Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • วัดปิงหลิงซื่อ วัดถ้ำแห่งแม่น้ำเหลือง

    วัดถ้ำอีกแห่งของจีนที่เต็มไปด้วยรูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูป อยู่ภายในถ้ำตามหุบเขาของแม่น้ำเหลืองไม่ไกลจากเมืองหลานโจว บริเวณอ่างเก็บน้ำหลิวเจียเสีย (Liujiaxia)

    วัดถ้ำแห่งนี้ย้อนหลังไปได้กว่า 1000 ปี โดยคาดว่าเริ่มสร้างเมื่อ 420BC สมัยปลายราชวงศ์ฉินตะวันตก และด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา ได้มีการเพิ่มเติมรูปสลักหิน ภาพเขียนมาแทบทุกยุคสมัยการปกครองตั้งแต่ราชวงศ์เว่ย ,ซุย , ถัง, ซ่ง,หยวน,หมิง และราชวงศ์ชิง

    (เพิ่มเติม…)
  • ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง High Altitude Sickness (AMS)

                ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง หรือ High Altitude Sickness หรือ AMS มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,500-3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป ยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ถ้าสถานที่นั้นสูงกว่า 3,000 เมตร จะมีความดันออกซิเจนในอากาศเพียงประมาณ 70 %

                    นักท่องเที่ยวจะเกิดอาการแตกต่างกัน บางคนร่างกายสามารถปรับตัวได้ดีอาจจะไม่เกิดอาการเลย ขณะที่บางคนอาจจะมีอาการไม่สบาย มึนศีรษะมากน้อยแตกต่างกัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ความฟิตของร่างกาย  และไม่สามารถคาดการได้ล่วงหน้าว่าใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่า แม้แต่นักกีฬาที่แข็งแรงก็อาจเกิดอาการได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุบางคนเมื่อไปเที่ยวที่สูงๆอาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้

    กลุ่มอาการป่วยบนที่สูง

    1. Acute Mountain Sickness (AMS) จะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง
    2. High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที
    3. High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

    ลักษณะอาการทั่วไป

    นอนไม่หลับ เหนื่อยเพลีย ปวดหัว มึนงง สับสน เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียร หากนักเดินเขาพบว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้จะต้องคอยสังเกตุอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด เพราะหากยิ่งเดินขึ้นสูงต่อไปอาการดังกล่าวจะรุนแรงและส่งผลเสียต่อร่างกายถึงชีวิต

    สาเหตุของอาการ

    อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ระดับความสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็วในระดับความสูงเกินกว่า 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล สาเหตุจากออกซิเจนในอากาศของความสูงเกินกว่า 2,500 เมตรเริ่มเบาบาง ทำให้ปอดไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนจากอากาศไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ

    การป้องกัน

    1. ควรกำหนดให้มีวันพักปรับสภาพร่างกาย อยู่ในระดับความสูงเดิม 1-2 วันก่อนจะไต่ขึ้นระดับความสูงขั้นถัดไป โดยอาจจะพักเพื่อปรับความสูงทุก 500 เมตร
    2. ดื่มน้ำสม่ำเสมอ เนื่องจากร่างกายเสียเหงื่อและใช้พลังงานมาก จึงควรเติมน้ำให้ร่างกายสม่ำเสมอ น้ำจะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย
      น้ำร้อน ชาขิง ชาเลมอน ซึ่งมีให้บริการตามทีเฮ้าส์ ยังช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนและมีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน
    3. ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ปวดหัว มึนงง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น
    4. หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักๆ พยายามเดินช้า ไม่หักโหม เร่งรีบ ตามประสบการณ์ของตัวเอง แม้แต่การพูดคุย วิ่งเล่น สนุกสนานกันเองในกลุ่มมากเกินไป ก็มีผลทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้นเช่นกัน
    5. ทานอาหารให้เพียงพอ
    6. เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจแบบพกพา (Finger Oximetre) เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบสภาพร่างกายระหว่างการเดินเขา สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่สวมเข้าที่ปลายนิ้ว เครื่องก็จะแสดงอัตราออกซิเจนในเลือด (spO2) และอัตราการเต้นของหัวใจ(PR) หากค่าออกซิเจนในเลือดต่ำมาก และค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงเกินไป ก็ควรพิจารณาตัวเองว่าควรจะเดินขึ้นเขาต่อไปหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
    7. อย่าฝืนหากพบว่าร่างกายเริ่มอาการผิดปกติ เพราะการเดินทางต่อไปยิ่งทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น รีบพาตัวเองลงมายังที่ต่ำกว่าโดยทันที
  • Kala Pattar | กาลาพัตตรา จุดชมวิวเอเวอร์เรสต์

