ลังทัง ลิรุง (Langtang Lirung) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของภูมิภาคลังทัง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลังทังซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองกาฐมาณฑุ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย และอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยอดเขาชิชาปังมา (Shishapangma) ยอดเขาน้องเล็กที่สูงระดับแปดพันแต่อยู่ในพื้นที่ประเทศจีน
(เพิ่มเติม…)Nim Journey
A Legend of Travel


-

-

ประวัติการสร้างและบูรณะวัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวงในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาสร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว (ปกครองสุพรรณบุรี) เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร (ปกครองลพบุรี)
ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ แต่ยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดังเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่รวมเป็นความสูง 25 วา เมื่อปี พ.ศ. 2176 และบูรณะอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 – 2301 ต่อมาวัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้งร้างเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่2 แต่ส่วนยอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

พระปรางค์หลักของวัดมหาธาตุพังทลายลงมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สิ่งก่อสร้างน่าสนใจในวัด
- พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาหมดแล้ว แต่ราชทูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้อาจหมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล
- เจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น 8 เหลี่ยม ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา
- วิหารที่ฐานชุกชี ของพระประธานในวิหาร กรมศิลปากรพบว่ามีผู้ลักลอบขุดลงไปลึกถึง 2 เมตร จึงดำเนินการขุดต่อไปอีก 2 เมตร พบภาชนะดินเผาขนาดเล็ก 5 ใบ บรรจุแผ่นทองเบารูปต่างๆ
- วิหารเล็ก วิหารเล็กแห่งนี้ มีรากไม้แผ่รากขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้
- พระปรางค์ขนาดกลางภายในพระปรางค์ มีภาพจิตรกรรม เรือนแก้วซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติ
- ตำหนักพระสังฆราช บริเวณพื้นที่ว่างทางด้านทิศตะวันตก เคยเป็นที่ตั้งพระตำหนักพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสี ราชทูตลังกาได้เล่าไว้ว่า เป็นตำหนักที่สลักลวดลายปิดทอง มีม่านปักทอง พื้นปูพรม มีขวดปักดอกไม้เรียงรายเป็นแถวเพดานแขวนอัจกลับ (โคม) มีบังลังก์ 2 แห่ง

