Nim Journey

A Legend of Travel

  • ตกปลาสไตล์ศรีลังกา (Stilt Fishing)

    เราแวะชมการตกปลาบริเวณชายหาดที่อยู่ระหว่างเมือง อูนาวาทูนาและเวลิกามา ระหว่างเดินทางจากเมืองกอลล์ มุ่งหน้าเมือง Tissa พบชีวิตธรรมดาทั่วไปของชาวประมงที่นั่งตกปลาบนไม้ค้ำยันในยามเช้า เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว เบ็ดที่หย่อนลงไปตกปลา ก็เลยสามารถตกนักท่องเที่ยวที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าซึ่งแวะเวียนมาชมไม่ขาดสาย

    การตกปลาบนไม้ค้ำยันเป็นวิธีการตกปลาที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศเกาะศรีลังกาซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งอินเดียในมหาสมุทรอินเดีย ชาวประมงนั่งบนไม้กางเขนที่เรียกว่าpetta ซึ่งผูกติดกับเสาแนวตั้ง บริเวณชายหาดที่ห่างจากฝั่งไม่กี่เมตร นั่งรอคอยจนกว่าปลาจะมาติดเบ็ด แม้วิธีการนี้จะดูดั้งเดิมและเก่าแก่ แต่ที่จริงการตกปลาแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง เมื่อเกิดการขาดแคลนอาหาร และจุดตกปลาในแม่น้ำลำคลองเริ่มแออัดยัดเยียด ผลักดันให้บางคนเริ่มหาสถานที่ใหม่ๆสำหรับตกปลา ในตอนแรกก็เริ่มตกปลาจากบริเวณซากเรือล่ม เครื่องบินตก จากนั้นบางคนก็เริ่มสร้างเสาค้ำยันในแนวปะการังซึ่งมีปลามาหากิน ทักษะนี้ถูกส่งต่อในกลุ่มชาวประมงในช่วงสองชั่วอายุคนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งตอนใต้ที่มีชายหาดทอดยาวประมาณ 30 กม.ของศรีลังกา

  • Elbrus Summit และความโชคดีที่มีฝัน

    ยากที่สุดก็คือขณะนี้ทุกครั้งเมื่อเราเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่เราอยากจะเอาชนะใจตัวเอง
    ต้องมีคำถามอยู่เสมอว่า
    “คิดว่าครั้งนี้กับครั้งนั้น ครั้งไหนยากกว่ากัน ลำบากกว่ากัน”
    ฉันต้องนั่งนึกอยู่เป็นนาน ก่อนจะตอบไปว่า
    “ไอ้ตรงที่ยืนอยู่ที่นี่แหละ ที่ยากที่สุดเสมอ เพราะยอดเขาต่างๆ pass ที่เคยเดินข้าม ยอดที่สูงกว่า มันก็ผ่านเป็นอดีตไปแล้ว”
    ฉันหวังว่าจะผ่านเป้าหมายข้างหน้านี้ให้ได้
    เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้จะเป็นแค่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว


    Elbrus Summit

    ก่อนนอนหลับ ฉันคิดอย่างเดียวว่า พรุ่งนี้ก็แค่เดินไป ค่อยๆก้าวทีละก้าว ฉันคิดแบบนั้นจนกระทั่งหลับไป แล้วตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืนเพื่อเตรียมตัว พยายามทานอาหารเช้าที่เตรียมไว้ให้ ขนมปังหนึ่งแผ่น กับแฮมอีก 2 ชิ้น จากนั้นจึงขึ้นมาเก็บของแต่งตัวให้พร้อมเพื่อเตรียมตัวออกเดิน

    ขึ้นรถ snowcat เพื่อเดินทางไปยังจุดเริ่มเดินแถว Pashukov rock (4700 เมตร)

