Nim Journey

A Legend of Travel

  • เดินทางเข้าตุรกีช่วงโควิด(20-10-2021)

    แผนการเดินทางเกิดขึ้นในใจเงียบๆเมื่อเห็นข่าวการเปิดประเทศของตุรกี นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากไทยไม่จำเป็นต้องกักตัว แต่ปัญหาใหญ่ยังคงอยู่ที่การกลับเข้าประเทศซึ่งต้องกักตัวถึง 14วัน จนกระทั่งข่าวการผ่อนคลายเริ่มแว่วเข้ามา และประกาศอย่างแน่นอนว่าเหลือเวลากักตัวเมื่อเข้าประเทศไทย 7 วันสถานการณ์เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เราตัดสินใจไม่รออีกต่อไปที่จะบอกกับตัวเองว่าเดินทางเถอะอย่างน้อยก็ได้เห็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ระหว่างการเดินทางว่าผู้คนอื่นๆเขาจัดการและมีชีวิตกันอย่างไร ระหว่างที่โควิด-19ระบาดไปทั่วโลก ไม่ใช่เพียงนั่งฟังตัวเลขแล้วตระหนกตกใจกับมันเพียงเท่านั้น และอย่างไรชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป

    ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2021 ตุรกีผ่อนคลายให้คนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัวรวมทั้งไม่มีเงื่อนไขการฉีดวัคซีน แต่การฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้การเดินทางสะดวกมากกว่า

    (เพิ่มเติม…)
  • การขอหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนโควิด 19 (vaccination certificate)

    ประสบการณ์ขอหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่สถาบันบำราศนราดูร

    ไปขอหนังสือรับรองเมื่อวันที่ 30/9/2021 หาข้อมูลแล้วบอกว่าสามารถขอได้หลายที่ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด เราอยู่ต่างจังหวัด แต่เมื่อโทรไปตามเบอร์ที่ให้ในเว็บไซต์ ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่รับสายไม่ทราบเรื่อง ส่งไป 3-4 สาย ไม่มีใครทราบเรื่องนี้เลย ก็เลยลองหาข้อมูลขอในกรุงเทพ

    (เพิ่มเติม…)
  • รอยพระพุทธบาท และความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าทรงธรรม

    รอยพระพุทธบาท จ.สระบุรี

    รอยพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ประดิษฐานบนไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเรียกันว่า “เขาสัจจพันธคีรี” ปัจจุบันอยู่ในตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 140 กิโลเมตร รอยพระพุทธบาทนี้ มีขนาดกว้าง 21 นิ้ว ยาว 5 ฟุต และลึก 11 นิ้ว ค้นพบในรัชสมัยของ พระเจ้าทรงธรรม ประดิษฐานอยู่ในมณฑปน้อย อันมีพระมณฑปใหญ่สวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง

    พระมณฑปน้อยที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท สร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรม แต่เดิมมีทองคำหุ้มอยู่ ต่อมาได้ถูกพวกจีนที่อาสาต่อสู้กับพม่า ลอกเอาทองคำไป แล้วยังเผาพระมณฑปด้วย รัชกาลที่ 1 ได้ทรงปฏิสังขรณ์เมื่อ ค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) และได้รับการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4

    ตำนานการค้นพบรอยพระพุทธบาท

    วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่อ.พระพุทธบาท สระบุรี ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า มีพระภิกษุไทยคณะหนึ่ง เดินทางไปยังลังกาทวีป เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท และพระสงฆ์ทางลังกากล่าวว่า ไม่ไกลจากกรุงศรีอยุธยาก็มีรอยพระพุทธบาทเช่นกันอยู่ที่เขาสุวรรณบรรพต จึงได้นำความมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ และได้สืบหาจนพบรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นที่สักการะบูชา เป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ พระพุทธบาทสระบุรีเป็นพระอารามหลวง ที่พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงทำนุบำรุง และเสด็จมานมัสการตลอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์

    ตามคติของลังกา เชื่อกันว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ด้วยพระองค์เอง ดังนั้น รอยพระพุทธบาทจึงเป็นบริโภคเจดีย์อย่างหนึ่งด้วย คือ เป็นของเนื่องในตถาคตเจ้า เหมือนกับสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานรอยพระพุทธบาท อ้างกันว่ารอยพระบาทที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับไว้ ด้วยพระองค์เอง มีอยู่ 5 แห่ง คือ

