Nim Journey

A Legend of Travel

  • พระพุทธรูปปางปรินิพพาน วัดกลาง นครหลวง

    มณฑปวัดกลาง

    เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคามณฑปเอียงลาดเข้าหากันทั้งสี่ด้าน แล้วมีหลังคายอดอีกชั้นคล้ายปิรามิดตัวหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ที่จุดยอดของหลังคาคล้ายปล้องไฉน หรือบัวคลุมเถาเป็นทรงกรวยแหลม มีปุุนปั้นหางหงส์เป็นรูปหงอนนาค ครีบเรียงรายกันตามแนวสันหลังคา อาคารมีกำแพงสีขาวล้อมรอบสี่ด้าน กึ่งกลางเป็นประตูด้านละ 1 ช่อง มีทางเดินด้านทิศเหนือซึ่งทอดตัวยาวไปจรดริมแม่น้ำป่าสัก

    ซุ้มประตูทางเข้าเป็นวงโค้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเลียนแบบมาจากศิลปะแบบตะวันตก จึงคาดว่ามณฑปนี้สร้างประมาณสมัยรัชกาลที่ 3 หรือ 4

    พระพุทธรูปปางปรินิพพาน

    ในตัวมณฑปมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสื่อเรื่องราวของพระมหากัสสปะในครั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพของพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ต่อเนื่องไปยังประติมากรรมรูปโลงวึ่งมีพระบาทสองข้างโผล่ออกมาทางด้านทิศเหนือ โดยมีพระมหากัสสปะยืนไหว้อยู่ด้านพระบาท โลงตกแต่งด้วยลายทองบนพื้นสีแดง

    ประติมากรรมนี้เป็นไปตามเรื่องราวในพุทธประวัติแสดงเหตุการณ์เมื่อสมัยพุทธกาล ซึ่งมีการเก็บพระสรีระของพระพุทธองค์ไว้นาน 7 วัน เพื่อทำพิธีบูชาก่อนการถวายพระเพลิงในวันที่ 8 แต่ปรากฎว่าไฟไม่ยอมลุกไหม้ ซึ่งเป็นไปตามพุทธประสงค์ที่จะให้พระเถระผู้ใหญ่คือพระมหากัสสปะมาในพิธีเสียก่อน

    จนกระทั่งพระมหากัสสปะ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ 500 รูปเดินทางมาถึง ได้เกิดปาฎิหารย์พระบาททั้งสองข้างโผล่ทะลุผ้าห่อ 500 ชั้นและทะลุโลงออกมา เพื่อให้เหล่าพระสงฆ์ได้ทำการบูชาเป็นครั้งสุดท้าย และเกิดไฟลุกขึ้นเผาไหม้พระสรีระของพระองค์จนหมด

    ปางปรินิพพานนี้เป็นปางที่ไม่ค่อยจะพบหรือคุ้นเคยกันมาก จึงเป็นที่น่าสนใจให้เราเข้ามาเที่ยวชมวัดกลาง นครหลวง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ที่บรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบ

  • พระตำหนักคำหยาด และเรื่องราวของขุนหลวงหาวัด

    พระตำหนักคำหยาด อ่างทอง

    พระตำหนักคำหยาด เป็นตำหนักร้างอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง ที่รอบๆเป็นทุ่งนา พระตำหนักหลังไม่ใหญ่นี้ถูกสร้างเพื่อเป็นที่ประทับแรมของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อออกเสด็จเยือนเมืองอ่างทอง ต่อมาถูกใช้เป็นที่พระประทับช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากที่เจ้าฟ้าอุทุมพรถูกปฏิเสธการคืนตำแหน่งกษัตริย์จากพระเจ้าเอกทัศน์ จึงได้มาบวชที่วัดโพธิ์ทองหยาด ใกล้ๆกับพระตำหนักนี้

    พระตำหนักก่อด้วยอิฐ ยกพื้นสูง มีใต้ถุนและเจาะช่องใต้ถุน เป็นรูปประตูโค้งแหลมตามแบบที่นิยมมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฐานอาคารมีลักษณะตกท้องสำเภา สามารถเดินขึ้นไปชมด้านบนด้วยทางเดินบันไดที่ยังแข็งแรง มีมุขด้านหน้า แต่พบว่าเป็นเพียงกำแพงว่างเปล่า และไม่มีหลังคาแล้ว

    เรื่องราวของพระตำหนักเกี่ยวข้องกับขุนหลวงหาวัด ซึ่งก็คือพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา แม้จะพำนักที่นี่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เราก็รู้สึกอยากรู้เรื่องราวสักเล็กน้อยว่าทำไมจึงเลือกมาผนวช และพำนักในตำหนักหลังเล็ก จนถึงเรื่องราวว่าเพราะเหตุใดจึงสละราชสมบัติที่มีสิทธิ์ และหลังจากนั้นอีกไม่นานกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงให้กับพม่าไปในที่สุด ก็เลยไปค้นหาข้อมูลและเอามาเขียนไว้ควบคู่กับการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้เดินเที่ยวชมพระตำหนักคำหยาด

