Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • คืนที่แสงจันทร์นำทาง Kang Yatse II

    ดาบจอมภพ นิยายจีนของโกวเล้งที่พกไปอ่านระหว่างเดินเทรค Kang Yatse II รอบที่ผ่านมา อ่านจบที่เบสแค้มป์ก่อนขึ้นยอดพอดี

    บทบรรยายหลายตอนกล่าวถึงโป๊วอังเสาะ ตัวเอกขาพิการ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนจำได้ขึ้นใจ

    บางขณะที่ฉันก้าวเดิน ขาสั่น อ่อนล้า แต่จุดหมายปลายทางที่มองไม่เห็นดูเหมือนจะห่างไกลจนแทบเป็นไปไม่ได้ ก็พลอยนึกถึงถ้อยคำในหนังสือผุดขึ้นมาปลอบใจแบบขำๆเป็นระยะ เพราะคำบรรยายเหล่านั้นแทบจะไม่ต่างจากฉันในเวลานี้

    “ลมกรรโชกรุนแรง
    ม่านราตรีคลี่คลุมรางเรือน
    ทางเบื้องหน้ายิ่งยาวไกลกว่า
    เดินโดดเดี่ยวต่อไปอีก

    เสียงหอบหายใจ

    มันเดินช้าๆ เท้าซ้ายก้าวไปก่อน
    เท้าขวาจึงถูกลากตามไปช้าๆ
    ในมือกำดาบแนบแน่น
    ดาบที่ดำสนิท
    ดวงตาของมันก็ดำดำสนิท ดุจเป็นวิกาลที่ครอบคลุมอยู่
    ก็เดินอยู่เช่นนี้เอง ในวิกาลที่มีจันทร์”

    ———————————–

    คืนนี้มีแสงจันทร์นำทางสว่างอยู่ข้างหน้า ทุกคนต่างเดินตามแรงกำลังของตัวเอง เราเดินห่างๆกัน ไม่พูดคุยกันมากนัก เพราะความเหนื่อย ง่วง และต่างมุ่งมั่นในหนทางของตนเอง

    ฉันเดินช้าๆ ค่อยๆก้าวไป สังเกตุว่าต่างจากโป๊วอังเสาะที่ฉันก้าวขวาไปก่อน และตามด้วยเท้าซ้าย อย่างเป็นจังหวะ
    มือกำไม้เท้าคู่ใจที่พากันไปหลายภูเขาแนบแน่นเพื่อช่วยพยุงตัวเองไม่ให้ลื่นล้มบนทางหินน้อยใหญ่ในความมืด
    ดวงตาของฉันคงไม่สงบเยือกเย็นนักเพราะใจฉันคอยมองหาแสงสว่างที่ปลายทางบนยอดอย่างจดจ่อ หายใจแรงหอบแฮ่กๆ พักเหนื่อยเป็นระยะๆ

    ฉันเดินอยู่เช่นนี้ในวิกาลที่มีจันทร์…คล้ายๆกัน

     


    บันทึกคืนวันที่แสนเนิ่นนาน

    ช่วงเวลาที่มาถึงยอด

    ตื่น 5 ทุ่ม หลังจากนอนตอนหกโมงเย็น ซึ่งหลับไม่ค่อยสนิทนัก แต่เมื่อถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาได้ดูเหมือนการอิดออดและตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาทำอะไรมันแทบจะหมดไปเรื่อยๆเมื่อช่วงหลังได้ทำกิจกรรมลักษณะนี้บ่อยๆ???

    ฉันเตรียมของ อุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่ก่อนนอนเมื่อคืน เช้านี้จึงไม่ฉุกละหุก หรือตื่นเต้น นอกจากกระเป๋า day pack ของเราที่เล็กเกินไปหน่อย สำหรับเตรียมสัมภาระในการเดินคืนนี้ แต่ก็คิดและวางแผนจัดการไว้หมดแล้ว จึงถือว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่

    Yong และ Gawa ตะโกนปลุกและเรียกทุกคนไปทานอาหารก่อนเดินขึ้นเขา สภาพอาหารพวกจาปาตี ไข่ต้ม ขนมปัง ไม่ได้น่ากินสักนิด แต่รู้ว่าเพื่อแรงเดินเราจำเป็นต้องกินอะไรรองท้องไว้บ้าง ฉันตื่มกาแฟ 1 แก้ว กับจาปาตีราดน้ำผึ้ง 2 แผ่น รู้ตัวว่ากินน้อยแต่ก็กินอะไรไม่ไหวจริงๆ นึกเสียดายที่น่าจะเอาเจลเพิ่มพลังงานติดมาสำหรับเดินเขาครั้งนี้ด้วย

