Nim Journey

A Legend of Travel

  • เดินเทรคท่ามกลางหิมะ

    ส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางเพื่อขึ้นยอดเอลบรุส (Mt.Elbrus) เดือนกรกฎาคม 2017 | นั่ง Chair lift ขึ้นเขาเอลบรุส

    สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตในที่อากาศหนาวมีหิมะหนาเช่นฉัน การเดินเทรคที่นี่เป็นเรื่องที่นับว่ายากลำบากเพราะเป็นภูเขาหิมะล้วนๆ ขาวโพลนไปทั้งเขา หาดินหินให้เดินง่ายๆนั้นยากยิ่งนัก เรื่องอาการแพ้ในที่สูง (AMS)ก็ต้องระวัง เพราะจะต้องพักหลับนอนอยู่ที่แค้มป์ซึ่งมีความสูงกว่า 3,800 เมตรไปอีกหลายวัน

    ไกด์ตรวจความพร้อมของชุดและอุปกรณ์สำหรับขึ้นยอด

    เมื่อวานนี้นาตาชาไกด์สาวชาวรัสเซียจากมอสโคว์ มาตรวจอุปกรณ์เครื่องแต่งกายและแนะนำว่าฉันควรจะต้องเช่าอุปกรณ์อีกหลายอย่างถ้าอยากจะเดินขึ้นไปยืนสำเร็จบนยอดเขา Elbrus ความหนาวเย็นของเทือกเขาในแถบยุโรปโหดร้ายกว่าทางแถบเนปาลที่ฉันเคยผ่านมาก่อน รวมไปถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินย่ำไปบนหิมะหนา เช้านี้ฉันจึงฝากของหลายอย่างในกระเป๋าที่นำมาไว้กับโรงแรม เพื่อเผื่อพื้นพี่สำหรับอุปกรณ์มากมายที่จะต้องไปเช่าเพิ่มเติมก่อนจะขึ้นไปที่แค้มป์ด้านบน

    เสื้อผ้าอุปกรณ์ที่เตรียมมาสำหรับขึ้นเอลบรุส

    อุปกรณ์จึงต้องพร้อมสำหรับเดินบนหิมะที่หนาสูงประมาณเข่า เสื้อกันหนาวอบอุ่นเน้นการป้องกันลมพัดแรง และเพื่อจะขึ้นยอดที่สูงชันเดินเลาะไปตามทางแคบริมเขา จะต้องมีอุปกรณ์ไต่เขาเช่น รองเท้าdouble boots, crampon, harness, carabiner และ Ice-axe ให้พร้อม

    เช่าอุปกรณ์เพิ่มเติม

    ที่ร้านเช่าอุปกรณ์ มีอุปกรณ์ใหม่ๆละลานตา น่าเป็นเจ้าของหลายอย่าง Redfox เป็นยี่ห้อ local ยอดนิยมของรัสเซีย อุปกรณ์ให้เช่ายังใหม่ชนิดแกะห่อ ติดป้ายใหม่ทีเดียว โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวระดับกันหนาวคแถบขั้วโลกตัวเบ่อเริ่มที่ฉันเช่ามา นอกจากเสื้อยังมี รองเท้า double boots, crampon, harness , carabiner, และ ice-axe ที่ฉันเช่าจากที่นี่ หลังจากเก็บอุปกรณ์ใส่เป้ของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อ ฉันจึงพบว่าดีแล้วที่ตัดสินใจแค่เช่า ไม่ซื้อเป็นของตัวเอง เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มันทำให้หนักมาก คิดสภาพว่าตัวเองต้องแบกของพวกนี้มาจากเมืองไทย หอบขึ้น หอบลงเอากลับบ้าน ฉันคงไปไหนไม่รอดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเดินเขาแถบนี้ต้องช่วยตัวเอง แบกเองทุกอย่าง อย่าได้หวังว่าจะมีลูกหาบมาคอยดูแลห่วงใยแบบการเดินเขาแถวเนปาล กระเป๋าที่เบาๆหลังจากเอาของออกฝากไว้ที่โรงแรม ตอนนี้กลับหนักแอ่ก แถมล้นออกมาจากต้องผูกไว้ด้านนอกกระเป๋าอีกครั้ง