รากไม้ล้อมเศียรพระพุทธรูปบริเวณวิหารเล็ก ศึกสองราชวงศ์ ระหว่างราชวงศ์อู่ทอง และราชวงศ์สุพรรณภูมิ
ประวัติสั้นๆของขุนหลวงพะงั่ว และ พระราเมศวร กษัตริย์องค์ที่ 2 และ 3 ของอยุธยา เป็นการแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างราชวงศ์อู่ทอง และราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งมีความใกล้ชิดเป็นเครือญาติกัน
เมื่อพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้ทรงแต่งตั้งให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพี่ชายของพระมเหสีไปปกครองเมืองสุพรรณบุรี และให้พระราเมศวรซึ่งเป็นพระโอรสไปปกครองเมืองลพบุรี
ในปี ค.ศ.1352 เกิดเหตุการณ์เจ้ากรุงเขมรแปรพักต์ไม่ยอมรับอยุธยาเป็นราชธานีใหญ่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ได้ส่งพระราเมศวรยกทัพไปปราบปรามแต่เจ้ากรุงเขมรสามารถโจมตีจนทัพหน้าของกรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย พระรามาธิบดีที่ 1 จึงมีพระราชโองการเชิญขุนหลวงพะงั่วมาทำศึกช่วยพระราเมศวร ศึกทั้งสองฝ่ายใช้เวลาประมาณ 1 ปี กรุงศรีอยุธยาจึงสามารถเอาชนะเจ้ากรุงเขมรได้
ปี ค.ศ. 1369 พระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จสวรรคต พระราเมศวรได้เสด็จมาจากเมืองลพบุรีและขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ได้เพียงปีเดียวก็ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพะงั่วผู้เป็นลุง ส่วนพระราเมศวรกลับไปครองเมืองลพบุรีเช่นเดิม
ขุนหลวงพะงั่ว จึงถือเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ได้ครองกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชอยู่นานถึง 18 ปี เป็นจอมทัพที่เข้มแข็ง ตลอดรัชสมัยของพระองค์มีการทำศึกสำคัญ เช่นช่วยพระราเมศวรรบกับเขมร และขึ้นไปทำสงครามกับเมืองฝ่ายเหนือเช่นเมืองชากังราว เมืองพิษณุโลก เชียงใหม่ และลำปาง
หลังสวรรคต พระเจ้าทองล้นพระโอรสของขุนหลวงพะงั่วได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 แต่ครองราชย์ได้เพียง 7 วัน พระราเมศวรก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา จับพระเจ้าทองล้นสำเร็จโทษ แล้วเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทำให้อำนาจกลับคืนมาอยู่ในมือของราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง
แม้พระองค์จะทรงสำเร็จโทษพระเจ้าทองลันเพื่อชิงราชสมบัติ แต่ก็ทรงสร้างคุณูปการต่อกรุงศรีอยุธยาไว้หลายประการ ไม่ว่าจะด้านการศาสนาหรือการสงคราม สมัยของพระองค์บ้านเมืองร่มเย็นไม่มีเมืองต่างๆมารุกราน แต่พระองค์ทรงสามารถขยายอาณาเขตให้อยุธยายิ่งใหญ่ขึ้น โดยทำสงครามชนะล้านนา และขอม
ในด้านการศาสนาทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยการสานต่อสร้างวัดมหาธาตุที่สร้างมาตั้งแต่สมัยขุนหลวงพะงั่วจนสำเร็จ และยังโปรดให้สถาปนาวัดภูเขาทองขึ้นในปี ค.ศ.1387 ด้วย
พระองค์ทรงครองราชย์ในครั้งที่ 2 กินเวลานาน 8 ปี เมื่อเสด็จสวรรคต พระเจ้ารามราชา พระโอรสก็ขึ้นครองราชย์ต่อ ในปี ค.ศ. 1395

กำแพงกั้นระหว่างบริเวณพระปรางค์ และอุโบสถ -

Landmannalaugar เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Fjallabak ในเขต Highland ของ Iceland
หลังจากการปะทุของภูเขาไฟในราวปี ค.ศ. 1477 เมื่อลาวาเย็นตัวลงได้ทำให้เกิดภูเขาหินทรายซึ่งมีส่วนประกอบของหินแร่ไรโอไลต์ (Rhyolite) ซึ่งเป็นหินที่มีส่วนผสมของควอตซ์และซิลิกา ผสมรวมกับแร่เหล็ก และซัลเฟอร์ ทำให้ภูเขาบริเวณนี้เกิดสีเหลือง น้ำตาล แดง สร้างสีสันให้ภูเขาในแถบนี้ ในพื้นที่ยังมีทั้งบ่อน้ำพุร้อน ทุ่งลาวา ทำให้เป็นเส้นทางเดินเที่ยวชมภูเขา หรือ Hiking ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์ไปเยี่ยมชม Iceland ในหน้าร้อน
ที่นี่เป็นที่เดินเขายอดนิยมทั้งแบบ Day Hike ซึ่งเลือกเดินสั้นๆชมวิวจบในวันเดียว หรือเทรคหลายวันเพื่อให้เห็นวิวสีสันสวยงาม เดินลัดเลาะไปตามทุ่งลาวา ชมวิวหลากสีให้ฉ่ำปอด ชมวิวพาโนรามาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดแบบหลายๆวัน ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากๆสำหรับบรรดานักเทรคกิ้ง ในเส้นทาง Laugavegur Trek ใช้เวลาประมาณ 4 วัน 3 คืน ระยะทาง 55 กม.ไปจบที่เมือง Thorsmork (Landmanalaugar-Thorsmork) โดยการกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ หรือพักตามที่พักระหว่างทาง

