Nim Journey

A Legend of Travel

  • จากปราสาทนครหลวง สู่วัดนครหลวง ไหว้พระพุทธบาทสี่รอย

    ก่อนจะมาถึงปราสาทนครหลวง เราเข้าไปชมและกราบไหว้พระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงที่วัดกลาง ชมตำหนักที่ประทับ และเจดีย์อุโบสถวัดใหม่ประชุมพล แต่ละแห่งมีร่องรอยและลวดลายให้เห็นความเก่าแก่ ประวัติที่สร้างถูกเขียนไว้ให้อ่านสั้นๆ พอเป็นความรู้ให้ทราบที่มาที่ไป ร่องรอยหลายอย่างของเมืองเก่าอยุธยาเหลือเพียงซากปรักหักพัง กองหินเตี้ยๆ แต่ฉันกลับต้องใช้คำว่าตกตะลึงทีเดียวเมื่อจอดรถและเดินเข้าไปชมปราสาทโบราณแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้ๆ

    บริเวณวัด ต้นไม้ และร้านรวงที่เรียงเป็นแถวบดบังความสง่างามของปราสาทใหญ่ ที่ป้ายซึ่งติดอยู่ใกล้ๆ บอกว่าสร้างโดยถ่ายแบบจากปราสาทเมืองพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2174 หรือปี ค.ศ. 1631 ซึ่งทำให้ฉันซึ่งเพิ่งมาเป็นครั้งแรกต้องร้อง “โอ้โห” เพราะไม่คาดคิดว่าปราสาทโบราณที่เหลืออยู่จะคงสภาพได้เป็นหลัง และสง่างามเช่นนี้

    cr.อาจารย์ไก่

    เพราะข่าวการพบรอยพระพุทธบาท แขวงเมืองสระบุรีตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทำให้พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่จำเป็นและสำคัญในการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โดยเสด็จทางเรือจากท่าเทียบเรือพระราชวังหลวง หรือท่าวาสุกรีไปตามแม่น้ำป่าสักจนถึงท่าเจ้าสนุก จากนั้นเสด็จต่อโดยขบวนช้างเพื่อไปยังรอยพระพุทธบาท เดิมขบวนเรือเสด็จจะหยุดพักผ่อนและเสวยพระกระยาหารกลางวันตรงบริเวณลำน้ำป่าสักตัดกับแม่น้ำลพบุรีซึ่งอยู่บริเวณวัดใหม่ประชุมพล จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปพักผ่อนยังท่าเจ้าสนุกแล้ววันรุ่งขึ้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปทางบก แต่สมัยพระเจ้าปราสาททองให้เลื่อนไปหยุดการเดินทางช่วงแรกที่บริเวณริมน้ำวัดเทพจันทร์ ห่างจากวัดใหม่ประชุมพลเล็กน้อย จนปี ค.ศ. 1631 โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครหลวงในเขมร มาสร้างขึ้นไว้ที่สถานที่แห่งนี้ แล้วให้ชื่อว่า “พระนครหลวง” ตามชื่อที่ไปถ่ายแบบมา ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าปราสาทที่ไปเลียนแบบมานั้นอาจเป็นปราสาทนครวัด เนื่องจากพระเจ้าปราสาททอง ทรงนิยมสถาปัตยกรรมแบบเขมร ดังจะเห็นได้จากวัดและปราสาทหลายหลังที่สร้างในสมัยของพระองค์เช่น วัดไชยวัฒนาราม พระปรางค์วัดมหาธาตุ

    ปราสาทเป็นอาคารก่ออิฐสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น มีพระปรางค์อยู่ตรงหัวมุมทุกมุม มีทางเดินระเบียงคดซึ่งเชื่อมถึงกัน ก่อผนังด้านนอกตัน แต่ด้านในทำเป็นช่องหน้าต่างปลอมแบบเสาลูกมะหวดคล้ายศิลปะที่นิยมทำกันในเขมร หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องดินเผาแบบลอนโค้ง ภายในระเบียงมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งหันพระพักตร์สู่องค์ปรางค์ประธานทุกด้านทุกชั้น มีประตูทางเข้าขึ้นปราสาท รวมทั้งสิ้น 30 ประตู