    ประวัติขุนหลวงหาวัด หรือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

    ขุนหลวงหาวัด ก็คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นพระโอรสพระองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงกรมพระนามว่า กรมขุนพรพินิต ทรงมีพี่น้องร่วมมารดา 7 พระองค์ ซึ่งมีเจ้าฟ้าเอกทัศน์ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด

    ปัญหาการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าฟ้ากุ้ง ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศถูกกล่าวหาว่าเป็นชุ้กับเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ทั้งสององค์นี้เป็นใครก็ยังไม่ทราบนะคะ รู้จักชื่อไว้ก่อน แต่ก็เป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้ากุ้งถูกโบยจนสวรรคต มีผลทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อนั้นว่างลง

    ในปี คศ. 1757 หรือ พศ. 2300 หลังการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนาน 25 ปี พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ทรงแต่งตั้งกรมขุนพรพินิต เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยคำกราบทูลกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม และพระยาพระคลัง แม้กรมขุนพรพินิตจะปฏิเสธเพื่อถวายตำแหน่งแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพี่ชาย แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ตรัสว่า เกรงจะเกิดความเสียหายวิบัติ เน่ื่องจากกรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นผู้ขาดความเพียร และเห็นว่ากรมขุนพรพินิตนั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่า

    เมื่อกรมขุนพรพินิต หรือเจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ยังทรงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวงดังเดิม ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์เสด็จไปออกผนวชที่วัดละมุด ปากจั่นเพื่อไม่ให้กีดกันการสถาปนา

    ในปีต่อมาเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศประชวรหนัก ก็ทรงเรียกกรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากพระสนมเข้าเฝ้าเพื่อให้ถวายสัตย์ว่าจะจงรักภักดียอมเป็นข้าทุลละอองธุลีพระบาทต่อกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งจะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ แต่หลังจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์กรมหมื่นทั้งสามก็เตรียมกองกำลังจะก่อกบฎ ในการนี้ทำให้เห็นความเด็ดขาดของพระเจ้าอุทุมพรเมื่อทรงจับเจ้าสามกรมไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จนสวรรคต จากนั้นเจ้าฟ้าอุทุมพรก็ทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1758 โดยปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท แต่เจ้าฟ้าเอกทัศน์ยังปรารถนาในราชสมบัติ จึงทรงลาผนวช และกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงขึ้นไปประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมเสด็จไปที่อื่น ทำให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไม่ทราบว่าจะทำประการใด จึงถวายราชสมบัติแก่พระเชษฐา แล้วไปผนวชที่วีัดอโยธยา จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก

    จากเหตุการณ์ทั้งหมดพระเจ้าอุทุมพรจึงทรงมีระยะเวลาครองราชย์เพียงสั้นๆแค่ 3 เดือนตามพระราชพงศาวดารกรุงสยาม และ คำให้การขุนหลวงหาวัด

    หลังจากทรงผนวชแล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธ และขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการครองราชย์ของพระเจ้าเอกทัศน์ จึงไปกราบทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมารับราชสมบัติใหม่ โดยจะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนก่อการ แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับไปแจ้งข่าวนี้กับเจ้าฟ้าเอกทัศน์ เพราะเกรงว่าหากผู้ก่อการทำสำเร็จจะจับทั้งพระองค์และพระเชษฐา คือพระเจ้าเอกทัศน์สำเร็จโทษ ดังนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธและเหล่าขุนนางจึงถูกจับลงโทษเสียก่อน ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรก็เสด็จกลับวัดประดู่ทรงธรรม

    ปี ค.ศ. 1759 ทัพของเจ้าอลองพญายกทัพเข้ามาใกล้พระนครบรรดาขุนนาง ราษฎรพากันไปกราบทูลเชิญพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชเพื่อช่วยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ป้องกันกรุงศรีอยุธยาโดยสัญญาว่าหากรบชนะพม่าจะให้พระเจ้าอุทุมพรกลับมาเป็นกษัตริย์ ศึกกับพระเจ้าอลองพญา ทัพพม่าในคร้งนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อพม่าเลิกทัพกลับไปเองเนื่องจากพระเจ้าอลองพญาทรงประชวรและสวรรคตระหว่างทาง แต่เมื่อพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเรียกพระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้าในพระราชวัง ปรากฎว่าพระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงถอดพระแสงดาบพาดไปบนพระเพลา หรือตักของพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรเห็นดังนั้นก็เข้าพระทัย ว่าพระเจ้าเอกทัศน์นั้นไม่ยินยอมมอบราชบัลลังก์คืนให้ จึงเสด็จ ไปออกผนวชอีกครั้งที่วัดโพธิ์ทองหยาด เมืองอ่างทองและประทับที่พระตำหนักคำหยาด ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสร้างไว้สำหรับเป็นที่ประทับแรมเมื่อเสด็จประพาสเมืองอ่างทอง อันเป็นสถานที่ที่เราได้มาเที่ยว และทำความรู้จักกับพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด ซึ่งเป็นชื่อที่ราษฎรขนานนามพระองค์หลังจากมาผนวชที่วัดนี้

