Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • + วันที่ 2  วิ่งข้ามสะพานปีนัง – ชม Street Art

    ประมาณตีห้าครึ่ง ภาระกิจแรกคือการวิ่งของเราก็เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นี่เป็นครั้งแรกที่คนขี้เกียจจอมตื่นสายอย่างฉันต้องออกมาวิ่งในเวลาแบบนี้ แต่ก็รู้สึกสดชื่นสบายดี อาจจะเพราะฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนก็เป็นได้

    เราเดินออกจากงานเพื่อกลับมาอาบน้ำและนอนต่อ สวนทางกลับอีกกลุ่มที่เดินเข้ามาในงานเพื่อวิ่งมินิมาราธอนซึ่งกำหนดออกสตาร์ทเวลา 6 โมงเช้า แล้วเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมมาถึงพอดีกับเวลาอาหารเช้าพอดี

    10 โมงกว่า เราเริ่มออกเดินสำรวจเมืองเก่าตามแผนที่ที่ได้มาจากโรงแรม ในแผนที่จะแสดงตำแหน่งของรูปวาดอาร์ตสวยๆ ขึ้นชื่อของเมืองว่าอยู่ตรงตำแหน่งไหน ที่จริงรูปวาดต่างๆ มีมากกว่าที่แสดงในแผนที่ และเมื่อไปถึงตำแหน่งที่แผนที่ระบุก็ยังต้องคอยมองหาตามมุม ตามหลืบ มองซ้าย ขวา ล่าง บน บางรูปกลับไปซ่อนตัวอยู่ในร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือบางรูปอยู่ตรงประตูที่ถูกปิดไว้เมื่อร้านเปิด จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อร้านปิด หรือมาแต่เช้าหน่อยตอนร้านยังไม่เปิด คล้ายๆจะบอกว่าอยากเห็นก็ตื่นเช้าหน่อย :)
    (เพิ่มเติม…)

  • เพราะอยากวิ่งจึงไปเที่ยว เพราะอยากเที่ยวจึงไปวิ่ง เราผสมผสานความชอบ 2 อย่างให้ลงตัว กับเพื่อนที่ชอบเหมือนๆกัน ฉันมีทริปแบบนี้มาหลายครั้งทั้งในและต่างประเทศ คราวนี้เราเลือกวิ่ง-เที่ยวกันที่ปีนังเมืองเล็กๆ ไม่ไกลจากประเทศไทยในเวลาสั้นๆ 48 ชั่วโมง
    ปีนัง วิ่ง กิน เที่ยว ทริปที่ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก แต่ประทับใจมากทริปหนึ่ง
    ปีนังเมืองเล็กๆ อยู่ในความคิดคำนึงที่สนใจอยากจะมาเที่ยว แต่ก็โดนเลื่อน มองข้ามออกไปทุกทีเมื่อวางแผนอยากจะเที่ยว เพราะความใกล้เกินไป เช่นเดียวกับที่ที่เที่ยวใกล้บ้านที่ฉันคิดว่าบางทีเรารู้จักมันน้อยกว่าเมืองฝั่งตรงข้ามอีกด้านหนึ่งของโลก 

    แต่คราวนี้มันกลับพอดี๊ พอดี เมื่อฉันคิดอยากจะหางานวิ่งแปลกใหม่ในต่างประเทศใกล้เมืองไทย เพราะอยากร่วมสัมผัสบรรยากาศการวิ่งใหม่ๆ ดูเมืองใหม่ๆ เมื่อถูกชวนจากเพื่อนจึงไม่ลังเลที่จะตกปากรับคำในทันที
    เราต่างคนต่างจองตั๋วผ่านสายการบินแอร์เอเชียซึ่งมีไฟล์ทบินตรงวันละเที่ยวมาปีนัง และเพื่อนเป็นคนจัดการจองโรงแรมโดยเลือกเอาโรงแรมในเขต George town แหล่งชมเมืองเก่าสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อความสะดวกเวลาชมเมือง

    (เพิ่มเติม…)

  • ป้ายแปะผังการทำงานของส้วม (ชักโครก) บนรถไฟ ทำเอาผงะ พี่เค้าเขียน วาดผังยังกะสูตรเคมี ทุกจุด ทุกท่อดูมีความสำคัญจนต้องยืนศึกษาการใช้งาน ยืนเช็คว่าของจริงกับตามรูปว่ามีครบทุกข้อรึป่าว พอมั่นใจจึงได้จัดการทำธุระ

    ผังการเดินท่อ และ ข้อต่อต่างๆของชักโครกและอ่างล้างหน้า

    (เพิ่มเติม…)

  • วันที่หิมะตกหนัก

    วันนี้เป็นวันที่เราต้องเดินทางยาวนาน ข้ามทุ่งหิมะสีขาวโพลนที่ทอดยาวสุดสายตา
    เส้นทางพาเราลัดเลาะเข้าสู่ป่าสนหนาทึบ ลึกเข้าไปในธรรมชาติอันดิบเถื่อน
    ผ่านแม่น้ำที่เพิ่งเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ผิวน้ำบางๆ เป็นประกายวาววับน่าหวาดหวั่น
    ทุกล้อหมุนมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบ Khovsgol ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่ชาวมองโกลเรียกว่า “Blue Pearl of Mongolia” ไข่มุกสีน้ำเงินแห่งแดนเหนือ

    หลายวันที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดี
    แม้อากาศจะหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอ แต่ฟ้าก็ใส แดดก็อุ่นพอให้ใจเบิกบาน
    จนกระทั่งวันนี้…