    มีหลักฐานหลายประการเช่นการฉาบปูนที่ผนังปรางค์และระเบียงเพียงการรองพื้นบางๆ ยังไม่ได้ตกแต่ง จึงเชื่อว่าปราสาทนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ส่วนตัวปรางค์กลางนั้นน่าจะยังไม่ได้ก่อขึ้น และก็ไม่ปรากฎร่องรอยการแต่งเติมเสริมต่อใดๆจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

    จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1809 นายปิ่น หรือตาปะขาวปิ่นได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอย และอุโบสถเพิ่มเติมขึ้นบริเวณลานชั้นบน พร้อมทั้งขอยกสถานที่นี้ให้เป็นวัด ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่า “วัดนคร”

    การบูชาพระบาทสี่รอยเป็นคตินิยมของชาวพุทธฝ่ายมหายานซึ่งแพร่หลายในอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรพุกาม เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้ว 4 พระองค์ คือ พระกกุกสันโธ พระโกนาคม พระกัสสป และพระสมณโคดม ซึ่งว่ากันว่า ตาปะขาวปิ่นคงไปได้แบบอย่างพระบาทสี่รอยนี้มาจากครั้งไปเมืองพม่า

    ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระปลัดปลื้ม วัดจักรวรรดิราชาวาส ได้ขออนุญาติกระทรวงธรรมการรื้ออุโบสถเดิมแล้วสร้างใหม่เป็นมณฑปจัตุรมุข เปลี่ยนจากพระปรางค์เป็นทรงมณฑป ซ่อมแซมสิ่งชำรุดอีกหลายอย่างโดยมุ่งการใช้สอยขณะนั้นเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงแบบแปลนผังเดิม ผลที่ปรากฎจึงเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างของเเก่าและของใหม่ที่มองเห็นอยู่ตั้งแต่รูปแบบราวบันไดไปจนถึงส่วนยอด

    หากนึกภาพในอดีตเมื่อขบวนเสด็จของพระเจ้าปราสาททองมาถึง เส้นทางเดินที่ทอดไปยังปราสาทจากริมแม่น้ำป่าสักน่าจะมีความสวย สง่างามไม่ต่างจากปราสาทนครวัด น่าเสียดายที่ปัจจุบันเส้นทางสู่ปราสาทถูกบดบังด้วยความความเจริญ ถนนหนทาง โรงสีข้าว และที่ทำกิจต่างของวัดที่ชาวบ้านเข้ามาทำบุญ แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือตัวปราสาทแห่งนี้ได้ถูกทอดทิ้งเสมอมาตั้งแต่สิ้นยุคของพระเจ้าปราสาททอง แม้ต่อมาจะได้รับการบำรุงปรับเปลี่ยนเป็นวัดเพื่อให้ชาวบ้านเข้ากราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ปราสาทนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักกันน้อยเหลือเกินทั้งที่มีความสมบูรณ์มากกว่าซากปรักหักพังในกรุงเก่า

  • จิบกาแฟตุรกีที่พระนคร (แซ่บ)

    ร้านพระนครแซ่บ เมืองเก่ากรุงศรี ถูกจัดให้ได้ตามสไตล์ตุรกี เพราะเจ้าของร้านมีความหลงใหลในศิลปะ รูปแบบของชาวตุรกี จนมาจัดร้านให้มีสีสัน มุมถ่ายรูปสวยๆ ทางร้านมีกาแฟตุรกีที่นำเข้ามาจากตุรกี จัดสไตล์การชงให้มีความน่าสนใจ แต่เจ้าของร้านก็คงจะชอบอาหารไทยอีสานแบบแซ่บๆด้วย ร้านนี้ก็เลยเป็นความผสมผสานที่ค่อนข้างแปลก เราไม่ได้ชิมอาหารเพราะไปตั้งแต่เช้า จึงได้แต่มีโอกาสชิมกาแฟตุรกีซึ่งชงด้วยความร้อนจากทราย และเดินหามุมถ่ายรูปด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดของตัวเองเนื่องจากต้องเดินทางกันต่อ

  • เที่ยววัดเก่า ชมพระเครื่อง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

    วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เคยเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง สันนิษฐานว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ปรางค์ใหญ่องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้

    ต่อมาปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ.1913) ชาวบ้านลักลอบขุดค้นหาทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่งดัง อันเป็นหนึ่งในเบญจภาคี ก็ได้ไปจากกรุในองค์พระปรางค์นี้