    1. เขาสุวรรณมาลิก (ศรีลังกา)
    2. เขาสุมนกูฎ (ศรีลังกา)
    3. เมืองโยนก (ไทย)
    4. หาดทรายริมน้ำนัมมทานที (อินเดีย)
    5. เขาสุวรรณบรรพต (ไทย)

    เจ้าเมืองสระบุรีได้ทราบข่าวเรื่องนายพรานบุญว่าครั้งหนึ่งออกไปล่าเนื้อในป่าใกล้เชิงเขา ยิงถูกเนื้อตัวหนึ่งบาดเจ็บได้หนีขึ้นไปบนไหล่เขา ซุกเข้าเชิงไม้หายไป พอสักครู่ก็ออกมาแต่ไม่มีบาดแผล หายเป็นปกติ จึงแปลกใจและตามขึ้นไปดูสถานที่ที่เนื้อหนีขึ้นไป ก็พบรอยปรากฎอยู่ในศิลา มีลักษณะเหมือนรูปรอยเท้าคน ในรอยมีน้ำขัง จึงวักน้ำลองเอามทาตัว ปรากฎว่าบรรดาโรคกลากเกลื้อนตามผิวหนังซึ่งเรื้อรังมานานก็หายไป

    เจ้าเมืองสระบุรี จึงได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงเสด็จพระราชดำเนินไปที่เขานั้น เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นรอยก็แน่ใจว่าคงเป็นรอยพระพุทธบาท เพราะมีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฎฐุตตรสตมหามงคลร้อยแปดประการ ตรงกับเรื่องที่ชาวลังกาทวีปแจ้งมา จึงยกย่องบูชาให้สร้างเจดีย์ครอบเป็นพระมหาเจดียสถาน และโปรดเกล้าให้สร้างพระมณฑปยอดเดี่ยวสวมรอยทับอีกที สร้างอารามวัตถุอื่นๆ เช่นพระอุโบสถ พระวิหารสำหรับให้พระภิกษุอยู่พักแรม ทรงกำหนดให้มีเทศกาลสำหรับให้ประชาชนไปบูขารอยพระพุทธบาทในเดือน 3 และเดือน4 และเป็นประเพณีที่กษัตริย์แทบทุกพระองค์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์จะเสด็จมามนัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำ

    เส้นทางเสด็จนมัสการรอยพระพุทธบาท

    เนื่องจากการเสด็จมานมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประเพณีที่สำคัญ ซึ่งกษัตริย์จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง สมัยอยุธยาจึงได้มีการปรับปรุงเส้นทาง สร้างศาลา ตำหนัก ปราสาทที่พักระหว่างทาง สำหรับกษัตริย์ เจ้านายและกองทหาร ดังเช่นในสมัยพระเจ้าทรงธรรม การเสด็จต้องเสด็จไปทางเรือจากท่าเทียบเรือพระราชวังหลวงหรือท่าวาสุกรีไปตามแม่น้ำป่าสักจนถึงท่าเจ้าสนุก ในอำเภอท่าเรือ จ.อยุธยา จึงได้ทรงโปรดให้สร้างตำหนักสำหรับพักแรมชื่อว่า “พระตำหนักท่าเจ้าสนุก” วันรุ่งขึ้นก็ขึ้นช้างเพื่อดำเนินต่อไปยังพระพุทธบาท สมัยนั้นเส้นทางลำบากต้องผ่านป่ารกทึบ จึงทรงโปรดให้”ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้างสิบวาตลอดถึงท่าเรือให้แผ้วถางทุบปราบให้รื่นราบเป็นถนนหลวง” เรียกกันว่า “ถนนฝรั่งส่องกล้อง” ฝรั่งในที่นี้คือชาวฮอลันดา ที่มารับราชการในสมัยนั้น ซึ่งคงจะใช้วิทยาการสมัยใหม่ โดยใช้กล้องส่องวัดระดับปรับให้ทางตรงตามวิธีของชาวตะวันตก นอกจากสมัยพระเจ้าทรงธรรม ยังมีการสร้างปราสาท ปรับปรุงวัดอีกหลายแห่งโดยกษัตริย์ในยุคต่อมาเพิ่มขึ้นเช่นสมัยพระเจ้าประสาททอง สร้างปราสาทนครหลวง วัดใหญ่ประชุมพล อันถือเป็นการสร้างความเจริญให้กับชุมชมที่อยู่ระหว่างเส้นทางเสด็จ