    โกรักเชป (Gorak Shep) เป็นที่พักสุดท้ายที่ใกล้ที่สุดของนักเดินทางที่มีจุดหมายปลายทางไปยังเอเวอร์เรสต์เบสแค้มป์ (Everest Base Camp)  เนื่องจากเรามาถึงกันค่อนข้างเย็น ไม่มีสิทธิเลือกห้องพักที่มีอย่างจำกัดเพราะจำนวนนักเดินทางอันมากมายซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียวกับเรา ห้องนอนของเราเหมือนอยู่ในรูหนูใกล้กับห้องน้ำที่มีกลิ่นเหม็นมาก พื้นด้านนอกห้องชื้นแฉะเพราะมีหิมะละลายและการเดินย่ำไปมาของบรรดาคนที่มาพัก เราได้ห้องพัก 2 ห้องสุดท้ายสำหรับเรา 6 คน ต้อง ผู้หญิงเบียดนอนสามคนหนึ่งห้อง สองคนอีกหนึ่งห้อง ส่วนหนุ่มเดียวของเราที่เหลืออยู่ต้องระเห็จไปนอนกับแขกชาวบังกลาเทศ

    เราเข้านอนกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม เพราะทั้งสภาพคน สภาพแวดล้อมที่ความสูง 5164 เมตร ไม่ทำให้เรามีแรงนั่งคุยเล่นกันได้ และยังต้องเตรียมตัวตื่นแต่เช้าเพื่อปฏิบัติภาระกิจสำคัญของทริปนี้ 2 แห่งคือไปขึ้นยอดกาลาพัตตรา และเดินไปยังเบสแค้มป์  โดยนัดกับไกด์ไว้ตอนตีห้าครึ่ง ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ลุกเข้าห้องน้ำท่ามกลางอากาศเย็นจัดไปหลายรอบ และฉันคิดว่าทุกคนก็น่าจะมีอาการเดียวกัน

    เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าไวไวหมูสับรสชาติไม่ได้เรื่อง แม้แต่น้ำซุปยังไม่อยากตักขึ้นมาซด ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการ AMS รึป่าว แต่ไกด์ปรินดาซึ่งมาตระเตรียมอาหาร น้ำร้อน กาแฟทุกอย่างตั้งแต่เช้าตรู่พยายามคะยั้นคะยอให้ทานให้หมด เพื่อจะได้มีแรงสำหรับออกเดินซึ่งจะหนักที่สุดกว่าหลายวันที่ผ่านมา

    กาลาพัตตรา มีความหมายว่าหินสีดำในภาษาเนปาล เป็นภูเขาที่มียอดสูง 5545 ม. ซึ่งสูงไม่มากเมื่อเทียบกับยอดเขาต่างๆของเนปาล และที่รายล้อมอยู่รอบๆ เป็นจุดชมวิวเพื่อชมยอดเขาเช่น Everest, Lhotse ,Changtse และอื่นๆมากมาย ฉันไม่ได้คิดมาก่อนว่าการเดินขึ้นยอดกาลาพัตตรา เป็นเรื่องยาก แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นทางผ่านเพื่อไปยังเบสแค้มป์เหมือนหลายๆหมู่บ้านที่เดินผ่านมา เพราะส่วนที่ยากที่สุดของเส้นทางควรจะเป็นเบสแค้มป์ที่ใครๆก็ต่างตั้งใจจะไปที่นั่นกัน แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด

    เราออกเดินขึ้นเขาไปฝั่งตรงข้ามของที่พัก อากาศทั้งเย็นและลมแรง ฉันคิดว่าน่าจะเอาแผ่นความร้อนติดมาด้วยเพื่อจะได้บรรเทาความหนาวเย็น ขณะนี้ ฉันค่อยๆเดินขึ้นบนทางเดินที่ชันต่อเนื่องไม่มีทางราบให้พักเหนื่อย ทั้งนิ้วเท้า นิ้วมือเย็นเฉียบ เพราะลมแรงมีความเย็นแทรกผ่านถุงมือเข้ามาจนเกิดอาการชา หยุดพักก็หนาวลม เดินต่อก็เหนื่อยใจกับความสูงและยอดที่แสนไกล