ไป Landmannalaugar อย่างไร
เส้นทางสู่ Landmanalaugar เป็นถนน F-road ซึ่งมีสภาพถนนขรุขระ ทางโรยกรวดยังไม่ได้ลาดยาง บริษัทรถเช่าส่วนใหญ่จึงอนุญาติเฉพาะรถ 4*4 เท่านั้นที่สามารถขับเข้าไปในเส้นทางนี้ได้ หรืออาจใช้วิธีนั่งรถบัสประจำทางจากเรจยาวิค ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง หรือสอบถามจากเมืองใกล้ๆระหว่างทางเช่น Hella หรือ Selfoss ก็จะประหยัดเวลาเดินทางมากขึ้น อีกแบบก็คือจอยกรุ๊ปทัวร์ที่มีจัดเข้าไปเที่ยวทุกวัน
เส้นทางสู่ Landmanalaugar โดยการขับรถ
เราเดินทางจากน้ำตก Gulfoss เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 30 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าหมายเลข 32 มุ่งหน้าไปจนถึง F- road ที่เส้น F26 ถนนระหว่างนี้ยังคงลาดยางอย่างดี แต่รถวิ่งไม่มากนัก สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีดำ ป้ายบอกทางนำเราไปจนถึงเส้น F 208 ขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านบริเวณโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric Station) จากนั้นจะเป็นเส้นทางถนนโรยกรวดไปตลอดทางผ่านถนน F224 จนถึงLandmannalaugar

ช่วงเวลาท่องเที่ยว
- โดยทั่วไปจะอยู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกันยายน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศซึ่งควรจะเช็คให้แน่นอนอีกครั้งก่อนเดินทาง
- แต่ที่จริงแล้ว Landmanalaugar สามารถเที่ยวได้ตลอดปีโดยซื้อทัวร์ไปกับ Super Jeep ทัวร์ ถ้าคุณต้องการไปดูหิมะแบบหนาๆ แน่นๆ อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถเดินเขา Hiking หรือ Trekkingได้ในช่วงนั้น


แผนที่ Landmannalaugar ทำอะไรที่ Landmanalaugar
Hiking / Trekking
มาถึงที่นี่สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นการเดินเล่นไปตามภูเขาที่อยู่รอบๆ หรือการไฮกิ้ง (Hiking)นั่นเอง เค้ามีให้เลือกหลายเส้นทาง ใช้เวลาตั้งแต่ชั่วโมงครึ่งไปจนถึง 9 ชั่วโมง มีหลายรูทให้เลือกเช่น Laugahraun, Brennisteinsalda, Blahnukur, Ljottipollur หรือหากมีเวลาหลายวันก็เลือกเทรคในเส้นทาง Laugavegur Trail
People’s Pool
บ่อน้ำร้อนที่อยู่ใกล้ๆกับที่ทำการ น้ำพุร้อนอุณหภูมิ 36-40 องศา ตลอดไป ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลมแรง ทำให้ฉันก็อยากจะลงไปแช่กับคนอื่นเค้าด้วยเหมือนกัน
Camping
ลองบรรยากาศการตั้งแค้มป์เท่ๆ บริเวณ camp ground ที่จัดไว้ให้ บางคนอาจนำรถบ้านไปจอดนอนเล่นสักคืน เราเห็นมีคนนำ Super Jeep คันใหญ่ๆไปจอดนอน รถบ้านหลากหลายสไตล์ หรือก็มีการกางเต็นท์นอนข้างรถนั่งชมวิวภูเขาจากที่ camping หรือเดินขึ้นไป ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกกับภูเขาหลากสีสวยๆ
เดินชมวิว Hiking Brennisteinsalda (Sulphur Wave)
- ระยะทาง 6.5 กม.
- ความชัน 300 เมตร
- ความยาก ปานกลาง
- เวลา 2-3 ชั่วโมง
เราเลือกเอาแบบยืดเส้นยืดสายกันพอเบาๆให้เห็นวิวสีสันของภูเขาที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ คือเส้น Brennisteinsalda รู้จักกันในชื่อว่า Sulphur Wave ตามข้อมูลเส้นทางนี้จะยาวกว่า แต่มีเส้นทางเดินที่ชันน้อยกว่า Blue Peak และยังได้เดินไปตามทางที่สดชื่น มีสีสันกว่า

