิลิมานจาโร ฉันพบว่าชื่อคิลิมานจาโรนั้นเป็นชื่อที่รวมหลายสิ่งเกินกว่าที่คาดคิดเพราะยอดที่ฉันจะไปพิชิตนั้นไม่ได้ชื่อยอดคิลิมานจาโร เหมือนกับว่าถ้าเราไปเอเวอร์เรสต์เราก็ควรพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ ไปดอยอินทนนท์นั้นยอดสูงสุดก็น่าจะชื่อยอดอินทนนท์ แต่บนเขาคิลิมานจาโร ยังมีภูเขาไฟ 3 ลูก คือ คือยอดคีโบ ยอดมาเวนซี และยอดชีรา โดยที่ยอดมาเวนซีและชีราเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทไปแล้ว (Extinct Vocano) ขณะที่ ยอดคีโบยังมีโอกาสระเบิดได้อีก หากมีการสะสมของลาวามากๆ เป็นภูเขาไฟที่เรียกว่าภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) และยอดสูงสุดตลอดทางที่เรามองขึ้นไปเป็นจุดหมายนั้นก็คือยอดคิโบ ที่เป็นปลายทางความสูง 5895 เมตร โดยที่จุดสูงสุดนั้นก็มีชื่อเรียกเฉพาะอีกต่างหากว่า Uhuru Peak

    • ยอดคีโบ (Kibo) เป็นยอดที่สูงที่สุดในแอฟริกา มีความสูง 5,895 เมตร มีโพรงลึกเป็นรูปกรวยลึกถึง 113 เมตร แนวลึกด้านตรง 122 เมตร มีร่องรอยของการคุกกรุ่น ไม่หมดเชื้อยังคงมีควันปรากฏอยู่และมีกลิ่นกำมะถัน ปล่องภูเขาไฟบนยอดคีโบ ชื่อว่า Reusch Crater ตามชื่อนักปีนเขา Gustav Otto Richard Reusch ซึ่งพิชิตยอดคิลิมานจาโรเป็นครั้งที่ 25 (เขาขึ้นยอดนี้ 60กว่าครั้ง) โดยรัฐบาล Tanganyika (ชื่อเดิมของประเทศแทนซาเนีย) ในปี 1954 และเมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อนด้านหนึ่งของริมปล่องภูเขาไฟนี้ได้ถล่มลงมา เกิดพื้นที่เรียกว่า Western Breach และ Great Barranco
    • ยอดมาเวนซี (Mawenzi) เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองในคิลิมันจาโร สูง 5,353 เมตร อยู่ใกล้กับยอดคิโบ เป็นยอดที่เหมาะสำหรับนักไต่เขาเนื่องจากความสูงแหลมคมของหิน และต้องใช้เทคนิคในการปีนเขาที่ชำนาญ เนื่องจากมีสภาพเป็นโขดหินที่มีความลาดชันมาก การกัดเซาะตัดช่องทางผ่านหินที่ลึกมากทำให้มีความยากลำบากในการเดินเขาแบบทั่วไป
    • ยอดชีรา (Shira) ความสูง 3,788 เมตร การระเบิดปะทุเมื่อเกือบสองล้านปีก่อน ทำให้ยอดเขาชีรา (Shira) ทะลายลงมา แล้วถูกทับด้วยลาวาที่ไหลลงมาจากการการระเบิดของยอดคีโบ เกิดเป็นแอ่งที่ราบสูง Shira ซึ่งหากเดินเทรคในเส้นทางนั้นก็น่าจะคล้ายๆว่าเดินตัดผ่านแอ่งภูเขาไฟ Shira
    ยอดคีโบ (Kibo)
    ยอดมาเวนซี (Mawenzi)

    เส้นทางเดินเทรคกิ้งคิลิมานจาโร

    เส้นทางเดินขึ้นยอดคิลิมานจาโร มีทั้งหมด 7 เส้นทาง มีความยากง่ายและพิเศษที่แตกต่างกัน เนื่องจากจะผ่านวิวที่แตกต่างกัน บางเส้นทางอาจจะง่ายในช่วงเดินแรก แต่จะมายากช่วงวันที่ขึ้นยอด