    ไกด์มาช่วยเช็คอุปกรณ์และความพร้อมของพวกเราอีกครั้ง จากนั้นจึงพาไปขึ้นรถ snowcat เพื่อเดินทางไปยังจุดเริ่มเดินแถว Pashukov rock (4700 เมตร) ขณะที่เดินสิ่งที่ฉันพยายามคิดอย่างเดียวคือสิ่งที่คิดตั้งแต่เมื่อคืน ค่อยๆก้าว ค่อยๆเดิน ฉันบอกตัวเองว่าอย่างน้อยมันต้อง 7-8 ชั่วโมงนั่นแหละ ต้องอดทนและใจเย็นๆ แต่ขณะที่พยายามทำใจให้นิ่งเพื่อก้าวเดิน ทั้งลม ความหนาว และอาการต่างๆก็ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา ลมที่พัดแรงจนตัวเอียง อากาศที่หนาวจัดจนแทบไม่อยากก้าวเดินแต่ก็ต้องก้าวต่อไป ความสูงที่ทำให้หายใจลำบากยิ่งรวมกับเสื้อผ้าหนาหนักที่ห่อหุ้มร่างกายยิ่งอึดอัดไปทั้งตัว ในใจฉันร่ำร้อง บ่นงึมงำกับตัวเอง เมื่อไหร่ดวงอาทิตย์จะขึ้น แล้วยอดมันอยู่ไหน ฉันค่อยๆก้าวไป พยายามลุ้นกับตัวเองว่าอย่าปวดหัว อย่าปวดฉี่ อยาปวดขรี้ เพราะมันจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ก็ทั้งเขาโล่งโจ้งขาวไปทั้งเขา ไม่มีที่บังสายตา สายHarness ก็รัดรั้งอยู่บนกางเกงขายาวที่สวมอยู่ 2 ชั้น มันถอดยากมากถ้าจำเป็นต้องปลดออก

    ขณะเดินขึ้นสู่ Mt.Elbrus ไกด์นาตาชาเดินนำหน้าพวกเราที่ตามมาอย่างมีระเบียบ

    จนกระทั่งพอฟ้าเริ่มสว่างแดดเริ่มมาจนชักจะแรงขึ้นเรื่อย จากอากาศหนาวเย็นลมแรง ก็เริ่มค่อยๆร้อน ไม่มีลม เสื้อตัวหนาที่ใส่และกระเป๋าที่แบกอยู่บนหลังยิ่งทำให้อึดอัดมาก จนเราต้องแวะพักเพื่อจัดการกับตัวเอง เสื้อตัวหนาต้องถูกเปลี่ยนออกแล้วยัดเข้ากระเป๋า เพื่อใส่ตัวที่บางกว่า จากบริเวณ saddle ที่ราบซึ่งพอจะนั่งพักได้ระหว่าง Elbrus East และ West เราเดินต่อซึ่งหลังจากนี้จะเป็นทางเดินริมสันเขา มี fixed rope เพื่อความปลอดภัยอยู่ 3 ช่วง จนถึงเนินเขาสุดท้ายก่อนถึงยอด Elbrus ตามที่ไกด์บอก

    บริเวณ saddle ที่ราบซึ่งพอจะนั่งพักได้ระหว่าง Elbrus East และ West

    ทัวเร็ก (Taulek) ผู้ช่วยไกด์ วิ่งเข้ามาปิดตาฉัน แสดงอาการดีใจว่าเราใกล้ถึงแล้วกำลังจะได้เห็นยอด Elbrus แล้ว ฉันก็นึกว่าคงใกล้แล้ว แต่พอเดินพ้นเนิน ทัวเร็ก (Tuakek) เปิดตาปุ๊บ แทบอยากถีบให้กระเด็นไปไกลๆ ยอดเขา Elbrus อยู่สุดปลายสายตา ยังอีกตั้งไกลโน่น ตื่นเต้นไรนักหนา

    ฉันต้องออกแรงฮึดอีกครั้ง เดิน เดิน มีความคิดถอดใจอยู่แว่บๆ แต่ก็นึกถึงเสื้อพิชิต Elbrus ที่ซื้อมาจากเมือง Pyatigorsk ว่าถ้าไม่สำเร็จ จะเอาหน้าที่ไหนไปใส่เสื้อ เสื้อตัวนี้เลยเป็นแรงผลักดันในใจให้ไม่ยอมแพ้ (บางครั้งแรงผลักดันให้เราเดินต่อไปก็เป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยมีสาระนัก)