จุดสตาร์ทจะเริ่มบริเวณด้านหลัง information desk ของ Landmanalaugar ผ่านทุ่งหินลาวา Laugahraun ระหว่างทางมีมาร์กบอกเส้นทางเป็นระยะ โดยเราก็มุ่งตรงไปตามป้ายที่บอกว่าไป Brennisteinsalda ป้ายอาจทำให้สับสนบ้างเพราะช่วงแรกจะเดินไปปะปนไปกับเส้นทางรูทสั้นๆที่นักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยเดินกันคือ เส้น Laugahraun กับนักเดินเขาที่เดินเทรค Laugavegur Trail ที่เดินแบบตั้งแค้มป์หลายๆวันด้วย จนถึงทางแยกที่เราจะต้องเดินขึ้นเขา ตรงนี้เป็นจุดที่ชันที่สุด และเดินยากมาก ทางชันเกือบ 90 องศาและเป็นดินภูเขาไฟที่ละเอียดซึ่งทำให้การก้าวเดินยากเนื่องจากเดินขึ้นไป ก็ไหลลงมา ระห่ว่างน้นฉันค่อนข้างงง เพราะเดินอยู่คนเดียว เนื่องจากแยกกับเพื่อนที่ยังเดินตามมาไม่ทัน วิ่งขึ้น วิ่งลงเพื่อจะขึ้นสู่ยอดด้านบน แต่ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงด้านบนได้ บนนี้ทำให้ได้เห็นวิวหลากสีที่ตั้งใจมาดู ภูเขาหลากสีสันล้อมอยู่โดยรอบ เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะเป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเขาในเส้นทางนี้ ฉันค่อยพบคนมากมายที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม จึงคิดว่าทางที่ฉันเดินมาอาจจะสวนทางกับทางที่คนเดินทั่วไป แต่อีกเหตุผลก็เพราะบางส่วนนั้นเลือกเดินควบสองรูทหลักรอบใหญ่ของที่นี่ซึ่งมักจะเริ่มเดินวนทางซ้ายจาก Blue Peak แล้วค่อยวกมาเข้าเส้นทาง Sulphur Wave ซึ่งฉันเดินขึ้นมา

หลังจากชื่นชมวิว ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาพอสมควร เพราะสีสันแบบนี้ ไม่ได้พบเห็นที่ใดมาก่อน ทุกมุมที่ยกกล้องขึ้นมานั้นสวยไปหมด และเมื่อมองต่อไปข้างหน้ายังเส้นทางที่จะเดินต่อไปจะพบว่าเป็นทางเดินที่ผ่านบริเวณที่มีไอพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทั่วทั้งทุ่งลาวาหินสีดำ โดยที่บางส่วนเป็นพื้นดินสีแดงจากกำมะถัน แม้ควันจะไม่พวยพุ่งรุนแรง แต่ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานที่อยู่ใต้พื้นพิภพ จนทำให้ต้องรีบเดินผ่านไปอย่างเร็วๆ ก่อนจะเดินตัดเข้าสู่โตรกผา Granagil ที่ร่มรื่นสดชื่นขึ้น เส้นทางนีเดินตรงๆตามทางจนกลับมาถึง บริเวณ Camp ground ซึ่งมีคนขับรถมากางเต็นท์ มีทั้งแบบขับรถที่มีเต็นท์ด้านบน รถ Super Jeep คันใหญ่ แบบรถบ้านหลายสไตล์ ใช้เวลาเดินครบรอบประมาณ 3 ชั่วโมงตามเวลาที่ประมาณไว้ในแผ่นพับ