    กลุ่มของเราใช้เส้นทาง Rongai ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่อยู่ทางเหนือติดกับพรมแดนประเทศเคนยา เส้นทางนี้จะไม่ได้ผ่าน Shira หากแต่ได้เห็น Mawenzi ใก้ลชิดกว่า เส้นทาง Rongai จะค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีต้นไม้ และความสมบูรณ์สู้เส้นทางฝั่งใต้ และตะวันตกไม่ได้ แต่ขากลับลงจากเขาเราเดินลงในเส้นทาง Marangu ซึ่งมีต้นไม้ประจำถิ่นมากกว่า และร่มรื่นกว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางเก่าแก่ ของการเดินเทรคคิลิมานจาโร ยังพอมีที่พักเป็นหลังๆบ้าง แต่ไม่มากนัก

    เส้นทาง Rongai จะมีความแห้งแล้ง ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เตี้ยๆ ไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้แปลกๆ
    เส้นทาง Marangu มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ประจำถิ่นพวก Giant Groundsels
    Lobelia deckenii ต้นไม้ดอกไม้แปลกๆ บนเส้นทาง Marangu

    ทุกเส้นทางจะได้พบกับประสบการณ์ที่หลากหลายที่ เนื่องจากการเดินขึ้นสู่เขาที่มีความสูงมากๆ มีผลทำให้สภาพแวดล้อมป่า ต้นไม้ ภูมิประเทศรอบตัวเราเปลี่ยนไปตั้งแต่ป่าฝนที่เชิงเขา เปลี่ยนไปเป็นป่ามอสในวันถัดไป แล้วเข้าสู่ภูมิประเทศแห้งแล้งแบบทะเลทรายจนกระทั่งได้พบกับสภาพอากาศหนาวสุดขั้วมีหิมะน้ำแข็ง และกลาเซียร์น้ำแข็งขนาดใหญ่ก่อตัวอยู่บนยอดเขา ซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก เรียกว่าเราสามารถสัมผัสภูมิอากาศ ภูมิประเทศเกือบทุกรูปแบบภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน หรือการเปลี่่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นในช่วงวันเดียวด้วยซ้ำไป

    ซ้ายบน แสดงภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปของเส้นทางขึ้นยอดคิลิมานจาโร

    จุดต่างๆ (point) บนยอดคีโบ (Kibo)

    หลังการปีนผาหินเพื่อขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟคิโบ จะได้พบกับป้ายซึ่งอาจทำให้หลายคนนึกดีใจว่าในที่สุดก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที แต่เดี๋ยวก่อนจุดแรกที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ขึ้นมานั้นยังไม่ใช่ปลายทางที่สูงสุด ทุกคนยังต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมงเพื่อไปยัง Uhuru Peak จุดสูงสุดของแอฟริกาจริงๆ ตรงจุดที่ขึ้นมาถึงทำให้หลายคนถอดใจ และยอมแพ้กลับลงไป ก่อนจะได้เห็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ และพีคที่แท้จริง

    • Gilman Point 5,681 เมตร การปีนขึ้นไปที่ Gilman Point สำหรับผู้ที่ใช้เส้นทางMarangu, Rongai and northern circuit เริ่มต้นจากจุดตั้งแคมป์Kibo Hut (4700 เมตร) เวลาเที่ยงคืน การเดินขึ้นจุดนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุดในเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 6 ชม. ถึง 8 ชม. เพื่อไปถึงที่นี่
    Gilman Point กับ ริชาร์ด ลูกหาบคู่หูที่เดินมาด้วยกันตลอดทางระหว่างขึ้นยอด
    • Stella Point ที่ระดับความสูง 5,756 เมตร เป็นหนึ่งในสามจุดบนยอดเขาคิลิมันจาโรอย่างเป็นทางการ หากมาจาก Gilman’s Point จะผ่าน Stella Point ระหว่างทางไปยังยอดเขา Kilimanjaro, Uhuru Peak (5,895 เมตร Stella Point ตั้งอยู่ที่ขอบปากปล่องภูเขาไฟ ผู้ที่ใช้เส้นทาง Machame Route, Lemosho route, Umbwe Route and Shira Route เมื่อขึ้นมาบนเครเตอร์จะพบกับ Stella Point เป็นจุดแรกจากนั้นสามารถเดินไปยัง Uhuru Peak อีกประมาณ 1 ชั่วโมง
    Stella point
    • Uhuru Peak (5895 เมตร) คนแรกที่พิชิตยอดสูงสุดคือ Hans Meyer และ Ludwig Purtscheller ในปี1889 เขาตั้งชื่อยอดสูงสุดว่า Kaiser Wilhelm peak เนื่องจากในเวลานั้นคิลิมานจาโร เป็นส่วนหนึ่งในอาณานิคมของเยอรมัน (German East Africa) ต่อมาในปี 1964 รัฐบาลแทนซาเนียเปลี่ยนชื่อเป็น Uhuru Peak แปลว่า อิสระ (Freedom) ในภาษาสวาฮิลี แต่คนที่ผลักดันให้มีการธุรกิจ และสร้างรายได้จากการเทรคคิลิมานจาโร และเป็นที่จดจำมากกว่าคือ Gustav Otto Richard Reusch ซึ่งประสบความสำเร็จขึ้นยอดสูงสุดเป็นคนที่ 7 ในปี 1926
    Uhuru Peak ยอดสูงสุดของทวีปแอฟริกา