    หลังจากให้ไกด์ช่วยตรวจดูสิ่งที่เรานำมา ไกด์บอกว่าไม่เพียงพอ เลยต้องไปเช่าเสื้อกันหนาวอุปกรณ์ต่างๆเพิ่มเติม

    นั่ง Chair Lift ขึ้น Snowcat สู่ที่พักบนเขา Elbrus

    จากระดับ 2,000 เมตร ที่เมือง Terskol เรานั่ง cable car มาต่อ chair lift นั่ง snowcat ก็มาถึงที่พักที่ความสูง 3,840 ม. จากทุ่งหญ้าสีเขียว มาถึงเทือกเขาสีขาวที่หนาด้วยหิมะ พอลงจากรถเท้าย่ำลงไปบนพื้นหิมะหน้าที่พักก็รู้สึกว่าชีวิตชักจะคลอนแคลนไม่มั่นคง อากาศหนาวเย็นขึ้นเมื่อเราอยู่บนความสูงระดับนี้ ในวันที่ท้องฟ้าขุ่นมัวอึมครึม

    แค้มที่พักเหมือนโกดังใหญ่ ได้ข่าวว่าเป็นที่พักที่เพิ่งทำใหม่ไม่นานนัก ที่แค้มป์นี้เปิดให้บริการตลอดปี แต่ช่วงนี้ (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม)จะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นมีนักท่องเที่ยวมากกว่าปกติเพราะจะมีบรรดานักเดินเขาอย่างพวกเราเข้ามาพักด้วยนอกเหนือจากพวกที่ชอบเล่นกีฬาแอดเวนเจอร์หรือเล่นสกีหิมะซึ่งมาเป็นปกติ ที่พักมี 2 ชั้น ห้องอาหาร 3 ห้อง ห้องน้ำอยู่ด้านนอกริมหน้าผาบรรยากาศดี 3 ห้อง ห้องพักน่าจะมีประมาณ 12-15 ห้อง แต่ละห้องพักได้ประมาณ 8 คน เราได้พักบนชั้นสอง

    นั่ง Chiair Lift จากเมือง Terskol

    กฎระเบียบของที่พักซึ่งให้ถอด crampon ออกก่อนจะเข้าไปเดินในที่พักที่เป็นพื้นไม้ ทำให้ฉันต้องก้มๆเงยๆ ถอดรองเท้า ถอด crampon เข้าๆออกๆ แรกๆก็มึนนิดหน่อย แต่ก็เตือนตัวเองตลอดเวลาว่าให้ค่อยๆทำทุกอย่างช้าๆใจเย็นๆ แล้วก็พยายามทำอะไรให้เรียบร้อยทีเดียวจะได้ไม่ต้องเดินเข้าออกบ่อยๆให้ปวดหัว

    หลังจากพักได้ครู่นึงไกด์ก็มาตามพวกเราให้ออกไปซ้อมเดินบนหิมะ จะได้คุ้นชินกับอุปกรณ์ทุกชนิดบนตัวของเรา กับสภาพอากาศบนเขา โดยเดินขึ้นไปที่ความสูง 4100 ม. บริเวณ deisel hut ก่อนจะกลับมาทานอาหารเย็น แล้วเข้านอน

    ออกไปเดินเพื่อให้เคยชินกับอุปกรณ์และสภาพอากาศ โดยเดินขึ้นไปที่ความสูง 4100 ม.