    บน summit plateau แต่ละคนเดินกันห่างๆ สภาพแบบ walking dead ฉันเห็นผู้ชายคนข้างหน้ามีผ้าพันคอขนมิ้งค์มาด้วยแต่ไม่ได้พันแค่ยัดใส่เป้ด้านหลังไว้ สงสัยจะร้อนเหมือนเรา แต่ทำไมมันกระดุก กระดิกได้วะ ฉันมองแล้วเดินต่ออย่างไม่ใสใจนักเพราะตอนนี้แค่ดูแลขาตัวเองก็หนักหนาพอแล้ว

    เนินสุดท้ายนาตาชาซึ่งรออยู่บนยอดยืนตะโกนเรียก ฉันกลั้นใจออกแรง ก้าวยาวๆ เพื่อจะไปให้เร็วขึ้น ราวกลับกลัวว่าคนข้างหลังจะเดินแซงถึงยอดก่อน ถ้าจะตายก็ตรงนี้แหละ

    เย้!!!! ถึงแล้ว

    เนินสุดท้ายนาตาชาซึ่งรออยู่บนยอดยืนตะโกนเรียก ฉันกลั้นใจออกแรง ก้าวยาวๆ เพื่อจะไปให้เร็วขึ้น

    ตอนนั้นเองถึงได้เห็นว่า ผ้าพันคอที่เห็นนั่น คือแพะที่อ่อนระโหยโรยแรง โถ อุตส่าห์แบกใส่หลังมา ?? แถมยังมาแย่งชิงที่ถ่ายรูปกับเราบนยอดเขานี้อีก

    วันนี้อากาศปลอดโปร่งสามารถมองเห็นวิวเทือกเขาคอเคซัสได้รอบ ฉันยืนอยู่เหนือยอดสุดจริงๆ เพราะเทือกขาสวยอยู่เบื้องล่างของเราทั้งหมด แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นไม่นานนัก แล้วเดินกลับลงมาตามทางเดิม มีเพียงความทรงจำที่อยู่กับฉันไปอีกนาน

    ยอดเอลบรุส ฉันยืนอยู่เหนือยอดสุดจริงๆ เพราะเทือกขาสวยอยู่เบื้องล่างของเราทั้งหมด

    ทั้งหมดคือความคิดระหว่างเดิน ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าเราแข็งแรง ดูแลตัวเองดีดี ไม่มีอาการแพ้ในที่สูง (ams) ฟ้าเป็นใจ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่เรา อดทนกับแต่ละก้าว มุ่งมันกับเป้าหมายที่เรารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ซึ่งว่าไปแล้วมันง่ายกว่าชีวิตของเราที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายมันอยู่ตรงจุดไหน ถึงรึยัง หรือเดินเลย หรือออกนอกเส้นทางจนกู่ไม่กลับแล้ว

    นอกจากเป็นสถานที่นักเดินเขามาพิชิตยอด เอลบรุสยังเป็นสวรรค์ของคนเล่นสกี ที่สามารถมาเล่นได้ทั้งปี
    นั่งชมเทือกเขาคอเคซัส หนึ่งในเทือกเขาสำคัญของโลก

    “เราโชคดี”

    ฉันไม่ปฏิเสธ เมื่อหลายคนพูดกับพวกเราแบบนี้ เพราะการเดินทางครั้งนี้ มีโชคดีหลายอย่างที่เกิดกับเรา
    โชคดี ที่อากาศเป็นใจ ได้เห็นเทือกเขาคอเคซัสเต็มตา ในหลากหลายอารมณ์ เป็นเทือกเขาที่สวยงามนั่งมองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
    โชคดี ที่มีเพื่อนร่วมทางที่สนุกสนาน มีเสียงหัวเราะตลอดเวลาไม่ว่าจะเผชิญเหตการณ์ใดๆ
    โชคดี ที่ได้เห็นทุ่งดอกไม้หลากสีสันบานเต็มหุบเขา
    โชคดี ที่ได้พบเห็นสัมผัสผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองในเขตเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นชาว Kabardins และ Balkars ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม สอนให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบ ด้วยความเข้มงวดแบบน่ารัก บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตการปกครอง Kabardino-Balkaria Republic  อีกกลุ่มชาติพันธ์หนึ่งในรัสเซียทางใต้ ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากคนรัสเซียในเมืองใหญ่หรือคนพื้นเมืองแถบไซบีเรียที่เคยไปมาแล้ว และคิดว่าความกว้างใหญ่ของรัสเซียน่าจะมีอีกหลายสิ่งให้เรียนรู้ น่าศึกษา