    ศึกระหว่างพม่าและกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นอีกใน 5 ปีต่อมา ค.ศ. 1764 พระเจ้ามังระ พระโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญาจัดการปัญหาภายในเรียบร้อยก็ส่งมังมหานรธา และเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีการกำหนดเส้นทางการเข้าตีเมืองอย่างดี จนกองทัพพม่าสามารถยกทัพเข้าประชิดพระนคร สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ให้นิมนต์พระจากวัดต่างๆนอกพระนครรวมถึงเจ้าฟ้าอุทุมพรซึ่งยังทรงผนวชเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐาน บรรดาขุนนางและราษฎรจึงชวนกันกราบทูลให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยรบพม่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านไม่ยอมลาผนวชแม้ราษฎรจะเขียนหนังสือใส่บาตรจนเต็มตอนออกบิณฑบาตรก็ไม่ยอม

    ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1767 หรือปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงสวรรคตระหว่างเสด็จพระราชดำเนินหนีออกจากพระนคร ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับพระวงศานุวงศ์และเชลยชาวไทยอื่นๆไปยังเมืองอังวะ พระองค์ซึ่งยังทรงผนวชอยู่ก็ได้ไปประทับที่วัดเยตะพัน เมืองอังวะ เป็นเวลา 16 ปี ก่อนจะต้องย้ายตามพระเจ้าปดุง ซึ่งได้ย้ายราชธานีจากเมืองอังวะไปยังเมืองอมรปุระในปี ค.ศ. 1783 มาประทับยังวัดปองเล ซึ่งอยู่ในย่านตลาดระแหง เมืองอมรปุระ

    เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงผนวชและประทับอยู่ที่กรุงอมรปุระจนถึงปี ค.ศ.1796 จึงสวรรคตในสมณเพศ ได้รับการถวายพระเพลิงที่ลินซินกง หรือสุสานล้านช้าง ซึ่งเป็นบริเวณที่พระเจ้ามังระพระราชทานให้เชลยชาวยวน และชาวอยุธยาอยู่อาศัย

    เป็นเวลานาน 19 ปี ที่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่พม่าจนสิ้นพระชนม์ พระองค์ท่านและเจ้านายรวมถึงชาวไทยบางส่วนที่ถูกจับเป็นเชลยได้มีส่วนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาในหลายด้านรวมถึงโบราณราชประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยพระนเรศวรจนถึงพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อถูกพม่าสอบสวนระหว่างเป็นเชลย บันทึกทั้งหมดถูกพบที่หอหลวงในพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้ชาวพม่าแปลเป็นภาษาไทยให้ชื่อว่า “คำให้การชาวกรุงเก่า”

  • โพธิ์อุ้มโบสถ์ วัดสังกระต่าย

    โบสถ์ร้างเห็นอยู่ริมถนนระหว่างทางขับรถเที่ยวอ่างทอง ตัวโบสถ์ทรุดโทรมแต่มีต้นโพธิ์โอบอุ้มอาคารไม่ให้พังเสียหาย เราแวะเข้าไปชมตามคำแนะนำของเพื่อนที่เคยแวะมาชมแล้ว

    นอกจากลักษณะของโบสถ์ที่ถูกต้นโพธิ์โอบล้อม จนรากนั้นแทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวไปกับกำแพงของตัวอาคาร ฉันคิดว่าโบสถ์นี้ค่อนข้างเล็ก สมัยก่อนที่นี่คงเป็นสถานที่ทางศาสนาของชาวบ้านในชุมชนขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่วัดหลวง โบสถ์หลวงแบบที่มักจะเข้าไปชมทั่วไปในเขตภาคกลางซึ่งเคยเป็นพื้นที่เมืองหลวงเก่าสมัยอยุธยา