    หิมะเริ่มโปรยลงมาตั้งแต่เช้า และไม่เคยหยุด
    ถนนขาวโพลนจนแยกไม่ออกว่าเป็นทางหรือทุ่ง
    บรรยากาศเงียบงัน อ้างว้าง และห่อเหี่ยว
    ท้องฟ้าหม่นเทา คล้ายจะร้องไห้ไปพร้อมกับเรา

    เส้นทางเบื้องหน้า เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
    รถของเราต้องลุยฝ่าหิมะหนา ขึ้นเนิน ลงหล่ม และข้ามแม่น้ำที่ยังจับตัวไม่สนิทดี
    ผิวน้ำแข็งบางและเปราะ ราวกับพร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ

    บ้านร้างหลังเดียวที่เราเจอ กลางพื้นที่ว่างเปล่า ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์เงียบ
    ไม่มีควันไฟ ไม่มีรอยเท้า มีเพียงเงาสะท้อนในหิมะที่คอยย้ำว่า เราอยู่กลางที่ที่ไม่มีใคร

    Tumruu คนขับรถและไกด์ชาวมองโกลของเรา ต้องเดินนำหน้าเป็นระยะ เพื่อเช็กเส้นทาง
    หิมะหนาและพื้นน้ำแข็งเบื้องล่างทำให้ทุกก้าวยากจะคาดเดา
    แต่เขาก็ยังนิ่ง สุขุม และไม่พูดมาก เหมือนคนที่ชินกับธรรมชาติที่ไม่เคยปรานี

    ในที่สุด… เราเจอบ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบ
    หลังคาแหลมชันคลุมด้วยหิมะหนา เตาผิงยังอุ่น เราขอแวะพัก ขอใช้ครัวเล็กๆ เพื่อทำอาหารง่ายๆ สักมื้อ
    เติมพลังให้ร่างกาย ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ

    Tumruu เดินไปสำรวจเส้นทางข้างหน้า


    ขณะที่ Tumruu เดินไปสำรวจเส้นทาง ฉันลงจากรถ ยืนอยู่กลางหิมะที่เย็นเจ็บจนปลายมือชา
    รอบตัวเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง
    บรรยากาศในรูปดูคลาสสิก ราวกับโปสการ์ดจากแดนไกล
    แต่ในใจฉันวุ่นวาย

    “กรูจะรอดมั้ยเนี่ย… หิวด้วย

    My life is a snapshot, not planned.
    บางครั้งชีวิตก็เหมือนกล้องที่ไม่ได้ตั้งค่าอะไรไว้เลย
    มันบันทึกทุกสิ่ง ทั้งแสงดี แสงร้าย ทั้งสวยงามและสั่นคลอน
    และนั่นแหละ—คือสิ่งที่ทำให้มันจริง

    Nov.9 , 2015

  • สำหรับคนที่อาจจะเคยปีนหน้าผามาแล้วบ้าง ทั้งหน้าผาจำลอง หน้าผาตามป่าเขาสูง หรือผู้ที่เคยคิดอยากจะลองไปยืนริมขอบบนหน้าผาสูง แต่อาจจะพบว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องมีอุปกรณ์ ใช้ทักษะปีนป่าย ใช้แรงแขน แรงขามากมาย ไหนจะต้องแบกเชือกกองใหญ่ เพื่อจะได้เห็นวิวในมุมที่อีกหลายคนยังไม่เคยได้สัมผัส

     Via Ferrata เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า iron road  เป็นเส้นทางที่ทำขึ้นเพื่อให้สามารถเข้าถึงภูเขาสูง ริมหน้าผา โดยไม่ต้องแบกหรือนำอุปกรณ์ไปเอง อีกทั้งยังใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากได้มีการจัดทำเส้นทางที่ปลอดภัย แต่ยังคงความตื่นเต้นด้วยการเดินไปตามบันไดเหล็ก โซ่และเชือกเส้นใหญ่ ให้ผู้ปีนได้เห็นวิวในมุมสูงอย่างชัดเจน

    ตอนนี้มีมากกว่า 300 เส้นทาง via ferrata ทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป เช่นอิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรีย สโลเวเนีย สวิสเซอร์แลนด์ สเปน และบางส่วนในอเมริกา แคนาดา

    ในเอเชียมีที่ Mt.K i n a b a l u ซึ่งเป็น via ferrata ที่สูงที่สุดในโลก แบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง
    – สำหรับผู้เริ่มต้น ไม่มีประสบการณ์ หรือมีน้อยมากในการปีนหน้าผา ระยะทางประมาณ 430 ม. ที่ความสูง 3520 ม.ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง

    – สำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทาย ในการเดินบนหน้าผา ที่ความสูง 3776 ม. ระยะทาง 1.2 กม. ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ไปจนถึง Low’s Peak ยอดสูงสุดของ Mt.Kinabalu

    ทั้งสองเส้นทางนี้เริ่มที่จุดเริ่มต้นเดียวกัน โดยเราจะเดินตามเส้นทางปกติไปที่ Low’s Peak ก่อน แล้วผู้ที่สนใจอยากทดสอบความสนุก ท้าทาย จะเดินกลับมาเดิน Via Ferrata อีกครั้ง

    Ferrata---WTT

    ยังมีความท้าทายอีกหลายแห่งสำหรับการเดินหน้าผาแบบนี้ http://www.redbull.com/en/adventure/stories/1331725297772/8-high-wire-via-ferratas-to-give-you-vertigo