    ภาพวาดวัดพระพุทธบาทสมัยรัชกาลที่ 4 โดยชาวต่างชาติ
    บันไดนาค 5 เศียร 3 สาย ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท

    สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

    ทรงเป็นกษัตริย์อยุธยาลำดับที่ 21 และเป็นพระองค์ที่ 5 ของราชวงศ์สุโขทัย (2154–2171 ระยะเวลา 17 ปี) ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเอกาทศรถกับพระสนมชาวบางปิน หรือบางปะอิน มีพระนามเดิมว่าพระศรีศิลป์ ทรงครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ซึ่งเป็นราชโอรสของพระเอกาทศรถเช่นกัน แต่คนละมารดา สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์เป็นกษัตริย์ที่มีบุคลิกอ่อนแอและไม่สนพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมือง

    พระเจ้าทรงธรรม

    ขณะที่พระศรีศิลป์บวชเป็นภิกษุ มีความรอบรู้ทางด้านพระไตรปิฎกจนได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรม์อนันตปรีชา มีผู้ที่นิยมท่านมาก รวมทั้งจมื่นศรีเสารักษ์ยังได้ฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมของท่านด้วย ต่อมาทั้งสองได้สมคบกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ และนำไปสำเร็จด้วยท่อนจันทร์ในปี ค.ศ.1611 (พ.ศ.2154) และพระศรีศิลป์ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติต่อพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 1 หรือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงธรรม แต่ส่วนใหญ่รู้จักในพระนาม “สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม”

    พระองค์ไม่นิยมการทำสงคราม กรุงศรีอยุธยายุคนี้จึงต้องเสียดินแดนทวาย อันเป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันตกในทะเลอันดามันให้กับพม่าไปเมื่อปี ค.ศ. 1622 (2165) ส่วนเขมรและเชียงใหม่ที่เคยเป็นประเทศราชตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราชก็พากันแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา

    แต่สมัยของพระองค์มีสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขาย กรุงศรีอยุธยายุคนั้นเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะชาวฮอลันดา อังกฤษ และญี่ปุ่น พระองค์ส่งทรงคณะทูตจำนวน 60 คนไปเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่น เพื่อทรงโปรดให้ญี่ปุ่นส่งสำเภามาทำการค้ากับอยุธยาให้มากขึ้น ในการเดินทางกลับของคณะทูตไทยครั้งนั้น ได้มีซามูไรชั้นผู้น้อยขอเดินทางมากับคณะฑูตด้วย ซามูไรผู้นี้นามว่า “ยามาดะ นางามาซะ” ซึ่งต่อมาได้รับราชการและบรรดาศักดิ์เป็น “ออกญาเสนาภิมุข”

    งานที่เด่นที่สุดของสมัยพระองค์คืองานด้านพุทธศาสนา เนื่องจากทรงเป็นนักปราชญ์และมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงโปรดให้คัดลอกพระไตรปิฎกภาษาบาลีฉบับสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก และการค้นพบรอยพระพุทธบาทในสมัยของพระองค์ก็มีความสำคัญมากยิ่ง ทำให้พุทธศาสนาเป็นที่รู้จักและนับถืออย่างกว้างขวางมากมาจนถึงปัจจุบัน และเพราะเหตุในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมากในสมัยพระองค์ ประชาชนจึงถวายพระนามพระองค์ว่า “พระเจ้าทรงธรรม” และเป็นพระนามที่รู้จักกันดีที่สุด

    พระองค์ทรงครองราชย์นาน 17 ปี ก่อนจะยกสมบัติให้พระโอรส คือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช แต่ปกครองได้ไม่นานก็มีการเปลี่ยนรัชกาล และเปลี่ยนราชวงศ์ในอีก 2 ปีถัดมา เข้าสู่ราชวงศ์ปราสาททอง โดยมหาอำมาตย์ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงไว้วางพระทัย

  • ตกปลาสไตล์ศรีลังกา (Stilt Fishing)

    เราแวะชมการตกปลาบริเวณชายหาดที่อยู่ระหว่างเมือง อูนาวาทูนาและเวลิกามา ระหว่างเดินทางจากเมืองกอลล์ มุ่งหน้าเมือง Tissa พบชีวิตธรรมดาทั่วไปของชาวประมงที่นั่งตกปลาบนไม้ค้ำยันในยามเช้า เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว เบ็ดที่หย่อนลงไปตกปลา ก็เลยสามารถตกนักท่องเที่ยวที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าซึ่งแวะเวียนมาชมไม่ขาดสาย