    หลังการสำรวจบนยอดสูงสุดของ Hans Meyer และ Ludwig Purtscheller ซึ่งประสบความสำเร็จในครั้งที่ 3 ของพวกเขา ทำให้ความลึกลับบนยอดสีขาวที่ส่องแสงของภูเขาใหญ่ซึ่งชาวพื้นเมืองกล่าวว่าเป็นภูเขาแห่งทองและเงิน มันถูกปกป้องโดยวิญญาณที่ชั่วร้าย ไม่เคยมีใครไปถึงบนนั้นถูกคลี่คลายลงไปเหลือเพียงความกังวลของธารน้ำแข็งที่ค่อยๆละลายลงไปเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งช่วงเวลานั้นยังเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งแย่งชิงพื้นที่กันระหว่างเยอรมันกับอังกฤษ ทำให้พื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยอันตราย การสำรวจเส้นทางเดินเขาก็เกิดการหยุดชะงักไปพร้อมกันด้วย

    Reusch เริ่มเข้ามาเดินเขาในปี 1923 อุทิศตัวให้กับคิลิมานจาโรเดินขึ้นลงกว่า 60 ครั้ง นอกจากการสร้างชื่อเสียงจากรูปถ่ายเสือดาวหิมะใกล้ยอดซัมมิทคิลิมานจาโรซึ่งตอนที่เจอเขาได้ตัดหูไว้เป็นที่ระลึก จนภาพนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ (Ernest Hemmingway) นำมาเขียนเรื่องสั้นก่อนจะไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Snow of Kilimanjaro

    เขายังพยายามเปลี่ยนภาพการเดินเขาคิลิมานจาโรให้เป็นการเดินเขาเพื่อเรียนรู้ธรรมชาติ และชื่นชมวิวที่ไม่เหมือนที่ใด เส้นทางนี้สามารถเป็นได้ทั้งเส้นทางการผจญภัย การเรียนรู้และเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งการเดินทาง เขาสร้างที่พัก ฝีกสอนคนท้องถิ่นเพื่อเป็นลูกหาบและไกด์ ก่อตั้งสโมสร East African Mountain Club ต่อมาสโมสรนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเป็นอุทยานแห่งชาติโดยรัฐบาลแทนซาเนียในปี 1973

    ธารน้ำแข็งบนยอดคิโบ Kibo

    บน Kibo ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของคิลิมันจาโร มีธารน้ำแข็งหนาทึบหนากว่า 100 เมตร อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งเหล่านั้นได้ลดลงอย่างมาก ประมาณกันว่าหิมะน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนยอดจะหายไปหมดในปี 2033 ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการปีนเขาซึ่งจะทำให้เกิดการคลายตัวของหินและดินที่อยู่ด้านบน เป็นอันตรายต่อการปีนเขา และทำให้เสน่ห์ของหิมะตรงเส้นศูนย์สูตรหายไปแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรของชาวบ้านท้องถิ่นที่อยู่บริเวณตีนเขาซึ่งต้องพึ่งพาน้ำใช้จากการละลายของหิมะอันเป็นแหล่งน้ำสำคัญแหล่งหนึ่ง