    จากนั้นก้อเดินไปหยิบขนม 2-3 ชิ้น กับจาปาตีและชีสแผ่น ใส่กระเป๋าเพื่อเป็นอาหารกลางวัน รวมกับไข่2ฟอง และมัน1ลูกซึ่งเป็นของเก่าเหลือจากวันเดินก่อนหน้านี้ ฉันมีเนื้อแผ่นอีก 1ถุงที่คิดว่าจะเอาไว้กินระหว่างเดิน

    ส่วนน้ำเตรียมไป 2 ลิตร เพราะกระเป๋ามีเนื้อที่จำกัด รวมทั้งไม่อยากดื่มเยอะนักเพราะกลัวปวดฉี่ระหว่างทาง

    เที่ยงครึ่งเราออกเดินพร้อมๆกัน
    การขึ้นยอดครั้งนี้เราต้องเดินแบกสัมภาระส่วนตัวกันเองโดยไม่มีใครช่วยเหมือนครั้งขึ้นยอดคิลิมันจาโร ทั้งกลุ่มมีเพียงไกด์นำและผู้ช่วยปิดท้าย ฉันพยายามเดินตามจังหวะของตัวเอง ช้า ช้า แต่ไม่ให้ช้ากว่ากลุ่มนำมากเกินไป เพราะกลัวเดินผิดทิศทางเนื่องจากความมืด และทางเป็นหินไม่มีแนวเดินชัดเจน

    ขณะเดินฉันไม่คิดอะไรมาก เพียงแค่เดินตามแสงไฟข้างหน้าไปเรื่อยๆ รู้ว่ายอดยังอยู่อีกไกล เพราะยอดสูงนี้ต้องผ่านแนวหิมะก่อน จิตใจจึงไม่พะวักพะวงกับปลายทางบนสุด แต่คิดถึงจุดใกล้ๆเป็นระยะว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดเริ่มต้นของหิมะมากกว่า ฉันไม่มีอาการปวดหัว จึงค่อนสบายหน่อย มีเพียงลมแรงมาเป็นช่วงๆ ทำให้ต้องรูดซิปเสื้อทุกชั้นขึ้นจนมิด และใส่ถุงมือกันหนาวอันใหญ่เพื่อป้องกันความเย็น
    วันนี้แสงจันทร์กระจ่างเกือบเต็มดวง แสงที่ส่องลงมาทำให้คืนนี้ไม่มืดมิดเกินไป ได้มองเห็นแสงจันทร์ที่กระทบกับก้อนหิน มองเห็นม้าที่ไกด์นำขึ้นมาพักด้านบนระหว่างทางช่วงแรก ฉันหยิบก้อนหินเล็กๆมาวางซ้อนกองหินที่มีคนก่อนหน้านำมาวางเรียงซ้อนเพื่อความโชคดีแบบชาวทิเบตบนกองหนึ่งระหว่างทางที่เดินผ่าน

    เวลาเดินตามแสงไฟของเพื่อนด้านหน้าที่นำไปก่อน ฉันชะเง้อคอยดูแล้วเหมือนตรงนั้นเป็นประตูที่พวกเขากำลังยืนรออยู่เพื่อเปิดออก บางขณะฉันคิดว่าเป็นถ้ำที่พวกเขากำลังรอเปิดอยู่เพื่อไปถึงปลายทาง ฉันอยากเร่งเดินอย่างเร็วเพื่อรีบไปสมทบและเข้าไปพร้อมกัน แต่ก็เหนื่อยเร่งตามไม่ไหว ต้องเดินช้าลงแล้วปล่อยคนที่ตามมาเดินนำไปก่อน นึกแล้วก็ขำในจินตนการบ้าบอของตัวเอง ฉันมีสติตลอดเวลาที่รู้ว่าไม่มีประตูวิเศษ ไม่มีถ้ำข้างหน้าที่จะพาเราทะลุไปถึงปลายทางแบบสบายๆหรือมีความอัศจรรย์อะไรรออยู่ แต่ว่าในความเมื่อยล้าที่รอบข้างดูลางเลือน มีแสงจันทร์สีเงินคอยลูบไล้ในเวลาแบบนี้ เรามักหวังความอัศจรรย์มาช่วยบรรเทาเราอยู่เสมอ