    การตกปลาบนไม้ค้ำยันเป็นวิธีการตกปลาที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศเกาะศรีลังกาซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งอินเดียในมหาสมุทรอินเดีย ชาวประมงนั่งบนไม้กางเขนที่เรียกว่าpetta ซึ่งผูกติดกับเสาแนวตั้ง บริเวณชายหาดที่ห่างจากฝั่งไม่กี่เมตร นั่งรอคอยจนกว่าปลาจะมาติดเบ็ด แม้วิธีการนี้จะดูดั้งเดิมและเก่าแก่ แต่ที่จริงการตกปลาแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง เมื่อเกิดการขาดแคลนอาหาร และจุดตกปลาในแม่น้ำลำคลองเริ่มแออัดยัดเยียด ผลักดันให้บางคนเริ่มหาสถานที่ใหม่ๆสำหรับตกปลา ในตอนแรกก็เริ่มตกปลาจากบริเวณซากเรือล่ม เครื่องบินตก จากนั้นบางคนก็เริ่มสร้างเสาค้ำยันในแนวปะการังซึ่งมีปลามาหากิน ทักษะนี้ถูกส่งต่อในกลุ่มชาวประมงในช่วงสองชั่วอายุคนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งตอนใต้ที่มีชายหาดทอดยาวประมาณ 30 กม.ของศรีลังกา

  • Elbrus Summit และความโชคดีที่มีฝัน

    ยากที่สุดก็คือขณะนี้ทุกครั้งเมื่อเราเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่เราอยากจะเอาชนะใจตัวเอง
    ต้องมีคำถามอยู่เสมอว่า
    “คิดว่าครั้งนี้กับครั้งนั้น ครั้งไหนยากกว่ากัน ลำบากกว่ากัน”
    ฉันต้องนั่งนึกอยู่เป็นนาน ก่อนจะตอบไปว่า
    “ไอ้ตรงที่ยืนอยู่ที่นี่แหละ ที่ยากที่สุดเสมอ เพราะยอดเขาต่างๆ pass ที่เคยเดินข้าม ยอดที่สูงกว่า มันก็ผ่านเป็นอดีตไปแล้ว”
    ฉันหวังว่าจะผ่านเป้าหมายข้างหน้านี้ให้ได้
    เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้จะเป็นแค่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว


    Elbrus Summit

    ก่อนนอนหลับ ฉันคิดอย่างเดียวว่า พรุ่งนี้ก็แค่เดินไป ค่อยๆก้าวทีละก้าว ฉันคิดแบบนั้นจนกระทั่งหลับไป แล้วตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืนเพื่อเตรียมตัว พยายามทานอาหารเช้าที่เตรียมไว้ให้ ขนมปังหนึ่งแผ่น กับแฮมอีก 2 ชิ้น จากนั้นจึงขึ้นมาเก็บของแต่งตัวให้พร้อมเพื่อเตรียมตัวออกเดิน

    ขึ้นรถ snowcat เพื่อเดินทางไปยังจุดเริ่มเดินแถว Pashukov rock (4700 เมตร)

    ไกด์มาช่วยเช็คอุปกรณ์และความพร้อมของพวกเราอีกครั้ง จากนั้นจึงพาไปขึ้นรถ snowcat เพื่อเดินทางไปยังจุดเริ่มเดินแถว Pashukov rock (4700 เมตร) ขณะที่เดินสิ่งที่ฉันพยายามคิดอย่างเดียวคือสิ่งที่คิดตั้งแต่เมื่อคืน ค่อยๆก้าว ค่อยๆเดิน ฉันบอกตัวเองว่าอย่างน้อยมันต้อง 7-8 ชั่วโมงนั่นแหละ ต้องอดทนและใจเย็นๆ แต่ขณะที่พยายามทำใจให้นิ่งเพื่อก้าวเดิน ทั้งลม ความหนาว และอาการต่างๆก็ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา ลมที่พัดแรงจนตัวเอียง อากาศที่หนาวจัดจนแทบไม่อยากก้าวเดินแต่ก็ต้องก้าวต่อไป ความสูงที่ทำให้หายใจลำบากยิ่งรวมกับเสื้อผ้าหนาหนักที่ห่อหุ้มร่างกายยิ่งอึดอัดไปทั้งตัว ในใจฉันร่ำร้อง บ่นงึมงำกับตัวเอง เมื่อไหร่ดวงอาทิตย์จะขึ้น แล้วยอดมันอยู่ไหน ฉันค่อยๆก้าวไป พยายามลุ้นกับตัวเองว่าอย่าปวดหัว อย่าปวดฉี่ อยาปวดขรี้ เพราะมันจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ก็ทั้งเขาโล่งโจ้งขาวไปทั้งเขา ไม่มีที่บังสายตา สายHarness ก็รัดรั้งอยู่บนกางเกงขายาวที่สวมอยู่ 2 ชั้น มันถอดยากมากถ้าจำเป็นต้องปลดออก