    ธารน้ำแข็งบนยอดคิโบ

    Camping Trek

    การเดินเทรคในเส้นทางนี้จะเป็นการเดินเทรคแบบ Camping Trek คือการกางเต็นท์พักแรมระหว่างทาง โดยทางบริษัทนำทางที่เราติดต่อจะรับผิดชอบนำเต็นท์ที่พัก เต็นท์ครัว เต็นท์ทานอาหาร รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นเก้าอี้ โต๊ะทานข้าวแบกขึ้นไปด้วย ความสวยงาม สะดวกสบายก็คงจะขึ้นกับงบประมาณของลูกค้า สำหรับของเราถือว่าสะดวกสบายในแบบที่ฉันพอใจ เหนือความคาดหมายกับการบริการที่มาเสิร์ฟ morning tea ในทุกเช้าหลังการตื่นนอน และยังมีบริการ popcorn ถั่วทอดเป็นอาหารว่างระหว่างมื้อเมื่อเราไปถึงที่พัก บริการชนิดที่ว่าถ้าป้อนได้ ก็ป้อนแล้ว บรรยากาศและวิวรอบตัวไม่ต่างกับหนังผจญภัยอย่างอินเดียน่าโจนส์ที่เคยดูสมัยเด็กๆ

    ของส่วนตัวกระเป๋าใบใหญ่ลูกหาบจะมารับในทุกเช้าหลังจากเราเก็บทุกอย่างเรียบร้อย แล้วไปส่งให้พร้อมกับช่วยเลือกทำเล จุดกางเต็นท์วิวสวยๆให้เราอีกด้วย กลุ่มของเราเดินทางกัน 28 คน ลูกหาบแต่ละคนแบกของให้ประมาณ 30 กก.ต่อคน เราจึงใช้ลูกหาบจำนวนมากที่เดินทางไปกับเรา ลูกหาบบางส่วนยังช่วยเราถือกระเป๋า day pack ให้กับเราในวันขึ้นยอด ประกบดูแลชนิดคนต่อคน ยิ่งทำให้การขึ้นยอดเหนื่อยน้อยลง พร้อมทั้งยังมีคนมาช่วยกระซิบข้างๆ “Pole Pole” ให้เดินช้าๆ

    ฉันเดินขึ้นยอดพร้อมกับ Richard ซึ่งช่วยถือกระเป๋า ส่งน้ำ ถ่ายรูป เป็นเพื่อนเดิน เพื่อนคุยตลอด 10 กว่าชั่วโมงระหว่างขึ้นยอดตอนตีหนึ่งไปจนถึงตอนเที่ยงของอีกวันที่ลงมายัง Kibo hut
  • ยอดเขาลังทัง ลิรุง  Langtang Lirung (7234 เมตร)

    ลังทัง ลิรุง (Langtang Lirung) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของภูมิภาคลังทัง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลังทังซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองกาฐมาณฑุ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย และอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยอดเขาชิชาปังมา (Shishapangma) ยอดเขาน้องเล็กที่สูงระดับแปดพันแต่อยู่ในพื้นที่ประเทศจีน

    (เพิ่มเติม…)
  • วัดมหาธาตุ วัดสองราชวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยา

    ประวัติการสร้างและบูรณะวัดมหาธาตุ

    วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวงในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาสร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว (ปกครองสุพรรณบุรี) เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร (ปกครองลพบุรี)

    ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)

    ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ แต่ยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดังเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่รวมเป็นความสูง 25 วา เมื่อปี พ.ศ. 2176 และบูรณะอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 – 2301 ต่อมาวัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้งร้างเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่2 แต่ส่วนยอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

    พระปรางค์หลักของวัดมหาธาตุพังทลายลงมาในสมัยรัชกาลที่ 5

    สิ่งก่อสร้างน่าสนใจในวัด

    1. พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาหมดแล้ว แต่ราชทูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้อาจหมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล
    2. เจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น 8 เหลี่ยม ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา
    3. วิหารที่ฐานชุกชี ของพระประธานในวิหาร กรมศิลปากรพบว่ามีผู้ลักลอบขุดลงไปลึกถึง 2 เมตร จึงดำเนินการขุดต่อไปอีก 2 เมตร พบภาชนะดินเผาขนาดเล็ก 5 ใบ บรรจุแผ่นทองเบารูปต่างๆ
    4. วิหารเล็ก วิหารเล็กแห่งนี้ มีรากไม้แผ่รากขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้
    5. พระปรางค์ขนาดกลางภายในพระปรางค์ มีภาพจิตรกรรม เรือนแก้วซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติ
    6. ตำหนักพระสังฆราช บริเวณพื้นที่ว่างทางด้านทิศตะวันตก เคยเป็นที่ตั้งพระตำหนักพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสี ราชทูตลังกาได้เล่าไว้ว่า เป็นตำหนักที่สลักลวดลายปิดทอง มีม่านปักทอง พื้นปูพรม มีขวดปักดอกไม้เรียงรายเป็นแถวเพดานแขวนอัจกลับ (โคม) มีบังลังก์ 2 แห่ง
    รากไม้ล้อมเศียรพระพุทธรูปบริเวณวิหารเล็ก