    และ

    โชคดี ที่ร่างกายแข็งแรงทำให้มีแรงเดินทางไปถึงจุดกลับตัวบนยอดเขาเอลบรุส เห็นโลกใบนี้กว้างขึ้นอีกหน่อย
    ฉันหวังว่า “ความโชคดี” จะอยู่กับฉันในการเดินทางครั้งต่อไปไม่ว่าที่ใดในโลก

    เพราะนอกจากมีฝัน มีหวัง มีความเชื่อจากข้างในตัวเราแล้วก็ควรมีโชคดีเป็นส่วนผสมจากภายนอกด้วย เพื่อเราจะได้มีโอกาสเฉลิมฉลองอย่างมีความสุข

    ฉลองความสำเร็จ
  • เดินเทรคท่ามกลางหิมะ

    ส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางเพื่อขึ้นยอดเอลบรุส (Mt.Elbrus) เดือนกรกฎาคม 2017 | นั่ง Chair lift ขึ้นเขาเอลบรุส

    สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตในที่อากาศหนาวมีหิมะหนาเช่นฉัน การเดินเทรคที่นี่เป็นเรื่องที่นับว่ายากลำบากเพราะเป็นภูเขาหิมะล้วนๆ ขาวโพลนไปทั้งเขา หาดินหินให้เดินง่ายๆนั้นยากยิ่งนัก เรื่องอาการแพ้ในที่สูง (AMS)ก็ต้องระวัง เพราะจะต้องพักหลับนอนอยู่ที่แค้มป์ซึ่งมีความสูงกว่า 3,800 เมตรไปอีกหลายวัน

    ไกด์ตรวจความพร้อมของชุดและอุปกรณ์สำหรับขึ้นยอด

    เมื่อวานนี้นาตาชาไกด์สาวชาวรัสเซียจากมอสโคว์ มาตรวจอุปกรณ์เครื่องแต่งกายและแนะนำว่าฉันควรจะต้องเช่าอุปกรณ์อีกหลายอย่างถ้าอยากจะเดินขึ้นไปยืนสำเร็จบนยอดเขา Elbrus ความหนาวเย็นของเทือกเขาในแถบยุโรปโหดร้ายกว่าทางแถบเนปาลที่ฉันเคยผ่านมาก่อน รวมไปถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินย่ำไปบนหิมะหนา เช้านี้ฉันจึงฝากของหลายอย่างในกระเป๋าที่นำมาไว้กับโรงแรม เพื่อเผื่อพื้นพี่สำหรับอุปกรณ์มากมายที่จะต้องไปเช่าเพิ่มเติมก่อนจะขึ้นไปที่แค้มป์ด้านบน

    เสื้อผ้าอุปกรณ์ที่เตรียมมาสำหรับขึ้นเอลบรุส

    อุปกรณ์จึงต้องพร้อมสำหรับเดินบนหิมะที่หนาสูงประมาณเข่า เสื้อกันหนาวอบอุ่นเน้นการป้องกันลมพัดแรง และเพื่อจะขึ้นยอดที่สูงชันเดินเลาะไปตามทางแคบริมเขา จะต้องมีอุปกรณ์ไต่เขาเช่น รองเท้าdouble boots, crampon, harness, carabiner และ Ice-axe ให้พร้อม