    ฝึกการเดินเขาเป็นทีม และทดสอบร่างกายกับหิมะและความหนาวเย็น

    วันถัดมาเราต้องออกมาซ้อมเดินและปรับร่างกายอีกครั้ง โดยใส่อุปกรณ์แบบจัดเต็มเหมือนวันจะขึ้น summit ไกด์จัดให้พวกเราเดินแถวเรียงหนึ่งให้คนที่เดินช้าสุดอยู่คนแรก แล้วเรียงตามลำดับความเร็วไปจนคนที่เดินเร็วที่สุดให้อยู่หลังสุดเพื่อช่วยกันดูแล และป้องกันการหลงกัน วันนี้ฉันเริ่มถนัดกับการเดินด้วยรองเท้า double boots มากขึ้นมันช่วยทำให้การเดินบนหิมะมั่นคง ไม้เท้า 2 อันช่วยพยุงการเดิน เราค่อยๆเดินก้าวช้า แต่คงจะช้ามากเพราะกลุ่มที่เดินตามหลังแซงไปจนหมด วันนี้สภาพอากาศเลวร้ายมาก มีช่วงเวลาฟ้าเปิดอยู่เพียงชั่วครู่ ยิ่งเดินขึ้นสูงยิ่งเหนื่อยล้า และลมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ เราเดินไปจนถึงความสูง 4500 เมตร (Lower Pusthukov Rock) จึงเดินกลับ ท่าทางกระย่องกระแย่งเดินลงของพวกเราทำให้ไกด์ต้องหันมาสอนวิธีการเดินลงเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ โดยแนะนำให้ก้าวลงโดยใช้ส้นเท้าลง แต่ต้องงอเข่าเล็กน้อย บนพื้นหิมะหนาแบบนี้ถ้ามีแรงเราสามารถวิ่งลงไปได้เลย ทีแรกก็กลัวๆรวมกับอาการเจ็บหน้าขาที่ยังไม่หายดี แต่พอเดินลงไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสนุก และอยากกลับไปพักเร็วๆ เลยได้วิ่งกันใหญ่ จนไกด์ต้องตามมาบ่นเพราะอยากให้เดินกลับแบบรอๆไปพร้อมกันด้วยความเป็นระเบียบ

    ฝึก Self Arrest

    วันถัดมาเราได้พักผ่อน และถือโอกาสในวันพักนี้ซ้อมการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง

    • วิธีการสวม harness ควรสวมทับบนเสื้อตัวสุดท้าย ให้กระชับ ก่อนจะใส่เสื้อคลุมที่เราอาจจะต้องถอดเข้าออกในขณะที่เดิน
    • การเก็บสายเชือกที่ห้อยลงมาเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดร่วงหรืออาจไปเหยีบสะดุด
    • ตำแหน่งที่คล้อง Carabiner

    เรื่องที่ไกด์แนะนำดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะการเดินเขาในจุดที่อันตรายและมีความเสี่ยง เราไม่ควรให้มีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น บางทีเรื่องเล็กน้อยนี่แหละที่อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

    • วิธีการใช้ Ice-axe เพื่อช่วยชีวิตในกรณีที่เราอาจไถลลื่น หรือถูกดึงจากเชื่อกร่วมกับคนอื่น ว่าควรจับขวานในตำแหน่งไหนขณะเดิน และหากลื่นลงไปจะต้องปักขวานเพื่อไม่ให้ตัวเองลื่นตกลงไปต่อ ทีแรกก็หวาดเสียวที่จะต้องกลิ้งลงเขา แต่ทำไปซัก 2-3 รอบ เริ่มสนุกกับการกลิ้งล้มและวิ่งขึ้นไปมาบนหิมะ
  • ปรับร่างกายที่เขา Cheget

    ส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางเพื่อขึ้นยอดเอลบรุส (Mt.Elbrus) เดือนกรกฎาคม 2017 | เมือง Terskol – เขา Cheget