    พระปรางค์เก่าสมัยอยุธยาตอนต้น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

    หลังจอดรถเราเดินชมพระปรางค์ที่ก่ออิฐแดงสูงใหญ่ ด้านข้างมีปีกปรางค์ หรือปรางค์ขนาดเล็กขนาบอยู่ เดินไปตามทางระเบียงคตล้อมอยู่โดยรอบ เที่ยวหาหลักฐานที่ยืนยันความเก่าแก่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุว่าได้สร้างมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคือประติมากรรมปูนปั้นประดับเจดีย์ราย ที่เหลือครึ่งล่างเพียงครึ่งเดียวสันนิษฐานว่าประกอบไปด้วย เทวดา ครุฑ ยักษ์ ลิง อันเป็นส่วนยืนยันว่าวัดนี้น่าจะสร้างในราวสมัยอยุธยาตอนต้น รวมกับหลักฐานเดิมจากแผ่นลานทองที่เจอในกรุ จารึกถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ทรงสร้างและซ่อมพระปรางค์องค์ดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นสมัยเจ้าสามพระยา

    แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเกิดสงสัยและอยากได้ความกระจ่างในฐานะที่มาถึงวัดนี้พร้อมกับเซียนพระ พี่เกียง ก็คือ คำว่า “เบญจภาคี” ที่เขียนอธิบายถึงวัดนี้สั้นๆในข้อมูลของวัดที่เปิดดูจากมือถือ

    เบญจภาคี เป็นการจัดชุดพระพิมพ์ โดยเริ่มมีขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) จากกลุ่มผู้นิยมสะสมพระเครื่อง โดยมีร้านขายกาแฟของมหาผัน สมัยนั้นนักนิยมพระเครื่องทั้งหลายมักเรียกกันว่า “บาร์มหาผัน”

    เดิมทีการจัดพระชุดเริ่มจากไตรภาคี ซึ่งประกอบไปด้วย

    1. พระสมเด็จฯ วัดระฆัง พุทธคุณครอบจักรวาล ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยรัตนโกสินทร์
    2. พระนางพญาพิษณุโลกพิมพ์เข่าโค้ง เด่นทางเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยอยุธยา
    3. พระรอดพิมพ์ใหญ่ กรุมหาวัน ลำพูน เด่นทางด้านแคล้วคลาดนิรันตราย ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยทวารวดีตอนปลาย (หริภุญชัย)

    ต่อมาเพิ่มอีก 2 องค์เพื่อความสมดุล กลายเป็นชุดเบญจภาคี

    • 4. พระกำแพง ซุ้มกอ เด่นทางด้านโชคลาภ โภคทรัพย์ ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยสุโขทัย
    • 5. พระผงสุพรรณพิมพ์ หน้าแก่ อันเป็นสถานที่เรามาดูกรุพระ และได้ไปเห็นว่ารูปทรงเป็นอย่างไร มีพุทธคุณเด่นทางด้านโภคทรัพย์ แคล้วคลาด อยู่ยง ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างในสมัยอู่ทอง

    นอกจากนี้พี่เกียง ยังบอกว่าเบญจภาคี ตอนนี้แบ่งเป็น 2 เนื้อ คือเนื้อดิน และเนื้อชิน โดยเบญจภาคีชุดแรกนั้นจะเป็นเนื้อดิน หรือพระผง ส่วนเนื้อชินเป็นเนื้อโลหะ เริ่มมีการจัดลำดับในปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) โดยท่านตรียัมปวาย เรียกว่า “ชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพลเนื้อชิน” ประกอบไปด้วย

    1. พระร่วงรางปืน จ.สุโขทัย
    2. พระหูยาน จ.ลพบุรี
    3. พระท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี
    4. พระชินราชใบเสมา จ.พิษณุโลก
    5. พระมเหศวร จ.สุพรรณบุรี (อยุ่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เช่นเดียวกัน) มีลักษณะแปลกโดยองค์พระเป็นสองหน้าและให้พระศอสวนทางกัน สำหรับพระพิมพ์รูปพระมเหศวรทำให้เราตื่นใจกับความแปลกขององค์พระที่มีลักษณะเป็นสองหน้า แต่เป็นสองหน้าแบบสลับสวนทางกัน
    พระผงสุพรรณ และ พระมเหศวร เป็นพระเครื่องที่อยู่ในเบญจภาคีเนื้อดินและเนื้อชินตามลำดับ
  • พระพุทธรูปปางปรินิพพาน วัดกลาง นครหลวง