    เช่าอุปกรณ์เพิ่มเติม

    ที่ร้านเช่าอุปกรณ์ มีอุปกรณ์ใหม่ๆละลานตา น่าเป็นเจ้าของหลายอย่าง Redfox เป็นยี่ห้อ local ยอดนิยมของรัสเซีย อุปกรณ์ให้เช่ายังใหม่ชนิดแกะห่อ ติดป้ายใหม่ทีเดียว โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวระดับกันหนาวคแถบขั้วโลกตัวเบ่อเริ่มที่ฉันเช่ามา นอกจากเสื้อยังมี รองเท้า double boots, crampon, harness , carabiner, และ ice-axe ที่ฉันเช่าจากที่นี่ หลังจากเก็บอุปกรณ์ใส่เป้ของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อ ฉันจึงพบว่าดีแล้วที่ตัดสินใจแค่เช่า ไม่ซื้อเป็นของตัวเอง เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มันทำให้หนักมาก คิดสภาพว่าตัวเองต้องแบกของพวกนี้มาจากเมืองไทย หอบขึ้น หอบลงเอากลับบ้าน ฉันคงไปไหนไม่รอดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเดินเขาแถบนี้ต้องช่วยตัวเอง แบกเองทุกอย่าง อย่าได้หวังว่าจะมีลูกหาบมาคอยดูแลห่วงใยแบบการเดินเขาแถวเนปาล กระเป๋าที่เบาๆหลังจากเอาของออกฝากไว้ที่โรงแรม ตอนนี้กลับหนักแอ่ก แถมล้นออกมาจากต้องผูกไว้ด้านนอกกระเป๋าอีกครั้ง

    หลังจากให้ไกด์ช่วยตรวจดูสิ่งที่เรานำมา ไกด์บอกว่าไม่เพียงพอ เลยต้องไปเช่าเสื้อกันหนาวอุปกรณ์ต่างๆเพิ่มเติม

    นั่ง Chair Lift ขึ้น Snowcat สู่ที่พักบนเขา Elbrus

    จากระดับ 2,000 เมตร ที่เมือง Terskol เรานั่ง cable car มาต่อ chair lift นั่ง snowcat ก็มาถึงที่พักที่ความสูง 3,840 ม. จากทุ่งหญ้าสีเขียว มาถึงเทือกเขาสีขาวที่หนาด้วยหิมะ พอลงจากรถเท้าย่ำลงไปบนพื้นหิมะหน้าที่พักก็รู้สึกว่าชีวิตชักจะคลอนแคลนไม่มั่นคง อากาศหนาวเย็นขึ้นเมื่อเราอยู่บนความสูงระดับนี้ ในวันที่ท้องฟ้าขุ่นมัวอึมครึม

    แค้มที่พักเหมือนโกดังใหญ่ ได้ข่าวว่าเป็นที่พักที่เพิ่งทำใหม่ไม่นานนัก ที่แค้มป์นี้เปิดให้บริการตลอดปี แต่ช่วงนี้ (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม)จะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นมีนักท่องเที่ยวมากกว่าปกติเพราะจะมีบรรดานักเดินเขาอย่างพวกเราเข้ามาพักด้วยนอกเหนือจากพวกที่ชอบเล่นกีฬาแอดเวนเจอร์หรือเล่นสกีหิมะซึ่งมาเป็นปกติ ที่พักมี 2 ชั้น ห้องอาหาร 3 ห้อง ห้องน้ำอยู่ด้านนอกริมหน้าผาบรรยากาศดี 3 ห้อง ห้องพักน่าจะมีประมาณ 12-15 ห้อง แต่ละห้องพักได้ประมาณ 8 คน เราได้พักบนชั้นสอง

    นั่ง Chiair Lift จากเมือง Terskol

    กฎระเบียบของที่พักซึ่งให้ถอด crampon ออกก่อนจะเข้าไปเดินในที่พักที่เป็นพื้นไม้ ทำให้ฉันต้องก้มๆเงยๆ ถอดรองเท้า ถอด crampon เข้าๆออกๆ แรกๆก็มึนนิดหน่อย แต่ก็เตือนตัวเองตลอดเวลาว่าให้ค่อยๆทำทุกอย่างช้าๆใจเย็นๆ แล้วก็พยายามทำอะไรให้เรียบร้อยทีเดียวจะได้ไม่ต้องเดินเข้าออกบ่อยๆให้ปวดหัว

    หลังจากพักได้ครู่นึงไกด์ก็มาตามพวกเราให้ออกไปซ้อมเดินบนหิมะ จะได้คุ้นชินกับอุปกรณ์ทุกชนิดบนตัวของเรา กับสภาพอากาศบนเขา โดยเดินขึ้นไปที่ความสูง 4100 ม. บริเวณ deisel hut ก่อนจะกลับมาทานอาหารเย็น แล้วเข้านอน

    ออกไปเดินเพื่อให้เคยชินกับอุปกรณ์และสภาพอากาศ โดยเดินขึ้นไปที่ความสูง 4100 ม.