    ขณะเดินขึ้นสู่ Mt.Elbrus ไกด์นาตาชาเดินนำหน้าพวกเราที่ตามมาอย่างมีระเบียบ

    จนกระทั่งพอฟ้าเริ่มสว่างแดดเริ่มมาจนชักจะแรงขึ้นเรื่อย จากอากาศหนาวเย็นลมแรง ก็เริ่มค่อยๆร้อน ไม่มีลม เสื้อตัวหนาที่ใส่และกระเป๋าที่แบกอยู่บนหลังยิ่งทำให้อึดอัดมาก จนเราต้องแวะพักเพื่อจัดการกับตัวเอง เสื้อตัวหนาต้องถูกเปลี่ยนออกแล้วยัดเข้ากระเป๋า เพื่อใส่ตัวที่บางกว่า จากบริเวณ saddle ที่ราบซึ่งพอจะนั่งพักได้ระหว่าง Elbrus East และ West เราเดินต่อซึ่งหลังจากนี้จะเป็นทางเดินริมสันเขา มี fixed rope เพื่อความปลอดภัยอยู่ 3 ช่วง จนถึงเนินเขาสุดท้ายก่อนถึงยอด Elbrus ตามที่ไกด์บอก

    บริเวณ saddle ที่ราบซึ่งพอจะนั่งพักได้ระหว่าง Elbrus East และ West

    ทัวเร็ก (Taulek) ผู้ช่วยไกด์ วิ่งเข้ามาปิดตาฉัน แสดงอาการดีใจว่าเราใกล้ถึงแล้วกำลังจะได้เห็นยอด Elbrus แล้ว ฉันก็นึกว่าคงใกล้แล้ว แต่พอเดินพ้นเนิน ทัวเร็ก (Tuakek) เปิดตาปุ๊บ แทบอยากถีบให้กระเด็นไปไกลๆ ยอดเขา Elbrus อยู่สุดปลายสายตา ยังอีกตั้งไกลโน่น ตื่นเต้นไรนักหนา

    ฉันต้องออกแรงฮึดอีกครั้ง เดิน เดิน มีความคิดถอดใจอยู่แว่บๆ แต่ก็นึกถึงเสื้อพิชิต Elbrus ที่ซื้อมาจากเมือง Pyatigorsk ว่าถ้าไม่สำเร็จ จะเอาหน้าที่ไหนไปใส่เสื้อ เสื้อตัวนี้เลยเป็นแรงผลักดันในใจให้ไม่ยอมแพ้ (บางครั้งแรงผลักดันให้เราเดินต่อไปก็เป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยมีสาระนัก)

    บน summit plateau แต่ละคนเดินกันห่างๆ สภาพแบบ walking dead ฉันเห็นผู้ชายคนข้างหน้ามีผ้าพันคอขนมิ้งค์มาด้วยแต่ไม่ได้พันแค่ยัดใส่เป้ด้านหลังไว้ สงสัยจะร้อนเหมือนเรา แต่ทำไมมันกระดุก กระดิกได้วะ ฉันมองแล้วเดินต่ออย่างไม่ใสใจนักเพราะตอนนี้แค่ดูแลขาตัวเองก็หนักหนาพอแล้ว

    เนินสุดท้ายนาตาชาซึ่งรออยู่บนยอดยืนตะโกนเรียก ฉันกลั้นใจออกแรง ก้าวยาวๆ เพื่อจะไปให้เร็วขึ้น ราวกลับกลัวว่าคนข้างหลังจะเดินแซงถึงยอดก่อน ถ้าจะตายก็ตรงนี้แหละ