    มณฑปวัดกลาง

    เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคามณฑปเอียงลาดเข้าหากันทั้งสี่ด้าน แล้วมีหลังคายอดอีกชั้นคล้ายปิรามิดตัวหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ที่จุดยอดของหลังคาคล้ายปล้องไฉน หรือบัวคลุมเถาเป็นทรงกรวยแหลม มีปุุนปั้นหางหงส์เป็นรูปหงอนนาค ครีบเรียงรายกันตามแนวสันหลังคา อาคารมีกำแพงสีขาวล้อมรอบสี่ด้าน กึ่งกลางเป็นประตูด้านละ 1 ช่อง มีทางเดินด้านทิศเหนือซึ่งทอดตัวยาวไปจรดริมแม่น้ำป่าสัก

    ซุ้มประตูทางเข้าเป็นวงโค้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเลียนแบบมาจากศิลปะแบบตะวันตก จึงคาดว่ามณฑปนี้สร้างประมาณสมัยรัชกาลที่ 3 หรือ 4

    พระพุทธรูปปางปรินิพพาน

    ในตัวมณฑปมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสื่อเรื่องราวของพระมหากัสสปะในครั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพของพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ต่อเนื่องไปยังประติมากรรมรูปโลงวึ่งมีพระบาทสองข้างโผล่ออกมาทางด้านทิศเหนือ โดยมีพระมหากัสสปะยืนไหว้อยู่ด้านพระบาท โลงตกแต่งด้วยลายทองบนพื้นสีแดง

    ประติมากรรมนี้เป็นไปตามเรื่องราวในพุทธประวัติแสดงเหตุการณ์เมื่อสมัยพุทธกาล ซึ่งมีการเก็บพระสรีระของพระพุทธองค์ไว้นาน 7 วัน เพื่อทำพิธีบูชาก่อนการถวายพระเพลิงในวันที่ 8 แต่ปรากฎว่าไฟไม่ยอมลุกไหม้ ซึ่งเป็นไปตามพุทธประสงค์ที่จะให้พระเถระผู้ใหญ่คือพระมหากัสสปะมาในพิธีเสียก่อน

    จนกระทั่งพระมหากัสสปะ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ 500 รูปเดินทางมาถึง ได้เกิดปาฎิหารย์พระบาททั้งสองข้างโผล่ทะลุผ้าห่อ 500 ชั้นและทะลุโลงออกมา เพื่อให้เหล่าพระสงฆ์ได้ทำการบูชาเป็นครั้งสุดท้าย และเกิดไฟลุกขึ้นเผาไหม้พระสรีระของพระองค์จนหมด

    ปางปรินิพพานนี้เป็นปางที่ไม่ค่อยจะพบหรือคุ้นเคยกันมาก จึงเป็นที่น่าสนใจให้เราเข้ามาเที่ยวชมวัดกลาง นครหลวง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ที่บรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบ

  • พระตำหนักคำหยาด และเรื่องราวของขุนหลวงหาวัด

    พระตำหนักคำหยาด อ่างทอง

    พระตำหนักคำหยาด เป็นตำหนักร้างอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง ที่รอบๆเป็นทุ่งนา พระตำหนักหลังไม่ใหญ่นี้ถูกสร้างเพื่อเป็นที่ประทับแรมของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อออกเสด็จเยือนเมืองอ่างทอง ต่อมาถูกใช้เป็นที่พระประทับช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากที่เจ้าฟ้าอุทุมพรถูกปฏิเสธการคืนตำแหน่งกษัตริย์จากพระเจ้าเอกทัศน์ จึงได้มาบวชที่วัดโพธิ์ทองหยาด ใกล้ๆกับพระตำหนักนี้

    พระตำหนักก่อด้วยอิฐ ยกพื้นสูง มีใต้ถุนและเจาะช่องใต้ถุน เป็นรูปประตูโค้งแหลมตามแบบที่นิยมมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฐานอาคารมีลักษณะตกท้องสำเภา สามารถเดินขึ้นไปชมด้านบนด้วยทางเดินบันไดที่ยังแข็งแรง มีมุขด้านหน้า แต่พบว่าเป็นเพียงกำแพงว่างเปล่า และไม่มีหลังคาแล้ว