    ศึกสองราชวงศ์ ระหว่างราชวงศ์อู่ทอง และราชวงศ์สุพรรณภูมิ

    ประวัติสั้นๆของขุนหลวงพะงั่ว และ พระราเมศวร กษัตริย์องค์ที่ 2 และ 3 ของอยุธยา เป็นการแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างราชวงศ์อู่ทอง และราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งมีความใกล้ชิดเป็นเครือญาติกัน

    เมื่อพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้ทรงแต่งตั้งให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพี่ชายของพระมเหสีไปปกครองเมืองสุพรรณบุรี และให้พระราเมศวรซึ่งเป็นพระโอรสไปปกครองเมืองลพบุรี

    ในปี ค.ศ.1352 เกิดเหตุการณ์เจ้ากรุงเขมรแปรพักต์ไม่ยอมรับอยุธยาเป็นราชธานีใหญ่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ได้ส่งพระราเมศวรยกทัพไปปราบปรามแต่เจ้ากรุงเขมรสามารถโจมตีจนทัพหน้าของกรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย พระรามาธิบดีที่ 1 จึงมีพระราชโองการเชิญขุนหลวงพะงั่วมาทำศึกช่วยพระราเมศวร ศึกทั้งสองฝ่ายใช้เวลาประมาณ 1 ปี กรุงศรีอยุธยาจึงสามารถเอาชนะเจ้ากรุงเขมรได้

    ปี ค.ศ. 1369 พระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จสวรรคต พระราเมศวรได้เสด็จมาจากเมืองลพบุรีและขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ได้เพียงปีเดียวก็ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพะงั่วผู้เป็นลุง ส่วนพระราเมศวรกลับไปครองเมืองลพบุรีเช่นเดิม

    ขุนหลวงพะงั่ว จึงถือเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ได้ครองกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชอยู่นานถึง 18 ปี เป็นจอมทัพที่เข้มแข็ง ตลอดรัชสมัยของพระองค์มีการทำศึกสำคัญ เช่นช่วยพระราเมศวรรบกับเขมร และขึ้นไปทำสงครามกับเมืองฝ่ายเหนือเช่นเมืองชากังราว เมืองพิษณุโลก เชียงใหม่ และลำปาง

    หลังสวรรคต พระเจ้าทองล้นพระโอรสของขุนหลวงพะงั่วได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 แต่ครองราชย์ได้เพียง 7 วัน พระราเมศวรก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา จับพระเจ้าทองล้นสำเร็จโทษ แล้วเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทำให้อำนาจกลับคืนมาอยู่ในมือของราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง

    แม้พระองค์จะทรงสำเร็จโทษพระเจ้าทองลันเพื่อชิงราชสมบัติ แต่ก็ทรงสร้างคุณูปการต่อกรุงศรีอยุธยาไว้หลายประการ ไม่ว่าจะด้านการศาสนาหรือการสงคราม สมัยของพระองค์บ้านเมืองร่มเย็นไม่มีเมืองต่างๆมารุกราน แต่พระองค์ทรงสามารถขยายอาณาเขตให้อยุธยายิ่งใหญ่ขึ้น โดยทำสงครามชนะล้านนา และขอม

    ในด้านการศาสนาทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยการสานต่อสร้างวัดมหาธาตุที่สร้างมาตั้งแต่สมัยขุนหลวงพะงั่วจนสำเร็จ และยังโปรดให้สถาปนาวัดภูเขาทองขึ้นในปี ค.ศ.1387 ด้วย

    พระองค์ทรงครองราชย์ในครั้งที่ 2 กินเวลานาน 8 ปี เมื่อเสด็จสวรรคต พระเจ้ารามราชา พระโอรสก็ขึ้นครองราชย์ต่อ ในปี ค.ศ. 1395

    กำแพงกั้นระหว่างบริเวณพระปรางค์ และอุโบสถ
  • เดินชมสีสันและพลังของพื้นพิภพที่ Landmannalaugar , Iceland

