Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • วันที่ 3: สัมผัสไฮแลนด์ ลุยแม่น้ำ ฝ่าธรรมชาติสู่ Landmannalaugar

    เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความตื่นเต้น เพราะวันนี้เป็นวันที่เราจะได้เข้าสู่เขต Highland หรือที่ราบสูงของไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่เงียบงันและงดงามอย่างดิบ ๆ ถนนสายนี้เปิดให้รถเข้าได้เฉพาะหน้าร้อน และต้องเป็นรถ 4×4 เท่านั้นถึงจะลุยไหว — แค่ฟังก็รู้แล้วว่าวันนี้ไม่ใช่แค่ “ขับรถเที่ยว” ธรรมดาแน่นอน

    ถนนบางช่วงต้องลุยน้ำข้ามลำธารที่เกิดจากธารน้ำแข็งละลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะน้ำไหลเชี่ยวและลึกพอสมควร เราจึงต้องชะลอจอดรอให้รถใหญ่หรือรถของนักเดินทางที่มีประสบการณ์ขับผ่านไปก่อน แล้วค่อยอาศัยจังหวะตามไปแบบมั่นใจขึ้นนิดนึง (แต่ก็ยังแอบลุ้นอยู่ดี 😅)

    จุดหมายของเราคือ Landmannalaugar — ดินแดนสายรุ้งแห่งไฮแลนด์ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเทรคชื่อดัง Laugavegur Trail ที่ขึ้นชื่อว่าติดอันดับเส้นทางเทรคที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 2 : ปิคนิคกลางไอหมอก กับวิวที่เจ้าบ้านแสนภาคภูมิใจ

    เช้านี้เราไม่ได้ตื่นแต่เช้าอย่างที่ตั้งใจไว้… แต่เจ้าของบ้านกลับไม่ได้บ่นอะไรเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขายิ้มให้แบบใจดี เหมือนเข้าใจพวกเราที่เหนื่อยล้ามาจากวันก่อน “ผมจะพาไปดูที่ที่ผมชอบที่สุด” เขาบอกด้วยแววตาเปล่งประกาย จนเรารู้ทันทีว่าสิ่งที่กำลังจะได้เห็นนั้น…ต้องพิเศษแน่ๆ

    รถค่อย ๆ วิ่งพาเราลัดเลาะไปตามทางสายเล็ก ผ่านทุ่งหญ้าที่เหมือนปูด้วยพรมเขียวขจี ถึงแม้ท้องฟ้าจะครึ้ม ๆ หน่อย แต่บรรยากาศกลับอบอุ่นเหมือนมาเที่ยวกับเพื่อนที่รู้ใจ

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่หนึ่ง : เดินทางย้อนเวลา – จากกรุงเทพฯ สู่วงแหวนทองคำ

    เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ข้ามฟ้าข้ามเวลามาถึงยุโรปเหนือ ตอนเครื่องแตะรันเวย์ที่ออสโล ยังไม่ทันได้หายเหนื่อยก็ต่อเครื่องอีกรอบไปไอซ์แลนด์ — ประเทศที่ถูกขนานนามว่า “ดินแดนแห่งน้ำแข็งกับไฟ” — และทันทีที่รับรถเช่าจากสนามบิน เราก็เริ่มต้นการเดินทางแบบไม่พักหายใจ ด้วยเส้นทางยอดนิยม “Golden Circle” ที่รวมเอาธรรมชาติอันน่าทึ่งไว้ครบถ้วนในวันเดียว

    (เพิ่มเติม…)
  • พาราณสี เมืองแห่งชีวิต

    รถสามล้อที่เราเรียกจากสารนาถไปส่งเราบริเวณตลาดใกล้ๆเมืองเก่าพาราณสี เวลานั้นรู้สึกเหมือนเพลงแขกที่เป็นจังหวะช้า เดินทางเรื่อยๆบนรถตุ๊กๆที่นับว่าซิ่งเอียงซ้าย เอียงขวาตามสไตล์ภารตะ และจังหวะเพลงยิ่งเร็วขึ้นเมื่อเรากระโดดลงจากรถ แบกเป้ใบใหญ่ขึ้นหลังแล้วเดินไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆของเมืองเก่า กลิ่นเมืองแขกคุ้นชิดติดตัวมาหลายวันตั้งแต่ขึ้นรถเมล์ โหนรถประจำทาง ผ่านมาหลายเมืองตั่งแต่ลุมพินี ประเทศเนปาล แต่กลิ่นที่ฉุนกึ๊ก ปะทะจมูกของพาราณสีแปลกกว่าที่อื่น