    เรื่องราวของพระตำหนักเกี่ยวข้องกับขุนหลวงหาวัด ซึ่งก็คือพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา แม้จะพำนักที่นี่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เราก็รู้สึกอยากรู้เรื่องราวสักเล็กน้อยว่าทำไมจึงเลือกมาผนวช และพำนักในตำหนักหลังเล็ก จนถึงเรื่องราวว่าเพราะเหตุใดจึงสละราชสมบัติที่มีสิทธิ์ และหลังจากนั้นอีกไม่นานกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงให้กับพม่าไปในที่สุด ก็เลยไปค้นหาข้อมูลและเอามาเขียนไว้ควบคู่กับการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้เดินเที่ยวชมพระตำหนักคำหยาด

    ประวัติขุนหลวงหาวัด หรือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

    ขุนหลวงหาวัด ก็คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นพระโอรสพระองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงกรมพระนามว่า กรมขุนพรพินิต ทรงมีพี่น้องร่วมมารดา 7 พระองค์ ซึ่งมีเจ้าฟ้าเอกทัศน์ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด

    ปัญหาการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าฟ้ากุ้ง ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศถูกกล่าวหาว่าเป็นชุ้กับเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ทั้งสององค์นี้เป็นใครก็ยังไม่ทราบนะคะ รู้จักชื่อไว้ก่อน แต่ก็เป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้ากุ้งถูกโบยจนสวรรคต มีผลทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อนั้นว่างลง

    ในปี คศ. 1757 หรือ พศ. 2300 หลังการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนาน 25 ปี พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ทรงแต่งตั้งกรมขุนพรพินิต เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยคำกราบทูลกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม และพระยาพระคลัง แม้กรมขุนพรพินิตจะปฏิเสธเพื่อถวายตำแหน่งแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพี่ชาย แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ตรัสว่า เกรงจะเกิดความเสียหายวิบัติ เน่ื่องจากกรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นผู้ขาดความเพียร และเห็นว่ากรมขุนพรพินิตนั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่า

    เมื่อกรมขุนพรพินิต หรือเจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ยังทรงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวงดังเดิม ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์เสด็จไปออกผนวชที่วัดละมุด ปากจั่นเพื่อไม่ให้กีดกันการสถาปนา

    ในปีต่อมาเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศประชวรหนัก ก็ทรงเรียกกรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากพระสนมเข้าเฝ้าเพื่อให้ถวายสัตย์ว่าจะจงรักภักดียอมเป็นข้าทุลละอองธุลีพระบาทต่อกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งจะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ แต่หลังจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์กรมหมื่นทั้งสามก็เตรียมกองกำลังจะก่อกบฎ ในการนี้ทำให้เห็นความเด็ดขาดของพระเจ้าอุทุมพรเมื่อทรงจับเจ้าสามกรมไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จนสวรรคต จากนั้นเจ้าฟ้าอุทุมพรก็ทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1758 โดยปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท แต่เจ้าฟ้าเอกทัศน์ยังปรารถนาในราชสมบัติ จึงทรงลาผนวช และกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงขึ้นไปประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมเสด็จไปที่อื่น ทำให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไม่ทราบว่าจะทำประการใด จึงถวายราชสมบัติแก่พระเชษฐา แล้วไปผนวชที่วีัดอโยธยา จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก

    จากเหตุการณ์ทั้งหมดพระเจ้าอุทุมพรจึงทรงมีระยะเวลาครองราชย์เพียงสั้นๆแค่ 3 เดือนตามพระราชพงศาวดารกรุงสยาม และ คำให้การขุนหลวงหาวัด

    หลังจากทรงผนวชแล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธ และขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการครองราชย์ของพระเจ้าเอกทัศน์ จึงไปกราบทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมารับราชสมบัติใหม่ โดยจะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนก่อการ แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับไปแจ้งข่าวนี้กับเจ้าฟ้าเอกทัศน์ เพราะเกรงว่าหากผู้ก่อการทำสำเร็จจะจับทั้งพระองค์และพระเชษฐา คือพระเจ้าเอกทัศน์สำเร็จโทษ ดังนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธและเหล่าขุนนางจึงถูกจับลงโทษเสียก่อน ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรก็เสด็จกลับวัดประดู่ทรงธรรม