    ใกล้เช้าแล้ว ความสว่างกำลังไล่เข้ามาลมแรงลดลง และฉันอยู่ตรงรอยต่อระหว่างหิมะหนากับพื้นหิน เราจะต้องใส่ Crampon เพื่อใช้เดินลุยหิมะ แต่ไกด์ตะโกนขึ้นว่า “อากาศดูไม่ค่อยดี ให้รอดูสถานการณ์ก่อนว่าไปได้มั๊ย”
    บอกตรงๆ แอบดีใจ แต่อุตส่าห์เดินขึ้นมาขนาดนี้แล้วยังไงขอไปต่อเหอะ ครู่เดียวเขาก็หันมาบอกว่าไปได้ แต่น่าเสียดายจริงๆว่าวันนี้ฟ้าปิดเมื่อวานอากาศยังสดใสกว่าวันนี้ แต่สิ่งนั้นคงไม่ใช่ปัญหาเมื่อเรามาถึงจุดนี้ ความสวยงามของปลายทางคงไม่สำคัญเท่าการไปให้ถึงจุดหมายของเราถึงฟ้าจะเน่าแค่ไหน

    หลังจากผ่านทางหินขรุขระทั้งคืน ก็มาเดินต่อบนทางหิมะขาวในตอนเช้าตรู่

    ไกด์ช่วยใส่ Crampon ให้ แล้วให้เดินต่อไปบนหิมะ พร้อมกับใช้ Ice axe พยุงตัวระหว่างเดิน เราเดินขึ้นไปตามทางที่ไกด์นำ พอลมไม่มี อากาศก็ไม่หนาวมากแล้ว เสื้อที่ใส่มาหลายชั้นเริ่มทำให้ร้อนจนต้องรูดซิปออกแทบไม่ทัน เพราะหายใจเกือบไม่ออก บวกกับความร้อนในร่างกายที่ระอุขึ้นมา ความเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินบนรองเท้าที่สวมด้วย crampon ที่ไม่ถนัด เดินล้มๆอยู่หลายที แล้วยังลามไปเจ็บข้อเท้าที่ต้องเกร็งระวังไม่ให้ตัวเองลื่นล้มเพราะต้องเดินเฉาะๆ ก้าวให้เป็นจังหวะ
    แสงอาทิตย์ที่ส่องในเช้าวันนี้ ก็เช่นเดียวกับทุกครั้ง สวยแต่พูดตรงๆไม่ได้เพิ่มพลังให้อยากเดินต่อไป ฉันอยากนั่งลงและจบภาระกิจความบ้าของตัวเองซะทีที่จู่ๆก้อมาสมัครอยากมาปีนยอดสูง 6,200 เมตร
    กว่า 7 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นยอดสูงนั้นใกล้ๆ ฉันได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมเดินไป เฉาะขาไป กับน้องๆอีก 2 คนที่เดินใกล้กัน เราเหนื่อยเหมือนกัน แต่พอจะมองออกว่า ไม่มีใครมีทีท่ายอมแพ้

    10 ชั่วโมงจากตอนเที่ยงคืน เราเดินมาถึงปลายทางด้วยความเหนื่อยล้า พักบ้าง ช้าบ้าง ให้กำลังใจกัน แต่ก็พากันลากตัวเองมาถึงจุดหมายที่เราตั้งใจ ทุกอย่างมันคือหมุดเพื่อทดสอบกำลังใจ กำลังกายตัวเอง เราเฮฮาที่จุดนั้นด้วยความอ่อนแรง กับลมแรงบนยอดอีกครั้งก่อนจะเดินกลับลงมา ก็เหมือนทุกทีที่จุดหมายก็คือจุดที่เรากำหนดเพื่อเดินกลับ ความหมายของมันยังอยู่ตรงนั้นเพียงแค่นั้น ไม่ใช่ความสวยงามของวิวที่พาฉันมายืนที่นี่ ฉันไม่เคยมีภาพของบนนี้เพื่อดึงดูดให้มาถึง จริงๆมีเพียงแค่จุดเล็กๆ หรือตัวเลขบนนี้เท่านั้นที่ฉันอยากบอกกับจิตใจและร่างกายตัวเองว่ามาถึงแล้ว แต่การผจญภัย การเดินทางยังไม่จบ ความสำเร็จจะนับได้อย่างไรถ้าเรายังไม่กลับไปยังจุดเริ่ม ยอดสูงสุดไม่ใช่ที่ของเรา แต่เป็นที่เราจะต้องจากไปและใช้พลังที่ต้องเหลืออยู่กลับลงไปในพื้นที่ของเราด้วย