    (เพิ่มเติม…)
  • ใกล้ตา ไกลตีน : เดินไกลไปดูซากเครื่องบิน

    “มันเป็นยังไงเหรอ เครื่องบินอะไร มีอะไรที่นั่น” พี่ศักดิ์เฝ้าเวียนถามตั้งแต่บอกว่า ถัดไปเราจะไปดูซากเครื่องบินบนชายหาดสีดำกัน

    รถหลายคันจอดริมทาง มีคนพากันเดินไปทางชายหาดด้านใน มองจากริมถนนเห็นชายหาดอยู่ลิบๆ ดูไม่ค่อยไกลนัก ฉันก็เลยมั่นใจว่าพวกเค้าคงเดินไปดู ซากเครื่องบินที่อยู่ริมทะเล
    ระหว่างเราเดิน พี่ศักดิ์ก็ยังเฝ้าถามด้วยคำถามเดิมๆ
    “ก็ซากเครื่องบินไงพี่ มันมาตกบนหาดทรายสีดำ เห็นเป็นจุดที่เค้าแนะนำให้มาแวะชมกันในข้อมูลท่องเที่ยว iceland หลายๆอันที่อ่านมา
    นั่นไง คนแวะดูเยอะแยะ ไม่ไกลหรอก ตามมา
    พวกพี่เค้าก็คงเห็นฉันตอบอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ก็เลยตามมา

    ฉันเดินไปเรื่อยๆ ทิ้งห่างออกมา ฉันสังเกตุว่าคนที่เดินสวนกลับมาช่างตั้งหน้าตั้งตาเดิน ไม่ชิล ไม่ยิ้ม เช่นเดียวกับฝั่งที่กำลังเดินมุ่งหน้าไป
    เดิน เดิน เดิน
    ฉันชะเง้อมองข้างหน้าว่าอีกไม่ไกล ทางบนทรายดำ มีหินกรวดตลอดทาง ทางเรียบ ลมเริ่มพัดแรงขึ้น ฉันหันไปมองพี่ๆที่เดินตามหลัง ทิ้งระยะห่างกันมากขึ้น


    เวลานานขึ้น แต่ปลายทางยังดูเหมือนไกลเท่าเดิม ตอนนั้นเองที่เริ่มคิดมาได้ว่า

    ไกลนี่หว่า

    หันกลับไปมองเจ้แหววและหายทรายดำโล่งเวิ้งว่าง มีซากเครื่องบินเก่าจาก US ซึ่งตกในปี 1973 เพราะน้ำมันหมด และนักบินทั้งหมดบนเครื่องรอดชีวิต ทิ้งซากเครื่องบินไว้เป็น landmark ให้กับชายหาดทางใต้ของ Iceland
    ที่นี่น่าจะเหมาะกับช่างภาพที่หาแลนสเคปแปลกๆ ราวกับดินแดนที่ไม่ใช่ในโลกมนุษย์ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวธรรมดาอย่างฉันเมื่อไปถึงก็ได้แค่ยืนงงๆ เดินวนหนึ่งรอบ ชะเง้อมองเข้าไปด้านในซากเครืองบิน มองหาคนให้ถ่ายรูปกับซากเครื่องบินซักรูป แล้วเดินจ้ำออกมาแบบคนที่ฉันเคยเดินสวนเมื่อขาไปฝนเริ่มตก ลมก็ยิ่งแรงขึ้น ฉันจับระยะทางจากขากลับ ได้ระยะประมาณ 4 กม. ใกล้ถึงรถ ฝนยิ่งตกหนัก แต่ก็ยังมีคนเดินมุ่งหน้าเข้าไปที่ชายหาดด้านใน ช่างเก่งกล้ากันจริงๆ เพราะลมแรงขึ้นเรื่อยๆจนตัวฉันแทบปลิว เปิดประตูรถออกมาลมพัดประตูแทบหลุด ฉันกระโดดขึ้นรถ ติ๊กถูก check point ของIceland ได้อีกแห่งสำเร็จถ้ารู้ว่าเดินไป-กลับ 8 กม. คงจะขอเว้นวรรคปล. ก่อนเข้าก็เห็นป้าย 4 กม. แต่ไม่เชื่อมัน คิดว่าเป็นป้ายเก่า จะเป็นไปได้ไงแค่จะไปดูอีซากเครื่องบิน ต้องเดินไปตั้ง 4 กม. แถมชายหาดที่มองเห็นก็ออกจะดูใกล้ๆ
    แต่ตอนกลับมาคิดอีกที เป็นไปได้ไงที่มรึงไม่เชื่อป้าย