    Landmannalaugar เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Fjallabak ในเขต Highland ของ Iceland

    หลังจากการปะทุของภูเขาไฟในราวปี ค.ศ. 1477 เมื่อลาวาเย็นตัวลงได้ทำให้เกิดภูเขาหินทรายซึ่งมีส่วนประกอบของหินแร่ไรโอไลต์ (Rhyolite) ซึ่งเป็นหินที่มีส่วนผสมของควอตซ์และซิลิกา ผสมรวมกับแร่เหล็ก และซัลเฟอร์ ทำให้ภูเขาบริเวณนี้เกิดสีเหลือง น้ำตาล แดง สร้างสีสันให้ภูเขาในแถบนี้ ในพื้นที่ยังมีทั้งบ่อน้ำพุร้อน ทุ่งลาวา ทำให้เป็นเส้นทางเดินเที่ยวชมภูเขา หรือ Hiking ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์ไปเยี่ยมชม Iceland ในหน้าร้อน

    ที่นี่เป็นที่เดินเขายอดนิยมทั้งแบบ Day Hike ซึ่งเลือกเดินสั้นๆชมวิวจบในวันเดียว หรือเทรคหลายวันเพื่อให้เห็นวิวสีสันสวยงาม เดินลัดเลาะไปตามทุ่งลาวา ชมวิวหลากสีให้ฉ่ำปอด ชมวิวพาโนรามาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดแบบหลายๆวัน ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากๆสำหรับบรรดานักเทรคกิ้ง ในเส้นทาง Laugavegur Trek ใช้เวลาประมาณ 4 วัน 3 คืน ระยะทาง 55 กม.ไปจบที่เมือง Thorsmork (Landmanalaugar-Thorsmork) โดยการกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ หรือพักตามที่พักระหว่างทาง

    ไป Landmannalaugar อย่างไร

    เส้นทางสู่ Landmanalaugar เป็นถนน F-road ซึ่งมีสภาพถนนขรุขระ ทางโรยกรวดยังไม่ได้ลาดยาง บริษัทรถเช่าส่วนใหญ่จึงอนุญาติเฉพาะรถ 4*4 เท่านั้นที่สามารถขับเข้าไปในเส้นทางนี้ได้ หรืออาจใช้วิธีนั่งรถบัสประจำทางจากเรจยาวิค ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง หรือสอบถามจากเมืองใกล้ๆระหว่างทางเช่น Hella หรือ Selfoss ก็จะประหยัดเวลาเดินทางมากขึ้น อีกแบบก็คือจอยกรุ๊ปทัวร์ที่มีจัดเข้าไปเที่ยวทุกวัน

    เส้นทางสู่ Landmanalaugar โดยการขับรถ

    เราเดินทางจากน้ำตก Gulfoss เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 30 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าหมายเลข 32 มุ่งหน้าไปจนถึง F- road ที่เส้น F26 ถนนระหว่างนี้ยังคงลาดยางอย่างดี แต่รถวิ่งไม่มากนัก สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีดำ ป้ายบอกทางนำเราไปจนถึงเส้น F 208 ขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านบริเวณโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric Station) จากนั้นจะเป็นเส้นทางถนนโรยกรวดไปตลอดทางผ่านถนน F224 จนถึงLandmannalaugar

    ช่วงเวลาท่องเที่ยว

    • โดยทั่วไปจะอยู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกันยายน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศซึ่งควรจะเช็คให้แน่นอนอีกครั้งก่อนเดินทาง
    • แต่ที่จริงแล้ว Landmanalaugar สามารถเที่ยวได้ตลอดปีโดยซื้อทัวร์ไปกับ Super Jeep ทัวร์ ถ้าคุณต้องการไปดูหิมะแบบหนาๆ แน่นๆ อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถเดินเขา Hiking หรือ Trekkingได้ในช่วงนั้น
    แผนที่ Landmannalaugar

    ทำอะไรที่ Landmanalaugar

    Hiking / Trekking

    มาถึงที่นี่สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นการเดินเล่นไปตามภูเขาที่อยู่รอบๆ หรือการไฮกิ้ง (Hiking)นั่นเอง เค้ามีให้เลือกหลายเส้นทาง ใช้เวลาตั้งแต่ชั่วโมงครึ่งไปจนถึง 9 ชั่วโมง มีหลายรูทให้เลือกเช่น Laugahraun, Brennisteinsalda, Blahnukur, Ljottipollur หรือหากมีเวลาหลายวันก็เลือกเทรคในเส้นทาง Laugavegur Trail