    ก่อนถึงยอด แวะพักเป็นระยะ เดินบนหิมะหนาเป็นครั้งแรก เหนื่อยมาก
    ในที่สุดก็มาถึงยอด Kang Yatse II 6250 เมตร

    ระหว่างทางขึ้นฉันได้แต่มองเป้าหมายข้างหน้า ดูแสงไฟจากคนนำ ระมัดระวังไม่ให้ตัวเองล้มลุกคลุกคลาน เผื่อแรงกาย เตรียมใจให้สู้กับแต่ละก้าวข้างหน้าทีละก้าวเพื่อเดินขึ้นไป แม้จะรู้ว่าใช้เวลานานจากค่ำคืนมืดมิดจนสว่างสายๆมาหลายชั่วโมงจนมายืนชูธงบนยอดสูงสุดวันนี้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ฉันตกใจและเหลือเชื่อกับตัวเองมากเมื่อพบว่าตอนขากลับลงมาเป็นเส้นทางที่ยาวไกลอย่างไม่น่าเชื่อว่าฉันจะได้เดินผ่านขึ้นไปได้ กว่าจะผ่านภูเขาหิมะ กว่าจะผ่านเนินเขาหินสูงชันแ ขาลงเดินได้เร็วขึ้น แต่ความล้าก็เริ่มหนักหน่วงมากเช่นกัน จากยอดสูงฉันกลับมาตรงที่พักเมื่อคืนในตอนบ่ายสอง ลูกหาบและพ่อครัวเก็บของไปกันหมด ไกด์บอกว่าเราต้องเดินต่อไปข้างหน้าอีก 2-3 ชั่วโมง ทางเดินง่ายขึ้นแต่ร่างกายก็ล้าจริงๆ ฉันรู้สึกได้ว่าบางช่วงเดินแบบหลับๆไปไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกที ก็งง งงว่ามายืนจุดนี้ได้ไง ความเพลีย ความง่วง ความล้าประดังเข้ามาทุกอย่าง ฉันเห็นพ่อครัวก่อกองไฟอยู่ข้างหน้าไกล เรารีบวิ่งเข้าไปหา เพื่อพบว่าเขารอทำอาหารให้เราเท่านั้น คณะใหญ่ของเราเดินหน้าต่อไปแล้ว ฉันพักกินข้าว กินน้ำ แล้วก็ออกเดินทางต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะไปพบแค้มป์ของเราฉันโซซัดโซเซเข้าไปนอนในเต็นท์ แล้วหลับไปยันเช้าทีเดียว

    The best view comes after hardest climb.







    ว่ากันว่าในวันที่ฟ้าใส จากที่นี่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงเทือกเขาคาราโครัม และมีโอกาสได้เห็นยอด K2 ตรงปลายขอบฟ้า
    วันที่เราขึ้นไปเป็นวันที่ฟ้าไม่เป็นใจนัก ช่วงเวลาหนึ่งหลังจากการเดินต่อเนื่องอันยาวไกล เราพักเหนื่อยและหันกลับไปมองเบื้องหลัง
    วิวที่เห็นทำให้ต้องนั่งลง ซึมซับกับความงามที่ยิ่งใหญ่ของโลกตรงหน้า ยอดไกลปลายลิบสุดคือ Stok Kangri (6153m.) อีกยอดสุดฮิตในเลห์ที่อาจมีใครบางคนนั่งมองกลับมาที่นี่ก็ได้
  • ฌอน พ่อครัวใหญ่ประจำแค้มป์ Kang Yatse II

    ฌอน พ่อครัวหมวกแดง นั่งประจำตำแหน่งสำคัญในครัวเต้นท์ใหญ่ โดยมีผู้ช่วยนั่งอยู่ด้านข้างเสมอ เพื่อคอยช่วยปรุง หยิบจับโน่นนี่ตามที่ฌอนสั่ง พร้อมกับลูกน้องอีก 2-3 คนที่วิ่งวุ่นเข้า-ออก ตามเสียงตะโกนเรียกของหัวหน้าฌอน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปเต้นท์นี้ ฉันรู้สึกได้ถึงความมีฝีมือ ความเป็นพ่อครัวใหญ่จากท่าทางอันคล่องแคล่ว และ ความเคารพที่ลูกน้องต่างมีต่อฌอน