    ทางเดินเป็นหินและมีหิมะขาวปกคลุม ฉันค่อยๆปักไม้เท้านำไปเพื่อค่อยๆพยุงตัวเองเดินต่อ ไม่ใช่เพียงแค่ความชันที่ทำให้เราหมดแรง ยังมีความสูงที่ทำให้การก้าวเท้าแต่ละก้าวเพิ่มความเหนื่อยและต้องหายใจหอบแรง เวลานั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือมองปลายเท้าที่ค่อยๆก้าวอย่างช้าๆ ซึ่งทำให้รู้ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไป แม้จะเป็นก้าวที่สั้นมากก็ตาม บนยอดด้านบนเป็นกองหินก้อนใหญ่ที่ต้องปีนป่าย ต้องเดินด้วยความระวังเพื่อไปยังจุดสูงที่สุดของ กาลาพัตตรา  ฉันนั่งลงแล้วหันกลับไปมองภาพที่ปรากฏตรงหน้า

    ขณะที่บนพื้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ สลับไปกับเนินเขาหินเล็กใหญ่กินพื้นที่กว้าง มีธารน้ำแข็งเป็นแนวยาว เทือกเขาสูงเรียงรายสลับซับซ้อนยิ่งใหญ่โอบล้อมรอบตัว โลกรอบตัวไร้สีสันมีเพียงสีเงินสีเทาขยายไปจนปลายขอบฟ้า  ฉันรู้สึกมหัศจรรย์ใจกับโลกใบนี้ ที่ประกอบด้วยธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ ท้องฟ้าไม่สดใสเพียงพอให้ได้เห็นยอดเอเวอร์เรสต์ แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ฉันสามารถลืมได้ทั้งอดีตและอนาคต และพบว่าตัวเองมีชีวิตเพื่อขณะนี้ ฉันโชคดีจริงๆที่มีประสบการณ์กับธรรมชาติที่หลากหลายและงดงาม ความเหนื่อยหอบหายปลิดทิ้ง แรงที่อ่อนล้ากลับมาเพื่อจะได้เดินชมให้ครบทุกมุมทุกองศา ก่อนจะหามุมนั่งเล่น รอเพื่อน และดื่มด่ำกับความงามแปลกตาตรงหน้าที่มาจากความพยายามของตัวเอง

    กาลาพัตตราไม่ใช่ทางผ่าน แต่เป็นปลายทางที่สำคัญอยู่ในใจของฉันตลอดกาล ซึ่งเป็นเพียงนักเดินเขามือสมัครเล่นด้วยประสบการณ์และวิวที่ตระการตาของโลกที่ไม่เคยคาดคิด จากขาขึ้นที่ใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมง ขาลงสภาพร่างกายฟื้นคืน ลมเริ่มสงบและมีแสงอุ่นๆจากดวงอาทิตย์จึงใช้เวลาเหลือเพียง 1 ชั่วโมง ได้กลับมานอนพักผ่อนเอาแรง ในห้องนอนใหม่ที่ที่พักช่วยย้ายขึ้นมาในห้องที่ดี และกว้างขวางขึ้นบนชั้นสอง ช่วงบ่ายเรามีภาระกิจไปเที่ยวชมเบสแคมป์ของนักเดินเขาตัวจริงที่มีภาระกิจยิ่งใหญ่เพื่อพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์

    สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ฉันสามารถลืมได้ทั้งอดีตและอนาคต และพบว่าตัวเองมีชีวิตเพื่อขณะนี้
  • ชมกาฐมาณฑุจากมุมสูง ระหว่างเครื่องบินลงจอดที่สนามบินตรีภูวัน

    กาฐมาณฑุ (Kathmandu) เมืองหลวงของเนปาล เป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา การบินไทยไปถึงเนปาลที่สนามบินตรีภูวันประมาณ 13.30 น. ท้องฟ้ามีหมอกแดด และเมฆตอนบ่าย แต่ก็กระจ่างเพียงพอให้เห็นวิวด้านล่างระหว่างที่เครื่องกำลังลงจอด ผ่านเทือกเขาและหุบต่างๆ ก่อนจะถึงที่ราบใหญ่ที่เป็นบริเวณเมืองหลวงของเนปาล

