Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • วันที่ 7 : ลม ฝน และความโชคดีบนดินแดนน้ำแข็ง

    เช้านี้เราเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกเหมือนถูกท้าทายจากธรรมชาติเต็มรูปแบบ — ลมแรง ฝนกระหน่ำ ขับรถไปก็เหมือนพาตัวเองเข้าไปในม่านหมอกที่มองอะไรแทบไม่เห็น อากาศในไอซ์แลนด์นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริง ๆ บางทีฟ้าโปร่งสดใสได้ไม่ถึงสิบนาที ก็มืดครึ้มและมีฝนถล่มลงมาแบบไม่ให้ตั้งตัว

    เรามุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Seyðisfjörður เมืองชายฝั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในฟยอร์ดทางตะวันออกของประเทศ ท่ามกลางหุบเขาสูงและแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว ภาพเมืองน่ารัก ๆ ที่เราวาดไว้ในใจกลับต้องเผชิญกับฝนเทกระหน่ำชนิดที่เราทำได้แค่วิ่งลงจากรถไปถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วรีบกระโจนกลับเข้ามาในความอุ่นของรถอย่างรวดเร็ว

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 6 : แสงแดดที่รอคอย และความงามของ Jökulsárlón

    เช้านี้เสียงฝนกระทบหลังคาเบา ๆ เป็นเหมือนเสียงกล่อมให้ใจว้าวุ่น—จะได้เห็น Jökulsárlón ไหมนะ?
    ที่นี่คือหนึ่งในไฮไลต์ของการมาไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีภูเขาน้ำแข็งสีฟ้า-ขาวลอยกระจายอยู่กลางน้ำ เงียบ งดงาม และเหนือจริง

    แต่ดูเหมือนฟ้าจะรู้ใจ พอเก็บกระเป๋าเตรียมออกจากโรงแรม แสงอาทิตย์ก็ค่อย ๆ ทะลุทะลวงเมฆหมอกลงมา ราวกับเปิดม่านต้อนรับการเดินทางในวันนี้ เราขับรถมาถึง Jökulsárlón ในอากาศแจ่มใส เย็นแต่ไม่หนาวจนเกินไป

    ได้ลงเรือสัมผัสธารน้ำแข็งใกล้ ๆ ชิ้นส่วนของกลาเซียร์ที่แตกตัวลงมา ลอยนิ่งอยู่ในลากูน ก่อนจะล่องเลยออกสู่ทะเล น้ำที่นี่ใสจนเกือบสะท้อนใจตัวเอง เห็นแม้กระทั่งแมวน้ำที่โผล่หน้าขึ้นมาทักทาย ท่ามกลางฉากหลังคือกลาเซียร์ขนาดใหญ่ที่ยังคงแผ่รังสีความนิ่งสงบแบบขั้วโลก

    ช่วงเที่ยงแวะพักที่เมือง Höfn เมืองเล็ก ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล โดยเฉพาะ small lobster หรือ langoustine ตัวเล็กแต่นุ่มหวาน กินร้อน ๆ คู่กับขนมปังและเนย หอมอุ่นชื่นใจจนลืมอากาศเย็นรอบตัว

    จากนั้นแวะที่ Vestrahorn ภูเขารูปทรงแปลกตาที่เหมือนหลุดมาจากโลกแฟนตาซี ถึงวันนี้จะไม่มีเงาสะท้อนบนผิวน้ำอย่างที่เคยเห็นในภาพถ่าย แต่สายลมที่พัดโชย กับทุ่งหญ้าสีทองอ่อนรอบ ๆ ก็มีเสน่ห์เฉพาะของวันนั้น—ธรรมชาติที่ไม่ต้องเป๊ะถึงจะสวย

    เย็นแล้วจึงออกเดินทางยาวไปยังเมือง Egilsstaðir เมืองเงียบ ๆ ทางตะวันออกของไอซ์แลนด์ เพื่อพักผ่อนเตรียมลุยต่อในวันพรุ่งนี้

  • วันที่ 5 : Vik – เมืองเล็กในอ้อมกอดของธรรมชาติ

    เรามาถึงเมือง Vik ท่ามกลางลมแรงและสายฝนที่โปรยปรายไม่ขาดเม็ด เมืองเล็กๆ แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาและทะเลทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ เป็นเหมือนจุดพักใจของนักเดินทางที่มุ่งหน้าสู่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ แม้อากาศจะไม่เป็นใจในวันแรก แต่เช้าวันต่อมากลับสดใสจนน่าแปลกใจ ท้องฟ้าเปิด เผยให้เห็นเส้นขอบฟ้าสีฟ้าอ่อนที่ตัดกับทะเลและชายหาดสีดำสนิท

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 4 : ลัดเลาะชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์

    เช้านี้เราตื่นกันแต่เช้า ลมหนาวพัดมากระทบแก้มให้ตื่นเต็มตาเร็วกว่าเสียงนาฬิกา ล้อรถเริ่มหมุนอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใต้ของไอซ์แลนด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สวยที่สุดสายหนึ่งของประเทศ

    น้ำตก Seljalandsfoss คือจุดแรกที่เราแวะ น้ำตกสูงชะลูดราว 60 เมตร ที่ความพิเศษอยู่ตรง “ถ้ำด้านหลัง” เราสามารถเดินลอดผ่านม่านน้ำตกลงไปได้! มันเหมือนเดินทะลุม่านเวทมนตร์ กลิ่นของมอสเขียวชื้นผสมละอองน้ำเย็นเฉียบทำให้รู้สึกสดชื่นจับใจ ถ้ามาช่วงเย็น แสงอาทิตย์ยามเย็นจะลอดผ่านละอองน้ำ ตกกระทบเป็นรุ้งงามจับตา—แต่น่าเสียดาย วันนี้เราเจอกับเมฆหนานุ่มที่คลุมฟ้า

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 3: สัมผัสไฮแลนด์ ลุยแม่น้ำ ฝ่าธรรมชาติสู่ Landmannalaugar

    เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความตื่นเต้น เพราะวันนี้เป็นวันที่เราจะได้เข้าสู่เขต Highland หรือที่ราบสูงของไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่เงียบงันและงดงามอย่างดิบ ๆ ถนนสายนี้เปิดให้รถเข้าได้เฉพาะหน้าร้อน และต้องเป็นรถ 4×4 เท่านั้นถึงจะลุยไหว — แค่ฟังก็รู้แล้วว่าวันนี้ไม่ใช่แค่ “ขับรถเที่ยว” ธรรมดาแน่นอน

    ถนนบางช่วงต้องลุยน้ำข้ามลำธารที่เกิดจากธารน้ำแข็งละลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะน้ำไหลเชี่ยวและลึกพอสมควร เราจึงต้องชะลอจอดรอให้รถใหญ่หรือรถของนักเดินทางที่มีประสบการณ์ขับผ่านไปก่อน แล้วค่อยอาศัยจังหวะตามไปแบบมั่นใจขึ้นนิดนึง (แต่ก็ยังแอบลุ้นอยู่ดี 😅)

    จุดหมายของเราคือ Landmannalaugar — ดินแดนสายรุ้งแห่งไฮแลนด์ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเทรคชื่อดัง Laugavegur Trail ที่ขึ้นชื่อว่าติดอันดับเส้นทางเทรคที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    (เพิ่มเติม…)