แต่ถ้าแข็งแรง มีเวลา ก็อาจจะเลือกเดินควบ 2 รูทที่นิยมกันคือ Blahnukur หรือ Blue Peak กับ Brennisteinsalda ทั้งสองรูทจะพาเราขึนไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาในแต่ละเส้นทาง แต่สำหรับเราคิดว่าวิวโดยรอบไม่แตกต่างกัน แต่ได้ความท้าทายเพิ่มขึ้นมากกว่า
การเตรียมตัวเดินเขา
- รองเท้าเทรคกิ้ง เส้นทางธรรมชาติที่ต้องเดินผ่านเส้นทางกรวด ดิน หินและอาจต้องลุยน้ำลุยโคลนนิดหน่อย ช่วงทางชันต้องเดินบนกรวดหินภูเขาไฟที่ละเอียด ควรใช้รองเท้าทีเกาะพื้นได้ดี หากมีเทรคกิ้งโพลไปด้วยจะช่วยได้มาก
- เสื้อกันลม กันหนาว บนภูเขาที่ไม่มีอะไรบดบัง ลมด้านบนแรงมาก รวมกับอากาศที่หนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาวกันลมให้พร้อม และหากเป็นไปได้ก็ควรพกเสื้อกันฝนติดไปด้วย
ที่พัก
มีที่พักไม่มากใน Landmannalaugar ซึ่งจะเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ดังนั้นจึงต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าขับรถไปเอง ก็สามารถหาที่พักซึ่งอยู่รอบๆ Landmanlaugar และการเดินทางมาเที่ยวขับรถไปกลับก็ไม่ยากเกินไป เราพักที่ Hotel Highland
บางคนอาจจะเลือกมากางเต็นท์ ตั้งแค้มป์ที่บริเวณกางเต็นท์ได้ ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย2300 isk ต่อคนต่อคืน ซึ่งสามารถติดต่อ สอบถาม อัพเดทราคาได้ที่เว็บไซต์นี้ค่ะ https://nat.is/ita-mountain-huts-in-landmannalaugar/

ห้องน้ำ
บริเวณ information มีห้องน้ำห้องอาบน้ำให้บริการ ครั้งละ 2500 isk เมื่อจ่ายแล้วจะได้ wristband ก่อนจะเข้าไปใช้บริการ ระหว่างเส้นทางเดินไฮกิ้ง ไม่มีห้องน้ำ
อาหาร
ไม่มีร้านอาหารใน Landmanalaugar แต่มีร้านขายของอยู่บนรถบัสสีเขียวด้านนอก เรียกว่า Mountain Mall มีขายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง snack อาหารจะเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งอาจไม่ค่อยถูกจริตคนไทยอย่างเรานัก ดังนั้นควรนำอาหารไปเผื่อทานด้วยค่ะ หลังจากเดินลงมาเราหิวมาก โชคดีที่ทำข้าวผัดใส่กล่องไป ก็เลยได้ยืนทานกันที่นั่นก่อนจะออกมาหาร้านอาหารด้านนอก

ปั้มน้ำมัน
หลังจากเลี้ยวเข้าสู่เส้น 28 เพื่อเดินทางสู่ Landmanalaugar ไม่มีปั้มน้ำมัน ดังนั้นเตรียมน้ำมันให้พร้อม เพราะเส้นทางไปกลับนั้นไกลพอสมควร