  • Sigiriya, Sri Lanka | สิกิริยา ศรีลังกา ข้อมูลและการท่องเที่ยวด้วยตนเอง

    ขณะนั่งตุ๊กตุ๊กเพื่อมุ่งสู่เมืองสิกิริยา (Sigiriya) ผ่านสองข้างทางที่มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆจากไม้นานาพันธ์ รีสอร์ทริมทางบางแห่งตั้งชื่อ Ravana ชื่อคุ้นเคยจากวรรณกรรมรามายณะอันยิ่งใหญ่ของอินเดีย Ravana หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “ราพณาสูร” ใช่สินะ เรามาถึงกรุงลงกา เมืองของราชายักษ์ผู้เกรียงไกร เมื่อรถจอดฉันมองเห็นหินก้อนใหญ่ที่โผล่พ้นเหนือผืนป่าหนาทึบ ด้านบนมีเมืองโบราณที่ถูกสร้างเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ตำนานความเชื่อโบราณส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต สร้างสรรค์ศิลปะที่มีคุณค่าก่อเกิดความมหัศจรรย์ให้คนยุคใหม่ได้ทึ่งในความหาญกล้า เอาชนะความยากลำบากที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทุ่นแรงใดๆ ทิ้งความล้ำค่านั้นให้เรามาถึงยังสถานที่แห่งนี้ เมืองสิกิริยา เป็นอีกเมืองที่สร้างความประทับใจต่อการเดินทางมาถึงศรีลังกาของฉัน และยังมีสถานที่อื่นๆที่ไม่อยากให้พลาดเพื่อดื่มด่ำไปกับอดีตกาล ความรุ่งเรืองและปะติดปะต่อตำนานเก่าแก่ที่ถูกบอกเล่าในวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของชมพูทวีป

    วิธีการเดินทาง และสิ่งที่ควรรู้

    จากแคนดี้ (Kandy)

    นั่งรถบัสสาย 42,43 ซึ่งเป็นรถบัสสายเหนือเพื่อไปลงที่เมืองดัมบุลลา (Dambulla) รถนี้ไม่ได้สิ้นสุดที่นี่ ดังนั้นต้องบอกกับพนักงานขับรถว่าเราจะไปลงเมืองดัมบุลลา ค่ารถ 220 รูปี (50 บาท) ใช้เวลาประมาณ 2-2.30 ชั่วโมง

    แนะนำว่าควรสอบถามราคาให้ดีๆ เพราะทีแรกเด็กรถบอกเราว่าคนละ 400 รูปี คือราคาเต็มที่ไปสิ้นสุดปลายทางเมืองอนุราธปุระ แต่โชคดีที่คนขับซื่อสัตย์หันมาตวาดเด็กรถว่า 220 รูปี พร้อมทั้งชี้ให้ดูป้ายราคาตามระยะทางที่ติดไว้บนรถ

    พ่อค้าเอา Piti หรือ ดาลทอด ขึ้นมาขายบรถ รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องเทศมาก

    รถบัสสาย 42 เป็นรถบัสคันใหญ่ไม่มีแอร์ ส่วนสาย 43 เป็นคันเล็กติดแอร์ รถออกเรื่อยๆ เต็มก็ออก แต่บนรถไม่มีที่วางของ เราไปกัน 3 คนกระเป๋าใบใหญ่ทั้ง 3 คน คนขับรถขอให้เราซื้อที่นั่งเพิ่มอีก 1 ที่สำหรับวางของ เราก็เห็นด้วยตามนั้น ระหว่างทางรถจะรับคนขึ้นเรื่อยๆ และมีชาวบ้านเอาขนมขึ้นมาขายบนรถเป็นระยะ

    เมื่อถึงดัมบุลลา (Dambulla) รถจอดตรงป้ายสำหรับจอดรถ ที่นี่สามารถรอเพื่อต่อรถบัสเข้าไปเมืองสิกิริยา (Sigiriya) รถจะมาทุกครึ่งชั่วโมง ตามข้อมูลที่อ่านมาค่ารถประมาณ 130-160 รูปี แต่พวกเราพักที่ดัมบุลลา เพราะมีแผนจะไปเที่ยวถ้ำดัมบุลลา จึงเรียกตุ๊กตุ๊กมาใช้บริการไปจนถึงให้รับส่งไปเที่ยวเมืองสิกิริยาในวันถัดไปด้วย คิดค่าใช้จ่าย 2 วันๆละ 2000 รูปี อ่านเรื่องเทคนิคการหาลูกค้าของตุ๊กตุ๊ก Dambulla