    ปี ค.ศ. 1759 ทัพของเจ้าอลองพญายกทัพเข้ามาใกล้พระนครบรรดาขุนนาง ราษฎรพากันไปกราบทูลเชิญพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชเพื่อช่วยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ป้องกันกรุงศรีอยุธยาโดยสัญญาว่าหากรบชนะพม่าจะให้พระเจ้าอุทุมพรกลับมาเป็นกษัตริย์ ศึกกับพระเจ้าอลองพญา ทัพพม่าในคร้งนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อพม่าเลิกทัพกลับไปเองเนื่องจากพระเจ้าอลองพญาทรงประชวรและสวรรคตระหว่างทาง แต่เมื่อพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเรียกพระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้าในพระราชวัง ปรากฎว่าพระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงถอดพระแสงดาบพาดไปบนพระเพลา หรือตักของพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรเห็นดังนั้นก็เข้าพระทัย ว่าพระเจ้าเอกทัศน์นั้นไม่ยินยอมมอบราชบัลลังก์คืนให้ จึงเสด็จ ไปออกผนวชอีกครั้งที่วัดโพธิ์ทองหยาด เมืองอ่างทองและประทับที่พระตำหนักคำหยาด ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสร้างไว้สำหรับเป็นที่ประทับแรมเมื่อเสด็จประพาสเมืองอ่างทอง อันเป็นสถานที่ที่เราได้มาเที่ยว และทำความรู้จักกับพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด ซึ่งเป็นชื่อที่ราษฎรขนานนามพระองค์หลังจากมาผนวชที่วัดนี้

    ศึกระหว่างพม่าและกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นอีกใน 5 ปีต่อมา ค.ศ. 1764 พระเจ้ามังระ พระโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญาจัดการปัญหาภายในเรียบร้อยก็ส่งมังมหานรธา และเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีการกำหนดเส้นทางการเข้าตีเมืองอย่างดี จนกองทัพพม่าสามารถยกทัพเข้าประชิดพระนคร สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ให้นิมนต์พระจากวัดต่างๆนอกพระนครรวมถึงเจ้าฟ้าอุทุมพรซึ่งยังทรงผนวชเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐาน บรรดาขุนนางและราษฎรจึงชวนกันกราบทูลให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยรบพม่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านไม่ยอมลาผนวชแม้ราษฎรจะเขียนหนังสือใส่บาตรจนเต็มตอนออกบิณฑบาตรก็ไม่ยอม

    ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1767 หรือปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงสวรรคตระหว่างเสด็จพระราชดำเนินหนีออกจากพระนคร ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับพระวงศานุวงศ์และเชลยชาวไทยอื่นๆไปยังเมืองอังวะ พระองค์ซึ่งยังทรงผนวชอยู่ก็ได้ไปประทับที่วัดเยตะพัน เมืองอังวะ เป็นเวลา 16 ปี ก่อนจะต้องย้ายตามพระเจ้าปดุง ซึ่งได้ย้ายราชธานีจากเมืองอังวะไปยังเมืองอมรปุระในปี ค.ศ. 1783 มาประทับยังวัดปองเล ซึ่งอยู่ในย่านตลาดระแหง เมืองอมรปุระ

    เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงผนวชและประทับอยู่ที่กรุงอมรปุระจนถึงปี ค.ศ.1796 จึงสวรรคตในสมณเพศ ได้รับการถวายพระเพลิงที่ลินซินกง หรือสุสานล้านช้าง ซึ่งเป็นบริเวณที่พระเจ้ามังระพระราชทานให้เชลยชาวยวน และชาวอยุธยาอยู่อาศัย

    เป็นเวลานาน 19 ปี ที่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่พม่าจนสิ้นพระชนม์ พระองค์ท่านและเจ้านายรวมถึงชาวไทยบางส่วนที่ถูกจับเป็นเชลยได้มีส่วนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาในหลายด้านรวมถึงโบราณราชประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยพระนเรศวรจนถึงพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อถูกพม่าสอบสวนระหว่างเป็นเชลย บันทึกทั้งหมดถูกพบที่หอหลวงในพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้ชาวพม่าแปลเป็นภาษาไทยให้ชื่อว่า “คำให้การชาวกรุงเก่า”