-

ก่อนจะมาถึงปราสาทนครหลวง เราเข้าไปชมและกราบไหว้พระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงที่วัดกลาง ชมตำหนักที่ประทับ และเจดีย์อุโบสถวัดใหม่ประชุมพล แต่ละแห่งมีร่องรอยและลวดลายให้เห็นความเก่าแก่ ประวัติที่สร้างถูกเขียนไว้ให้อ่านสั้นๆ พอเป็นความรู้ให้ทราบที่มาที่ไป ร่องรอยหลายอย่างของเมืองเก่าอยุธยาเหลือเพียงซากปรักหักพัง กองหินเตี้ยๆ แต่ฉันกลับต้องใช้คำว่าตกตะลึงทีเดียวเมื่อจอดรถและเดินเข้าไปชมปราสาทโบราณแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้ๆ
บริเวณวัด ต้นไม้ และร้านรวงที่เรียงเป็นแถวบดบังความสง่างามของปราสาทใหญ่ ที่ป้ายซึ่งติดอยู่ใกล้ๆ บอกว่าสร้างโดยถ่ายแบบจากปราสาทเมืองพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2174 หรือปี ค.ศ. 1631 ซึ่งทำให้ฉันซึ่งเพิ่งมาเป็นครั้งแรกต้องร้อง “โอ้โห” เพราะไม่คาดคิดว่าปราสาทโบราณที่เหลืออยู่จะคงสภาพได้เป็นหลัง และสง่างามเช่นนี้

cr.อาจารย์ไก่ เพราะข่าวการพบรอยพระพุทธบาท แขวงเมืองสระบุรีตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทำให้พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่จำเป็นและสำคัญในการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โดยเสด็จทางเรือจากท่าเทียบเรือพระราชวังหลวง หรือท่าวาสุกรีไปตามแม่น้ำป่าสักจนถึงท่าเจ้าสนุก จากนั้นเสด็จต่อโดยขบวนช้างเพื่อไปยังรอยพระพุทธบาท เดิมขบวนเรือเสด็จจะหยุดพักผ่อนและเสวยพระกระยาหารกลางวันตรงบริเวณลำน้ำป่าสักตัดกับแม่น้ำลพบุรีซึ่งอยู่บริเวณวัดใหม่ประชุมพล จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปพักผ่อนยังท่าเจ้าสนุกแล้ววันรุ่งขึ้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปทางบก แต่สมัยพระเจ้าปราสาททองให้เลื่อนไปหยุดการเดินทางช่วงแรกที่บริเวณริมน้ำวัดเทพจันทร์ ห่างจากวัดใหม่ประชุมพลเล็กน้อย จนปี ค.ศ. 1631 โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครหลวงในเขมร มาสร้างขึ้นไว้ที่สถานที่แห่งนี้ แล้วให้ชื่อว่า “พระนครหลวง” ตามชื่อที่ไปถ่ายแบบมา ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าปราสาทที่ไปเลียนแบบมานั้นอาจเป็นปราสาทนครวัด เนื่องจากพระเจ้าปราสาททอง ทรงนิยมสถาปัตยกรรมแบบเขมร ดังจะเห็นได้จากวัดและปราสาทหลายหลังที่สร้างในสมัยของพระองค์เช่น วัดไชยวัฒนาราม พระปรางค์วัดมหาธาตุ
ปราสาทเป็นอาคารก่ออิฐสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น มีพระปรางค์อยู่ตรงหัวมุมทุกมุม มีทางเดินระเบียงคดซึ่งเชื่อมถึงกัน ก่อผนังด้านนอกตัน แต่ด้านในทำเป็นช่องหน้าต่างปลอมแบบเสาลูกมะหวดคล้ายศิลปะที่นิยมทำกันในเขมร หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องดินเผาแบบลอนโค้ง ภายในระเบียงมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งหันพระพักตร์สู่องค์ปรางค์ประธานทุกด้านทุกชั้น มีประตูทางเข้าขึ้นปราสาท รวมทั้งสิ้น 30 ประตู
มีหลักฐานหลายประการเช่นการฉาบปูนที่ผนังปรางค์และระเบียงเพียงการรองพื้นบางๆ ยังไม่ได้ตกแต่ง จึงเชื่อว่าปราสาทนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ส่วนตัวปรางค์กลางนั้นน่าจะยังไม่ได้ก่อขึ้น และก็ไม่ปรากฎร่องรอยการแต่งเติมเสริมต่อใดๆจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1809 นายปิ่น หรือตาปะขาวปิ่นได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอย และอุโบสถเพิ่มเติมขึ้นบริเวณลานชั้นบน พร้อมทั้งขอยกสถานที่นี้ให้เป็นวัด ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่า “วัดนคร”
การบูชาพระบาทสี่รอยเป็นคตินิยมของชาวพุทธฝ่ายมหายานซึ่งแพร่หลายในอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรพุกาม เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้ว 4 พระองค์ คือ พระกกุกสันโธ พระโกนาคม พระกัสสป และพระสมณโคดม ซึ่งว่ากันว่า ตาปะขาวปิ่นคงไปได้แบบอย่างพระบาทสี่รอยนี้มาจากครั้งไปเมืองพม่า
ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระปลัดปลื้ม วัดจักรวรรดิราชาวาส ได้ขออนุญาติกระทรวงธรรมการรื้ออุโบสถเดิมแล้วสร้างใหม่เป็นมณฑปจัตุรมุข เปลี่ยนจากพระปรางค์เป็นทรงมณฑป ซ่อมแซมสิ่งชำรุดอีกหลายอย่างโดยมุ่งการใช้สอยขณะนั้นเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงแบบแปลนผังเดิม ผลที่ปรากฎจึงเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างของเเก่าและของใหม่ที่มองเห็นอยู่ตั้งแต่รูปแบบราวบันไดไปจนถึงส่วนยอด