    เย้!!!! ถึงแล้ว

    เนินสุดท้ายนาตาชาซึ่งรออยู่บนยอดยืนตะโกนเรียก ฉันกลั้นใจออกแรง ก้าวยาวๆ เพื่อจะไปให้เร็วขึ้น

    ตอนนั้นเองถึงได้เห็นว่า ผ้าพันคอที่เห็นนั่น คือแพะที่อ่อนระโหยโรยแรง โถ อุตส่าห์แบกใส่หลังมา ?? แถมยังมาแย่งชิงที่ถ่ายรูปกับเราบนยอดเขานี้อีก

    วันนี้อากาศปลอดโปร่งสามารถมองเห็นวิวเทือกเขาคอเคซัสได้รอบ ฉันยืนอยู่เหนือยอดสุดจริงๆ เพราะเทือกขาสวยอยู่เบื้องล่างของเราทั้งหมด แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นไม่นานนัก แล้วเดินกลับลงมาตามทางเดิม มีเพียงความทรงจำที่อยู่กับฉันไปอีกนาน

    ยอดเอลบรุส ฉันยืนอยู่เหนือยอดสุดจริงๆ เพราะเทือกขาสวยอยู่เบื้องล่างของเราทั้งหมด

    ทั้งหมดคือความคิดระหว่างเดิน ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าเราแข็งแรง ดูแลตัวเองดีดี ไม่มีอาการแพ้ในที่สูง (ams) ฟ้าเป็นใจ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่เรา อดทนกับแต่ละก้าว มุ่งมันกับเป้าหมายที่เรารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ซึ่งว่าไปแล้วมันง่ายกว่าชีวิตของเราที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายมันอยู่ตรงจุดไหน ถึงรึยัง หรือเดินเลย หรือออกนอกเส้นทางจนกู่ไม่กลับแล้ว

    นอกจากเป็นสถานที่นักเดินเขามาพิชิตยอด เอลบรุสยังเป็นสวรรค์ของคนเล่นสกี ที่สามารถมาเล่นได้ทั้งปี
    นั่งชมเทือกเขาคอเคซัส หนึ่งในเทือกเขาสำคัญของโลก

    “เราโชคดี”

    ฉันไม่ปฏิเสธ เมื่อหลายคนพูดกับพวกเราแบบนี้ เพราะการเดินทางครั้งนี้ มีโชคดีหลายอย่างที่เกิดกับเรา
    โชคดี ที่อากาศเป็นใจ ได้เห็นเทือกเขาคอเคซัสเต็มตา ในหลากหลายอารมณ์ เป็นเทือกเขาที่สวยงามนั่งมองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
    โชคดี ที่มีเพื่อนร่วมทางที่สนุกสนาน มีเสียงหัวเราะตลอดเวลาไม่ว่าจะเผชิญเหตการณ์ใดๆ
    โชคดี ที่ได้เห็นทุ่งดอกไม้หลากสีสันบานเต็มหุบเขา
    โชคดี ที่ได้พบเห็นสัมผัสผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองในเขตเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นชาว Kabardins และ Balkars ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม สอนให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบ ด้วยความเข้มงวดแบบน่ารัก บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตการปกครอง Kabardino-Balkaria Republic  อีกกลุ่มชาติพันธ์หนึ่งในรัสเซียทางใต้ ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากคนรัสเซียในเมืองใหญ่หรือคนพื้นเมืองแถบไซบีเรียที่เคยไปมาแล้ว และคิดว่าความกว้างใหญ่ของรัสเซียน่าจะมีอีกหลายสิ่งให้เรียนรู้ น่าศึกษา

    และ

    โชคดี ที่ร่างกายแข็งแรงทำให้มีแรงเดินทางไปถึงจุดกลับตัวบนยอดเขาเอลบรุส เห็นโลกใบนี้กว้างขึ้นอีกหน่อย
    ฉันหวังว่า “ความโชคดี” จะอยู่กับฉันในการเดินทางครั้งต่อไปไม่ว่าที่ใดในโลก

    เพราะนอกจากมีฝัน มีหวัง มีความเชื่อจากข้างในตัวเราแล้วก็ควรมีโชคดีเป็นส่วนผสมจากภายนอกด้วย เพื่อเราจะได้มีโอกาสเฉลิมฉลองอย่างมีความสุข

    ฉลองความสำเร็จ