    สิ่งที่น่าสนใจ และสถานที่แนะนำ

    DAMBULLA ROCK CAVE TEMPLE

    วัดถ้ำดัมบุลลา แบ่งออกเป็น 5 วัดเล็กๆในถ้ำเก่าแก่บนเขาซึ่งเราต้องเดินขึ้นบันไดไปตามทางชนิดเรียกเหงื่อพอสมควรในตอนบ่ายๆ ถ้ำนี้ถูกสร้างจากหินก้อนใหญ่แกะสลักด้วยมือเป็นถ้ำ เพื่อพระสงฆ์เข้ามาปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ก่อนคริสศตวรรษที่ 1 ถ้ำนี้ได้เป็นที่หลบซ่อนตัวของ Valagamba of Anuradhapura กษัตริย์องค์หนึ่งแห่งเมืองอนุราธปุระ ซึ่งหลบหนีภัยจากการบุกรุกของชาวอินเดียใต้เป็นเวลานานถึง 15 ปี ต่อมาเมื่อทรงได้ชัยชนะและกลับไปปกครองเมือง ก็ตอบแทนพระสงฆ์ที่ช่วยให้สถานที่หลบภัยด้วยการอุปถัมภ์วัดถ้ำแห่งนี้ จนเป็นธรรมเนียมสืบต่อในกษัตริย์องค์ต่อๆมา พระพุทธรูปต่างๆที่เราได้เห็นได้ถูกสร้างและนำไปประดิษฐานในช่วงปีค.ศ. 1190 ส่วนสีสันสวยงามภายในถ้ำได้รับการตกแต่ในราวศตวรรษที่ 18 ส่วนกำแพงและเสาด้านหน้าถูกต่อเติมเพื่อแบ่งสัดส่วนวัดทั้ง 5 ในปี 1938 วัดถ้ำดัมบุลลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992

    ห้องหนึ่งในวัดถ้ำ Dambulla

    เมื่อเทียบกับถ้ำอื่นๆของศาสนาพุทธที่หลงเหลือมาในช่วงเดียวกันเช่นถ้ำอชันต้าในอินเดีย แม้ว่าที่นี่จะเล็กกว่า แต่ภายในมีความสวยงามวิจิตรบรรจงกว่า และได้รับการดูแลอย่างดี เนื่องด้วยได้รับการดูแลจากกษัตริย์ และประชาชนศรีลังกาที่ประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่

    ค่าเช้าชม สำหรับชาวต่างชาติคนละ 1500 รูปี (ประมาณ 300 บาท) มีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลไม่ให้ถ่ายรูปคู่กับพระพุทธรูปในวัด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะสถานที่สำคัญทางศาสนา ซึ่งที่นี่คนมาส่วนใหญ่เป็นชาวศรีลังกาท้องถิ่น

    การแต่งตัวเข้าชมควรสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ไม่ใส่แขนกุด เกาะอก และนุ่งสั้น ซึ่งจะมีผ้าถุงให้บริการเช่าด้านหน้า รวมทั้งที่ฝากรองเท้า ระหว่างเดินเข้าไปชมสามารถพกถุงเท้าไปใส่เวลาเดินกลางแดดได้ เพราะพื้นหินปูนด้านหน้าร้อนมาก อย่างไรก็ตามควรเตรียมเศษเงินให้พร้อมเมื่อจ่ายค่าฝากรองเท้าตามแต่จะให้ ซึ่งต้องให้

    หนังสือนำเที่ยวแนะนำให้มาชมช่วงเย็น เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินจะเป็นจุดชมวิวที่สวยมากแห่งหนึ่งของที่นี่ แต่เรามีเวลาน้อยเลือกไปชมพระอาทิตย์ตกดินกันที่ Pidurangala Rock แทน