    เดินทางสู่เทือกเขาคอเคซัส

    ไม่นับการนั่งเครื่องกว่า 8 ชั่วโมงจากเมืองไทยมาถึงมอสโคว เราต้องนั่งเครื่องลงมาใต้สุดของรัสเซียเพื่อมายังเมือง Mineralnye Vody ต่อแท็กซี่เข้าเมือง Pyatigorsk วันนี้วันที่สามแล้วเรายังต้องนั่งรถตู้อีก 3 ชั่วโมงพร้อมกับไกด์นาตาชา เพื่อมาถึงเมือง Terskol ซึ่งอยู่ใจกลางเทือกเขาคอเคซัส

    แต่ณ จุดนี้ยังไม่เห็นที่หมายที่เราจะไป แม้ที่นั่นจะเป็นยอดสูงที่สุดของยุโรป #ยอดเขาเอลบรุส (Elbrus) มีความรู้สึกว่าดั้นด้นกว่าที่คิด

    โชคดีที่ระหว่างทางที่นั่งรถตู้เข้าสู่เขตภูเขา ทิวทัศน์สองข้างทางสวยมาก ทั้งทุ่งหญ้าเขียว ภูเขาสูง ฟ้าใส ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ ในแบบที่ดูเรียบร้อย สะอาดตา มีชีวิตชีวากว่าครั้งไหน ในขณะที่บนท้องถนนที่ราบเรียบตลอดทางก็ยังมีฝูงวัวมารวมทางให้ต้องระวังหลบหลีกกันหลายครั้ง ซึ่งก็ดูคนขับรถต่างคุ้นเคยกันดีกับความเป็นไปบนถนนสายนี้

    หลังเก็บข้าวของเข้าที่พัก ฉันออกไปเดินเล่น วันนี้แดดค่อนข้างแรงแต่ก็มีลมพัดเย็นๆ มีนักท่องเที่ยวเดินลงมาจากภูเขารอบๆหลายทาง ผู้คนออกมานั่งเล่น เด็กๆวิ่งเล่นหน้าบ้าน ดอกไม้หลากสีสันดอกเล็กๆบานสดใสที่หน้าบ้านตลอดทาง

    ฉันรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันสดใสของฤดูร้อน (อยากให้ฤดูร้อนที่เมืองไทยมาเรียนงานที่นี่บ้าง)

    บรรยากาศในเมือง Terskol

    เดินปรับร่างกายที่เขา Cheget

    เริ่มเข้าสู่โปรแกรมการเดินสู่ยอดเอลบรุส (Elbrus) ยอดเขาที่อยู่ในแนวเทือกเขาคอเคซัส ที่จริงพอมาถึงที่นี่คำว่า “คอเคซัส” ดึงดูดใจมากกว่ายอดที่จะขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในเทือกเขาที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเรียน

    เมื่อวานที่เรามาถึงเป็นวันที่อากาศสดใสดี๊ดี แต่วันนี้กลับเจอฝนกระหน่ำแต่เช้า ทั้งที่เรามีแผนต้องเดิน acclimatize เพื่อปรับร่างกายให้พร้อมในระดับความสูงที่มากกว่าปกติ แผนการวันนี้ต้องเดินจากระดับ 2000 ม. บริเวณเมืองที่เราพักไปขึ้นเขา Cheget ที่ระดับความสูง 3,000 เมตร ฝนตกทำเอาแผนการเกือบรวน เพราะเมื่อเดินไปถึงเชิงเขาฝนก็ยกตกไม่หยุดและยังหนักขึ้นกว่าเดิม ไกด์ตัดสินใจพาเดินกลับบ้านพัก พร้อมกับตรวจสอบพยากรณ์อากาศเพื่อหาแผนสำรองหลายทาง เนื่องจากไกด์ให้ความสำคัญกับการปรับร่างกายมาก เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราจะพร้อมในความสูงที่มากขึ้นบนเขาเอลบรุส
    แต่จู่ๆฟ้าก็เปิด ฝนหยุดตกตอน 10 โมง ไกด์จึงมาเรียกให้กลับไปเดินในเส้นทางเดิม ตามแผนเดิมอีกครั้ง