    ฝึกการเดินเขาเป็นทีม และทดสอบร่างกายกับหิมะและความหนาวเย็น

    วันถัดมาเราต้องออกมาซ้อมเดินและปรับร่างกายอีกครั้ง โดยใส่อุปกรณ์แบบจัดเต็มเหมือนวันจะขึ้น summit ไกด์จัดให้พวกเราเดินแถวเรียงหนึ่งให้คนที่เดินช้าสุดอยู่คนแรก แล้วเรียงตามลำดับความเร็วไปจนคนที่เดินเร็วที่สุดให้อยู่หลังสุดเพื่อช่วยกันดูแล และป้องกันการหลงกัน วันนี้ฉันเริ่มถนัดกับการเดินด้วยรองเท้า double boots มากขึ้นมันช่วยทำให้การเดินบนหิมะมั่นคง ไม้เท้า 2 อันช่วยพยุงการเดิน เราค่อยๆเดินก้าวช้า แต่คงจะช้ามากเพราะกลุ่มที่เดินตามหลังแซงไปจนหมด วันนี้สภาพอากาศเลวร้ายมาก มีช่วงเวลาฟ้าเปิดอยู่เพียงชั่วครู่ ยิ่งเดินขึ้นสูงยิ่งเหนื่อยล้า และลมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ เราเดินไปจนถึงความสูง 4500 เมตร (Lower Pusthukov Rock) จึงเดินกลับ ท่าทางกระย่องกระแย่งเดินลงของพวกเราทำให้ไกด์ต้องหันมาสอนวิธีการเดินลงเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ โดยแนะนำให้ก้าวลงโดยใช้ส้นเท้าลง แต่ต้องงอเข่าเล็กน้อย บนพื้นหิมะหนาแบบนี้ถ้ามีแรงเราสามารถวิ่งลงไปได้เลย ทีแรกก็กลัวๆรวมกับอาการเจ็บหน้าขาที่ยังไม่หายดี แต่พอเดินลงไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสนุก และอยากกลับไปพักเร็วๆ เลยได้วิ่งกันใหญ่ จนไกด์ต้องตามมาบ่นเพราะอยากให้เดินกลับแบบรอๆไปพร้อมกันด้วยความเป็นระเบียบ

    ฝึก Self Arrest

    วันถัดมาเราได้พักผ่อน และถือโอกาสในวันพักนี้ซ้อมการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง

    • วิธีการสวม harness ควรสวมทับบนเสื้อตัวสุดท้าย ให้กระชับ ก่อนจะใส่เสื้อคลุมที่เราอาจจะต้องถอดเข้าออกในขณะที่เดิน
    • การเก็บสายเชือกที่ห้อยลงมาเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดร่วงหรืออาจไปเหยีบสะดุด
    • ตำแหน่งที่คล้อง Carabiner

    เรื่องที่ไกด์แนะนำดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะการเดินเขาในจุดที่อันตรายและมีความเสี่ยง เราไม่ควรให้มีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น บางทีเรื่องเล็กน้อยนี่แหละที่อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

    • วิธีการใช้ Ice-axe เพื่อช่วยชีวิตในกรณีที่เราอาจไถลลื่น หรือถูกดึงจากเชื่อกร่วมกับคนอื่น ว่าควรจับขวานในตำแหน่งไหนขณะเดิน และหากลื่นลงไปจะต้องปักขวานเพื่อไม่ให้ตัวเองลื่นตกลงไปต่อ ทีแรกก็หวาดเสียวที่จะต้องกลิ้งลงเขา แต่ทำไปซัก 2-3 รอบ เริ่มสนุกกับการกลิ้งล้มและวิ่งขึ้นไปมาบนหิมะ
  • ปรับร่างกายที่เขา Cheget