    ประวัติความเป็นมา

    โบสถ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดสังกระต่าย เดิมชื่อวัดสามกระต่าย สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ผู้สร้างชื่อ ทวดติ จันทนเสวี ซึ่งเป็นมารดาของพระยาหัสกาล นับแล้วก็ประมาณ 400-500 ปีมาแล้ว แรกเริ่มเดิมทีเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ตัววัดเคยมีสระน้ำอยู่ด้านซ้ายของตัวโบสถ์ รวมทั้งกุฏิพระสร้างเรียงรายหลายหลัง แต่ต่อมาสระน้ำถูกถมดินกลบไป ต่อมาภายในวัดเกิดความขัดแย้งพระสงฆ์ทะเลาะวิวาทกันเอง เป็นเวลานาน ชาวบ้านจึงเสื่อมศรัทธาไม่เข้ามาทำบุญ ก็ทำให้พระสงฆ์แยกย้ายไปคนละที่คนละทาง ในที่สุดวัดจึงกลายเป็นวัดร้างไป หลังจากนั้นได้มีการสร้างวัดขึ้นใหม่ ชื่อวัดไผ่ล้อม ชาวบ้านจึงหันไปทำบุญที่วัดไผ่ล้อมแทน และมีการย้ายกุฏิที่วัดสังกระต่ายไปสร้างกุฏิใหม่ที่วัดไผ่ล้อม คงเหลือเพียงโบสถ์ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้จนถูกต้นโพธิ์ปกคลุมแบบที่เห็น

    เมื่อก่อนวัดสังกระต่าย มีเพียงพระพุทธรูป 3 องค์คือหลวงพ่อวันดี หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข แต่เมื่อตอนที่พบมีสภาพที่โดนตัดเศียรกองไว้กับพื้น จนต้องบูรณะซ่อมแซมต่อเศียรกับองค์พระ จากนั้นได้นำหลวงพ่อแก่น ซึ่งเป็นเศียรพระจากอำเภอวิเศษชัยชาญมาบูรณะสร้างองค์ใหม่และประดิษฐานไว้ที่ห้องแรก

    โพธิ์อุ้มโบสถ์ไว้ทั้ง 4 มุม โดยต้นโพธิ์ 4 ต้น cr.รูป : พี่หมู นรเทพ

    ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร

    แม้จะถูกทิ้งร้างเหลือแต่โบสถ์แต่ชาวบ้านบางส่วนใกล้เคียงยังเลื่อมใสศรัทธา เวลามีงานบุญ งานมงคลก็ยังมากราบไหว้ โดยเฉพาะการแห่นาค จะนำนาคมาเวียนรอบโบสถ์ร้างโบราณ 3 รอบบ้าง 9 รอบบ้างก่อนจะแห่นาคไปยังวัดที่จะอุปสมบทอีกที โบสถ์นี้จึงได้รับการดูแลโดยเทศบาลตำบลศาลาแดง และชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และเสียงร่ำลือถึงความสวยงามของโบสถ์ก็ทำให้กรมศิลปากรเริ่มเข้าเก็บข้อมูล และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งใหม่ โดยมีร่องรอยนั่งร้านค้ำยันมากมายที่เราเข้าไปดู ชาวบ้านแม่ค้าบอกว่าเอามาค้ำยันไว้ปีกว่าแล้ว ย้งไม่ได้มาทำอะไรต่อ แต่ก็คงเพื่อความปลอดภัย และให้คงสภาพเดิม ดังนั้นไปดูตอนนี้ก็ทำใจกับนั่งร้านไว้สักหน่อย คิดว่าดีกว่ายืนดูอยู่แล้วอาคารถล่มลงมา

  • ตั้งแคมป์บนความสูง 5600 เมตร High Camp Island Peak

    จาก Chungkung เราใช้เวลาเดินประมาณ 5 ชั่วโมง ผ่านเบสแค้มป์ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เป็นที่พักสุดท้ายก่อนขึ้น Island Peak แต่พวกเราอยากจะเก็บแรงไว้สำหรับงานหนักที่จะขึ้นยอด จึงยอมเหนื่อยอีกนิดเพื่อมานอนรอที่ High Camp กันเลย

    (เพิ่มเติม…)
  • Trekking sound on high mountain

    วันนี้เราร่ำลาโลบุเช่เบสแคมป์ ที่พักในเต็นท์กลางหิมะ 3 คืน มีจุดหมายปลายทางที่ Chungkung เป็นการเดินขาลงสู่ความสูงที่ต่ำกว่า ทุกคนยกเว้นเราผ่านงานหนักจากการขึ้นยอดเมื่อวานแต่ยังแข็งแรง สดชื่น ขาลงนี้เดินสนุก เพราะเส้นทางที่ลาดลงชันมาก แค่เดินเร็วๆก็เหมือนกับวิ่งไหลลงมา แต่ต้องระวังหินลอย มองเส้นทางทางกันดีดี

    (เพิ่มเติม…)