หากนึกภาพในอดีตเมื่อขบวนเสด็จของพระเจ้าปราสาททองมาถึง เส้นทางเดินที่ทอดไปยังปราสาทจากริมแม่น้ำป่าสักน่าจะมีความสวย สง่างามไม่ต่างจากปราสาทนครวัด น่าเสียดายที่ปัจจุบันเส้นทางสู่ปราสาทถูกบดบังด้วยความความเจริญ ถนนหนทาง โรงสีข้าว และที่ทำกิจต่างของวัดที่ชาวบ้านเข้ามาทำบุญ แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือตัวปราสาทแห่งนี้ได้ถูกทอดทิ้งเสมอมาตั้งแต่สิ้นยุคของพระเจ้าปราสาททอง แม้ต่อมาจะได้รับการบำรุงปรับเปลี่ยนเป็นวัดเพื่อให้ชาวบ้านเข้ากราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ปราสาทนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักกันน้อยเหลือเกินทั้งที่มีความสมบูรณ์มากกว่าซากปรักหักพังในกรุงเก่า
-

ร้านพระนครแซ่บ เมืองเก่ากรุงศรี ถูกจัดให้ได้ตามสไตล์ตุรกี เพราะเจ้าของร้านมีความหลงใหลในศิลปะ รูปแบบของชาวตุรกี จนมาจัดร้านให้มีสีสัน มุมถ่ายรูปสวยๆ ทางร้านมีกาแฟตุรกีที่นำเข้ามาจากตุรกี จัดสไตล์การชงให้มีความน่าสนใจ แต่เจ้าของร้านก็คงจะชอบอาหารไทยอีสานแบบแซ่บๆด้วย ร้านนี้ก็เลยเป็นความผสมผสานที่ค่อนข้างแปลก เราไม่ได้ชิมอาหารเพราะไปตั้งแต่เช้า จึงได้แต่มีโอกาสชิมกาแฟตุรกีซึ่งชงด้วยความร้อนจากทราย และเดินหามุมถ่ายรูปด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดของตัวเองเนื่องจากต้องเดินทางกันต่อ