    ส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางเพื่อขึ้นยอดเอลบรุส (Mt.Elbrus) เดือนกรกฎาคม 2017 | เมือง Terskol – เขา Cheget

    เดินทางสู่เทือกเขาคอเคซัส

    ไม่นับการนั่งเครื่องกว่า 8 ชั่วโมงจากเมืองไทยมาถึงมอสโคว เราต้องนั่งเครื่องลงมาใต้สุดของรัสเซียเพื่อมายังเมือง Mineralnye Vody ต่อแท็กซี่เข้าเมือง Pyatigorsk วันนี้วันที่สามแล้วเรายังต้องนั่งรถตู้อีก 3 ชั่วโมงพร้อมกับไกด์นาตาชา เพื่อมาถึงเมือง Terskol ซึ่งอยู่ใจกลางเทือกเขาคอเคซัส

    แต่ณ จุดนี้ยังไม่เห็นที่หมายที่เราจะไป แม้ที่นั่นจะเป็นยอดสูงที่สุดของยุโรป #ยอดเขาเอลบรุส (Elbrus) มีความรู้สึกว่าดั้นด้นกว่าที่คิด

    โชคดีที่ระหว่างทางที่นั่งรถตู้เข้าสู่เขตภูเขา ทิวทัศน์สองข้างทางสวยมาก ทั้งทุ่งหญ้าเขียว ภูเขาสูง ฟ้าใส ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ ในแบบที่ดูเรียบร้อย สะอาดตา มีชีวิตชีวากว่าครั้งไหน ในขณะที่บนท้องถนนที่ราบเรียบตลอดทางก็ยังมีฝูงวัวมารวมทางให้ต้องระวังหลบหลีกกันหลายครั้ง ซึ่งก็ดูคนขับรถต่างคุ้นเคยกันดีกับความเป็นไปบนถนนสายนี้

    หลังเก็บข้าวของเข้าที่พัก ฉันออกไปเดินเล่น วันนี้แดดค่อนข้างแรงแต่ก็มีลมพัดเย็นๆ มีนักท่องเที่ยวเดินลงมาจากภูเขารอบๆหลายทาง ผู้คนออกมานั่งเล่น เด็กๆวิ่งเล่นหน้าบ้าน ดอกไม้หลากสีสันดอกเล็กๆบานสดใสที่หน้าบ้านตลอดทาง

    ฉันรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันสดใสของฤดูร้อน (อยากให้ฤดูร้อนที่เมืองไทยมาเรียนงานที่นี่บ้าง)

    บรรยากาศในเมือง Terskol

    เดินปรับร่างกายที่เขา Cheget

    เริ่มเข้าสู่โปรแกรมการเดินสู่ยอดเอลบรุส (Elbrus) ยอดเขาที่อยู่ในแนวเทือกเขาคอเคซัส ที่จริงพอมาถึงที่นี่คำว่า “คอเคซัส” ดึงดูดใจมากกว่ายอดที่จะขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในเทือกเขาที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเรียน

    เมื่อวานที่เรามาถึงเป็นวันที่อากาศสดใสดี๊ดี แต่วันนี้กลับเจอฝนกระหน่ำแต่เช้า ทั้งที่เรามีแผนต้องเดิน acclimatize เพื่อปรับร่างกายให้พร้อมในระดับความสูงที่มากกว่าปกติ แผนการวันนี้ต้องเดินจากระดับ 2000 ม. บริเวณเมืองที่เราพักไปขึ้นเขา Cheget ที่ระดับความสูง 3,000 เมตร ฝนตกทำเอาแผนการเกือบรวน เพราะเมื่อเดินไปถึงเชิงเขาฝนก็ยกตกไม่หยุดและยังหนักขึ้นกว่าเดิม ไกด์ตัดสินใจพาเดินกลับบ้านพัก พร้อมกับตรวจสอบพยากรณ์อากาศเพื่อหาแผนสำรองหลายทาง เนื่องจากไกด์ให้ความสำคัญกับการปรับร่างกายมาก เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราจะพร้อมในความสูงที่มากขึ้นบนเขาเอลบรุส
    แต่จู่ๆฟ้าก็เปิด ฝนหยุดตกตอน 10 โมง ไกด์จึงมาเรียกให้กลับไปเดินในเส้นทางเดิม ตามแผนเดิมอีกครั้ง