    People’s Pool

    บ่อน้ำร้อนที่อยู่ใกล้ๆกับที่ทำการ น้ำพุร้อนอุณหภูมิ 36-40 องศา ตลอดไป ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลมแรง ทำให้ฉันก็อยากจะลงไปแช่กับคนอื่นเค้าด้วยเหมือนกัน

    Camping

    ลองบรรยากาศการตั้งแค้มป์เท่ๆ บริเวณ camp ground ที่จัดไว้ให้ บางคนอาจนำรถบ้านไปจอดนอนเล่นสักคืน เราเห็นมีคนนำ Super Jeep คันใหญ่ๆไปจอดนอน รถบ้านหลากหลายสไตล์ หรือก็มีการกางเต็นท์นอนข้างรถนั่งชมวิวภูเขาจากที่ camping หรือเดินขึ้นไป ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกกับภูเขาหลากสีสวยๆ

    เดินชมวิว Hiking Brennisteinsalda (Sulphur Wave)

    • ระยะทาง 6.5 กม.
    • ความชัน 300 เมตร
    • ความยาก ปานกลาง
    • เวลา 2-3 ชั่วโมง

    เราเลือกเอาแบบยืดเส้นยืดสายกันพอเบาๆให้เห็นวิวสีสันของภูเขาที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ คือเส้น Brennisteinsalda รู้จักกันในชื่อว่า Sulphur Wave ตามข้อมูลเส้นทางนี้จะยาวกว่า แต่มีเส้นทางเดินที่ชันน้อยกว่า Blue Peak และยังได้เดินไปตามทางที่สดชื่น มีสีสันกว่า

    จุดสตาร์ทจะเริ่มบริเวณด้านหลัง information desk ของ Landmanalaugar ผ่านทุ่งหินลาวา Laugahraun ระหว่างทางมีมาร์กบอกเส้นทางเป็นระยะ โดยเราก็มุ่งตรงไปตามป้ายที่บอกว่าไป Brennisteinsalda ป้ายอาจทำให้สับสนบ้างเพราะช่วงแรกจะเดินไปปะปนไปกับเส้นทางรูทสั้นๆที่นักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยเดินกันคือ เส้น Laugahraun กับนักเดินเขาที่เดินเทรค Laugavegur Trail ที่เดินแบบตั้งแค้มป์หลายๆวันด้วย จนถึงทางแยกที่เราจะต้องเดินขึ้นเขา ตรงนี้เป็นจุดที่ชันที่สุด และเดินยากมาก ทางชันเกือบ 90 องศาและเป็นดินภูเขาไฟที่ละเอียดซึ่งทำให้การก้าวเดินยากเนื่องจากเดินขึ้นไป ก็ไหลลงมา ระห่ว่างน้นฉันค่อนข้างงง เพราะเดินอยู่คนเดียว เนื่องจากแยกกับเพื่อนที่ยังเดินตามมาไม่ทัน วิ่งขึ้น วิ่งลงเพื่อจะขึ้นสู่ยอดด้านบน แต่ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงด้านบนได้ บนนี้ทำให้ได้เห็นวิวหลากสีที่ตั้งใจมาดู ภูเขาหลากสีสันล้อมอยู่โดยรอบ เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะเป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเขาในเส้นทางนี้ ฉันค่อยพบคนมากมายที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม จึงคิดว่าทางที่ฉันเดินมาอาจจะสวนทางกับทางที่คนเดินทั่วไป แต่อีกเหตุผลก็เพราะบางส่วนนั้นเลือกเดินควบสองรูทหลักรอบใหญ่ของที่นี่ซึ่งมักจะเริ่มเดินวนทางซ้ายจาก Blue Peak แล้วค่อยวกมาเข้าเส้นทาง Sulphur Wave ซึ่งฉันเดินขึ้นมา