    อาหารทุกมื้อ ชาร้อนๆ ของทานเล่น ถูกวางแผนและสร้างสรรค์โดยพ่อครัวฝีมือดี ฌอนทั้งปรุงเอง สั่งการ และคิดเมนูต่างๆแต่ละวัน
    ในจำนวนเครื่องไม้เครื่องมือ สัมภาระสำหรับเดินเทรคในถิ่นกันดารห่างไกล และยากจะหาวัตถุดิบระหว่างทาง ฉันคิดว่างานครัวและอาหารการกิน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการตระเตรียม กล่องใหญ่หลายกล่องที่ถูกบรรทุกบนหลังม้า ล้วนเป็นเรื่องของงานในครัว คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ต้องมีความสำคัญและมีประสบการณ์สูงมาก ทำให้เราได้ทานอาหารอร่อยๆ เป็นพลังงานสำหรับการใช้แรงเดินแต่ละวัน

    ฌอนใจดีกับพวกเราเมื่อเราเข้าไปวุ่นวายในครัว แต่เข้มงวดกับรสชาติอาหาร และความสะอาดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์แบบนั้น

    ฌอนดูเป็นคนคล่องแคล่ว และเก่งหลายๆเรื่อง เค้ามาช่วยปรับรองเท้า ช่วยฉันข้ามแม่น้ำ ดูแลม้า ซ่อมเต้นท์ ฉันเคยถามว่าเค้ามาเดินเทรคเป็นพ่อครัวหลายครั้ง เคยขึ้นไปบนยอดที่ฉันกระเสือก กระสนดั้นด้นมาบ้างมั๊ย
    เค้าบอกว่า “ไม่เคยเลย เพราะมันสูงเกินไป เค้าไปไม่ไหว แพ้ความสูง”
    ..ฌอน ทำให้ฉันแอบกังวลใจเล็กน้อยว่า แล้วฉันจะไหวเหรอ 😑 ขนาดแกแข็งแรงขนาดนี้ยังไม่รอด

    นอกจากไกด์ที่ดี ผู้ช่วยไกด์ตลกๆ ฌอนเป็นคนที่ฉันไม่ลืมที่จะเอ่ยชมเมื่อถูกถามถึงบริการในทริปนี้

    Happy on the journey , Happy at the destination.

  • image
    Oxygen Level

    เป็นอัตราทั่วๆไป บางคนอาจจะสูงหรือต่ำขึ้นกับสภาพร่างกายแต่ละคน

  • จริงๆบรรยากาศวันนี้มันซึมเซาหงอยเหงาทั้งวันแหละ แม้ว่าที่ปราสาทเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ไม่มีทางเลือกมากนักซึ่งจะต้องมาตามโปรแกรม ก่อนจะเดินทางต่อไปที่อื่น รวมทั้งตัวเองด้วย

    แต่ด้วยจักรยานที่เช่าไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้การมาเที่ยวปราสาทกับรอบๆนี้ก็น่าประทับใจดี

    อุตส่าห์เดินหาร้านเช่าจักรยานที่อยู่ห่างจากที่พัก 2 กม. ขี่จักรยานที่นี่ต้องขี่เลนขวา และถ้าช่วงไหนมีเลนจักรยานก็ควรจะเข้าไปใช้ แรกๆก็งงกับการขี่จักรยานที่นี่ ยืนมองคนในเมืองเค้าขี่อยู่พักนึง ตรงไหนไม่มั่นใจก็เข็นเลย

    (เพิ่มเติม…)

  • “Let others play at other things. The king of games is still the game of kings.”

    บทกลอนที่ถูกสลักไว้บนหินที่สนามกีฬาเมืองกิลกิต (Gilgit) บอกกล่าวได้ดีถึงความนิยม และความภาคภูมิใจแห่งเกมกีฬาที่แสดงทักษะอันเยี่ยมยอดของชนเผ่านักรบซึ่งต่อสู้บนหลังม้า
    ผู้ขี่ม้าต้องทั้งควบคุมม้า และในมือยังต้องถือไม้ยาวสำหรับตีลูกบอลลูกเล็กในสนามเพื่อหาช่องทางส่งลูกบอลไปเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม

    กีฬาโปโลเป็นกีฬาเก่าแก่ที่กำเนิดบนเส้นทางสายไหมเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เชื่อว่าเกิดจากการจำลองการฝึกซ้อมรบของทหารม้าในยุคนั้น

    ต่อมาถูกปรับมาเป็นกีฬาในยามว่างในกลุ่มชนชั้นสูงของกษัตริย์ สุลต่าน กาหลิบ ข่านในราชวงศ์เปอร์เซีย อาหรับโมกุล มองโกล และจีน แต่ละฝ่ายที่แข่งขันกันมีมากถึง 100 คน จึงได้ชื่อว่าเป็น “The game of kings”

    (เพิ่มเติม…)