    เส้นทางเดินเขา Cheget สวยงามเพราะระหว่างทางเป็นทุ่งดอกไม้หลากสีสัน

    เส้นทางเดินเขาวันนี้เป็นเส้นทางที่สวยงามเพราะทุ่งดอกไม้หลากสีสัน กับฉากหลังเทือกเขาสูงน่าจะทำให้เดินได้เพลินๆ แต่ความชันที่ไม่ยอมลดละ หาทางราบไม่ได้ เดินตามไกด์สาวสวยที่จ้ำแบบไม่ยอมหยุดพัก ทีแรกก็บ้าบอตามความเร็วของนางกว่าจะตั้งสติมาเดินตามความเร็วของตัวเองเพราะขาล้า แทบล้มพับใกล้ๆที่พักทานอาหารกลางวันจึงได้มาปะหน้ากับยอดเอลบรุสเป็นครั้งแรก

    เทือกเขาเอลบรุส สูงใหญ่ ชัน และมียอดปกคลุมด้วยหิมะหนา อยู่เบื้องหลังจากภูเขา Cheget

    เทือกเขาเอลบรุสสูงใหญ่ ชัน ยอดปกคลุมด้วยหิมะหนา เห็นแล้วทำเอาหวั่นใจไปเหมือนกัน แต่นั่นก็ยังอีก 2-3 วัน ตอนนี้ต้องวิ่งหลบฝน ลมแรงขึ้นทางชันหนักๆตอนนี้ก่อน หลังอาหารเราเดินต่อขึ้นไปที่ระดับ 3,000 เมตร ทางยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ ทำได้แค่ค่อยๆเดิน ค่อยๆก้าว

    “เหนื่อยมั๊ย” ท่าทางฉันคงเหนื่อยสุดขีดจนคนบนกระเช้าตะโกนถามลงมาว่า พวกเขาคงแปลกใจว่าพวกเรามาเดินไปทำไม ในเมื่อสามารถขึ้นไปถึงบนยอดได้ด้วยการนั่งกระเช้าสบายๆ

    ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักบนระดับ 3,000 เมตร และได้พบกับยอดเอลบรุสที่ฟ้าเปิดสวยงามบนนี้อีกครั้ง

    ขาลงเราเลือกเดินลงต่อ ไม่ใช้กระเช้าที่มีให้บริการ อากาศช่วงบ่ายดีขึ้นจนร้อน ต้องค่อยๆถอดเสื้อออกทีละชั้น เราวิ่งลงกันสนุก ขาขึ้นใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่า ขาลงรวดเดียวใช้เวลา 1 ชั่วโมง

    แผนวันนี้เป็นไปตามแผน แต่ยังคงต้องลุ้นกับสภาพอากาศกันทุกวัน เพราะไกด์ขู่มากเรื่องความหนาว การเดินที่นี่ต้องดูแลตัวเอง แข็งแรงกว่าการเดินที่เนปาลซึ่งมีไกด์ ลูกหาบล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา

    อาหารรัสเซีย แค่มีไก่ทอดก็ชื่นใจแล้ว
  • เมืองท่องเที่ยวเหงาๆ บรรยากาศอึมครึม ที่เมือง Pyatigorsk เทือกเขาคอเคซัส

    Moscow

    เรายังมีเวลาสบายๆอีกหนึ่งวันใน มอสโคว
    แสงแดดแยงตาเพราะฟ้าสว่างจ้าตั้งแต่ตี 5 ทำให้ฉันต้องลืมตาตื่นขึ้นมาทั้งที่เมื่อคืนกว่าจะนอนหลับก็ดึกดื่นมาก แต่ฝนตกโปรายปรายข้างนอกทำให้อากาศเย็นสบายในห้องนอนที่อบอุ่น เรายังมีเวลาอีกมากก่อนจะต้องเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกันต่อ ทุกคนก็เลยยังนอนขลุกอยู่บนเตียง กว่าจะลุกขึ้นมาล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ปาไปตอน 9 โมงเช้า

    (เพิ่มเติม…)