    เส้นทางเดินเขา Cheget สวยงามเพราะระหว่างทางเป็นทุ่งดอกไม้หลากสีสัน

    เส้นทางเดินเขาวันนี้เป็นเส้นทางที่สวยงามเพราะทุ่งดอกไม้หลากสีสัน กับฉากหลังเทือกเขาสูงน่าจะทำให้เดินได้เพลินๆ แต่ความชันที่ไม่ยอมลดละ หาทางราบไม่ได้ เดินตามไกด์สาวสวยที่จ้ำแบบไม่ยอมหยุดพัก ทีแรกก็บ้าบอตามความเร็วของนางกว่าจะตั้งสติมาเดินตามความเร็วของตัวเองเพราะขาล้า แทบล้มพับใกล้ๆที่พักทานอาหารกลางวันจึงได้มาปะหน้ากับยอดเอลบรุสเป็นครั้งแรก

    เทือกเขาเอลบรุส สูงใหญ่ ชัน และมียอดปกคลุมด้วยหิมะหนา อยู่เบื้องหลังจากภูเขา Cheget

    เทือกเขาเอลบรุสสูงใหญ่ ชัน ยอดปกคลุมด้วยหิมะหนา เห็นแล้วทำเอาหวั่นใจไปเหมือนกัน แต่นั่นก็ยังอีก 2-3 วัน ตอนนี้ต้องวิ่งหลบฝน ลมแรงขึ้นทางชันหนักๆตอนนี้ก่อน หลังอาหารเราเดินต่อขึ้นไปที่ระดับ 3,000 เมตร ทางยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ ทำได้แค่ค่อยๆเดิน ค่อยๆก้าว

    “เหนื่อยมั๊ย” ท่าทางฉันคงเหนื่อยสุดขีดจนคนบนกระเช้าตะโกนถามลงมาว่า พวกเขาคงแปลกใจว่าพวกเรามาเดินไปทำไม ในเมื่อสามารถขึ้นไปถึงบนยอดได้ด้วยการนั่งกระเช้าสบายๆ

    ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักบนระดับ 3,000 เมตร และได้พบกับยอดเอลบรุสที่ฟ้าเปิดสวยงามบนนี้อีกครั้ง

    ขาลงเราเลือกเดินลงต่อ ไม่ใช้กระเช้าที่มีให้บริการ อากาศช่วงบ่ายดีขึ้นจนร้อน ต้องค่อยๆถอดเสื้อออกทีละชั้น เราวิ่งลงกันสนุก ขาขึ้นใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่า ขาลงรวดเดียวใช้เวลา 1 ชั่วโมง

    แผนวันนี้เป็นไปตามแผน แต่ยังคงต้องลุ้นกับสภาพอากาศกันทุกวัน เพราะไกด์ขู่มากเรื่องความหนาว การเดินที่นี่ต้องดูแลตัวเอง แข็งแรงกว่าการเดินที่เนปาลซึ่งมีไกด์ ลูกหาบล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา

    อาหารรัสเซีย แค่มีไก่ทอดก็ชื่นใจแล้ว
  • เมืองท่องเที่ยวเหงาๆ บรรยากาศอึมครึม ที่เมือง Pyatigorsk เทือกเขาคอเคซัส

    Moscow

    เรายังมีเวลาสบายๆอีกหนึ่งวันใน มอสโคว
    แสงแดดแยงตาเพราะฟ้าสว่างจ้าตั้งแต่ตี 5 ทำให้ฉันต้องลืมตาตื่นขึ้นมาทั้งที่เมื่อคืนกว่าจะนอนหลับก็ดึกดื่นมาก แต่ฝนตกโปรายปรายข้างนอกทำให้อากาศเย็นสบายในห้องนอนที่อบอุ่น เรายังมีเวลาอีกมากก่อนจะต้องเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกันต่อ ทุกคนก็เลยยังนอนขลุกอยู่บนเตียง กว่าจะลุกขึ้นมาล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ปาไปตอน 9 โมงเช้า