    หลังจากชื่นชมวิว ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาพอสมควร เพราะสีสันแบบนี้ ไม่ได้พบเห็นที่ใดมาก่อน ทุกมุมที่ยกกล้องขึ้นมานั้นสวยไปหมด และเมื่อมองต่อไปข้างหน้ายังเส้นทางที่จะเดินต่อไปจะพบว่าเป็นทางเดินที่ผ่านบริเวณที่มีไอพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทั่วทั้งทุ่งลาวาหินสีดำ โดยที่บางส่วนเป็นพื้นดินสีแดงจากกำมะถัน แม้ควันจะไม่พวยพุ่งรุนแรง แต่ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานที่อยู่ใต้พื้นพิภพ จนทำให้ต้องรีบเดินผ่านไปอย่างเร็วๆ ก่อนจะเดินตัดเข้าสู่โตรกผา Granagil ที่ร่มรื่นสดชื่นขึ้น เส้นทางนีเดินตรงๆตามทางจนกลับมาถึง บริเวณ Camp ground ซึ่งมีคนขับรถมากางเต็นท์ มีทั้งแบบขับรถที่มีเต็นท์ด้านบน รถ Super Jeep คันใหญ่ แบบรถบ้านหลายสไตล์ ใช้เวลาเดินครบรอบประมาณ 3 ชั่วโมงตามเวลาที่ประมาณไว้ในแผ่นพับ

    แต่ถ้าแข็งแรง มีเวลา ก็อาจจะเลือกเดินควบ 2 รูทที่นิยมกันคือ Blahnukur หรือ Blue Peak กับ Brennisteinsalda ทั้งสองรูทจะพาเราขึนไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาในแต่ละเส้นทาง แต่สำหรับเราคิดว่าวิวโดยรอบไม่แตกต่างกัน แต่ได้ความท้าทายเพิ่มขึ้นมากกว่า

    การเตรียมตัวเดินเขา

    • รองเท้าเทรคกิ้ง เส้นทางธรรมชาติที่ต้องเดินผ่านเส้นทางกรวด ดิน หินและอาจต้องลุยน้ำลุยโคลนนิดหน่อย ช่วงทางชันต้องเดินบนกรวดหินภูเขาไฟที่ละเอียด ควรใช้รองเท้าทีเกาะพื้นได้ดี หากมีเทรคกิ้งโพลไปด้วยจะช่วยได้มาก
    • เสื้อกันลม กันหนาว บนภูเขาที่ไม่มีอะไรบดบัง ลมด้านบนแรงมาก รวมกับอากาศที่หนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาวกันลมให้พร้อม และหากเป็นไปได้ก็ควรพกเสื้อกันฝนติดไปด้วย

    ที่พัก

    มีที่พักไม่มากใน Landmannalaugar ซึ่งจะเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ดังนั้นจึงต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าขับรถไปเอง ก็สามารถหาที่พักซึ่งอยู่รอบๆ Landmanlaugar และการเดินทางมาเที่ยวขับรถไปกลับก็ไม่ยากเกินไป เราพักที่ Hotel Highland

    บางคนอาจจะเลือกมากางเต็นท์ ตั้งแค้มป์ที่บริเวณกางเต็นท์ได้ ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย2300 isk ต่อคนต่อคืน ซึ่งสามารถติดต่อ สอบถาม อัพเดทราคาได้ที่เว็บไซต์นี้ค่ะ https://nat.is/ita-mountain-huts-in-landmannalaugar/

    ห้องน้ำ

    บริเวณ information มีห้องน้ำห้องอาบน้ำให้บริการ ครั้งละ 2500 isk เมื่อจ่ายแล้วจะได้ wristband ก่อนจะเข้าไปใช้บริการ ระหว่างเส้นทางเดินไฮกิ้ง ไม่มีห้องน้ำ

    อาหาร

    ไม่มีร้านอาหารใน Landmanalaugar แต่มีร้านขายของอยู่บนรถบัสสีเขียวด้านนอก เรียกว่า Mountain Mall มีขายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง snack อาหารจะเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งอาจไม่ค่อยถูกจริตคนไทยอย่างเรานัก ดังนั้นควรนำอาหารไปเผื่อทานด้วยค่ะ หลังจากเดินลงมาเราหิวมาก โชคดีที่ทำข้าวผัดใส่กล่องไป ก็เลยได้ยืนทานกันที่นั่นก่อนจะออกมาหาร้านอาหารด้านนอก

    ปั้มน้ำมัน

    หลังจากเลี้ยวเข้าสู่เส้น 28 เพื่อเดินทางสู่ Landmanalaugar ไม่มีปั้มน้ำมัน ดังนั้นเตรียมน้ำมันให้พร้อม เพราะเส้นทางไปกลับนั้นไกลพอสมควร