    (เพิ่มเติม…)
  • วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin)

    วลาดิมีร์ เลนิน (มีชื่อเต็มว่า วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน (Vladimir Ilyich Lenin) (1870- 1924) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เป็นหัวหน้าพรรคบอลเชวิก นายกรัฐมนตรีคนแรกและเป็นเจ้าของแนวคิดส่วนใหญ่ในลัทธิเลนินเป็นคนล้มระบอบพระเจ้าซาร์และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้รัสเซียเป็นอย่างทุกวันนี้

    Vladimir Lenin ภายจาก Photo by Soviet Artefacts on Unsplash

    เลนินเสียชีวิตในวันที่ 21 มกราคม 1924 ส่วนสาเหตุการตายนั้นยังเป็นที่กังขาอยู่จนถึงปัจจุบัน บ้างก็ว่าเขาตายเพราะ การอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองบ้างก็ว่าเลนินเสียชีวิตจากโรคซิฟิลิส หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วก็มีความพยายามอย่างมากในการรักษาศพของเขาให้เป็นมัมมี่ เนื่องจากในช่วงต้นคริสตทศวรรษ 1920 การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับลัทธิพลังจักรวาลในรัสเซียค่อนข้างเป็นที่นิยม ทำให้มีความพยายามที่จะแช่แข็งร่างของเลนินไว้ เพื่อจะทำให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาในอนาคต อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นได้รับการซื้อเข้ามาในรัสเซีย ร่างของเลนินได้ถูกนำไปดอง และตั้งไว้ในในสุสานที่จตุรัสหน้าวังเครมลินกรุงมอสโกจนถึงปัจจุบันว่ากันว่าเลนิน เป็นศพที่ได้รับการดูแลรักษาดีที่สุดในโลก

    Red Square
    Photo by Steve Harvey on Unsplash
  • ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง High Altitude Sickness

    ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง หรือ High Altitude Sickness หรือ AMS มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,500-3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากออกซิเจนในอากาศเบาบาง

    อาการแต่ละคนจะแตกต่างกันไม่ขึ้นกับเพศ วัย ความฟิตของร่างกาย นักกีฬาที่แข็งแรงอาจเกิดอาการได้ ขณะที่ผู้สูงอายุบางคนก็อาจจะไม่มีอาการเลย

    อาการภาวะความเสี่ยงบนที่สูง

    1. Acute Mountain Sickness (AMS) จะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว
    2. High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้
    3. High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้

    การป้องกันภาวะความเสี่ยงบนที่สูง

    1. ควรกำหนดให้มีวันพักเพื่อปรับร่ากาย ให้คุ้นเคยกับความสูงทุก 500 เมตร
    2. ดื่มน้ำสม่ำเสมอ เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย น้ำร้อน ชาขิง ชาเลมอน ซึ่งมีให้บริการตามทีเฮ้าส์ ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนและมีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน
    3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    4. หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักๆ พยายามเดินช้า ไม่หักโหม เร่งรีบ
    5. ทานอาหารให้เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
    6. เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจแบบพกพา (Finger Oximetre) เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบสภาพร่างกายระหว่างการเดินเขา สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่สวมเข้าที่ปลายนิ้ว เครื่องก็จะแสดงอัตราออกซิเจนในเลือด (spO2) และอัตราการเต้นของหัวใจ(PR) หากค่าออกซิเจนในเลือดต่ำมาก และค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงเกินไป ก็ควรพิจารณาตัวเองว่าควรจะเดินขึ้นเขาต่อไปหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
    7. อย่าฝืนหากพบว่าร่างกายเริ่มอาการผิดปกติ เพราะการเดินทางต่อไปยิ่งทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น รีบพาตัวเองลงมายังที่ต่ำกว่าโดยทันที

    ที่มา :