    https://en.wikipedia.org/wiki/Dambulla_cave_temple

    PIDURANGALA ROCK

    จุดชมวิวบน Small Rock หรือ Pidurangala Rock ฝั่งตรงข้ามของ Lion Rock

    เรียกที่นี่อีกอย่างว่า “Small Rock” อยู่ในเขตเมืองสิกิริยา โดยนั่งรถตุ๊ก ตุ๊กเข้ามาประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งกายัน (Gayan) คนขับรถของเราก็ซิ่งอย่างเร็วเพื่อให้พวกเราได้มีเวลาไปชื่นชมความงามด้านบนนานหน่อย หิน Pidurangala นี้เป็นหินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Lion Rock หรือ Sigiriya ด้านล่างก่อนทางขึ้นเป็นวัด ซึ่งเราต้องถอดรองเท้าเดินผ่านไปด้านหลัง แล้วค่อยเดินขึ้นทางชันผ่านพระนอน ซึ่งอยู่ระหว่างทาง ก่อนถึงยอดด้านบนเป็นหินหลายก้อนที่ซ้อนกันไม่เป็นทาง ต้องปีนป่ายใช้แรงกันพอควร ยิ่งมาเจอกับกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นที่มาแบบกลุ่มใหญ่ต้องคอยระมัดระวังให้กับบรรดาลุงป้าสูงอายุแต่มีจิตใจแข็งแกร่งพยายามขึ้นมาด้านบนหินนี้

    บนนี้ไม่มีค่าเข้าคนละ 500 รูปี (100 บาท) บางคนที่เจอกันบอกว่ามาที่นี่แห่งเดียวก็พอ เพราะจุดนี้คือจุดที่สวยที่สุดในการชมเมืองสิกิริยาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งค่าเข้าค่อนข้างสูง ประมาณ 35 ดอลลาร์ ฉันเห็นด้วยกับเขาว่าที่นี่คือจุดชมวิวที่สวยจริงๆ ไม่ว่าจะมองด้านไหนไม่เพียงแต่ด้านชมหินใหญ่ก้อนนั้น ผืนป่าเขียวหนาทึบและเจดีย์สีขาวไกลๆ แม่น้ำที่พาดผ่านส่องประกายวิบวับ เรามองเห็นความสงบร่มรื่นจากบนนี้ สมกับเป็นสถานที่ที่พระ หรือบางคนขึ้นมานั่งสมาธิตั้งแต่อดีต ได้เฝ้ามองความทะเยอทะยาน และการล่มสลายอันไม่จีรัง ของเมืองใหญ่ตรงหน้า อย่างไรก็ตามฉันก็ยังอยากจะไปเดินขึ้นเพื่อชมวิว และชมหลักฐานความทะเยอทะยานนั้นด้วยตาสองข้าง ขาสองขาของฉันในวันพรุ่งนี้แต่เช้า

    SIGIRIYA ROCK FORTRESS

    Sigiriya , Srilanka

    สิกิริยา หรือ หินสิงห์โต ถือแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของศรีลังกา ด้วยความสูงของหินกว่า 200 เมตรที่โผล่พ้นผืนป่าขนาดใหญ่ ทำให้มีความโดดเด่นมาตั้งแต่โบราณในความสูงส่งและยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นใด สิ่งนั้นอาจเป้นเหตุให้กษัตริย์ผู้ทะเยอทะยานขึ้นไปสร้างพระราชวังบนยอดสูงสุดของหินก้อนนั้นดั่งอยู่บนสวงสวรรค์ แต่ขณะเดียวกันความสูงนี้ก็ทำให้ถูกล้อม และไม่สามารถส่งเสบียงขึ้นไปด้านบน เมื่อถูกศัตรูกลับมาแก้แค้นในภายหลัง

    ตามประวัติเมืองด้านบนนี้ถูกสร้างโดยกษัตริย์กัสยปะเมื่อประมาณปี ค.ศ.400 หลังจากทรงทำการปิตุฆาต ฆ่าบิดา และขับไล่น้องชายต่างมารดาเจ้าชายโมคคัลลาน์ รัชทายาทซึ่งเป็นลูกชายของมเหสีเอกผู้มีสิทธิครองราชย์จนต้องหนีไปไกลถึงอินเดีย เนื่องจากทรงเป็นลูกเมียน้อยสามัญชนไม่มีสิทธิครองราชย์ เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ที่เมืองอนุราธปุระ แต่ต่อมาถูกประชาชนลุกฮือต่อต้านจนต้องหนีสร้างเมืองใหม่ที่สิกิริยา บนหินใหญ่ท่ามกลางป่าใหญ่ ทรงใช้เวลาในการปกครองที่เมืองแห่งนี้ไม่นานก็ถูกกองทัพของน้องชาย เจ้าชายโมคคัลลาน์ตามมาปราบ จนต้องฆ่าตัวตายในพระราชวังเมื่อปีค.ศ. 495 และเมืองนี้ก็ถูกทิ้งให้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของบรรดาพระสงฆ์จนถึงประมาณปี ค.ศ.1300 จากนั้นก็ถูกลืมไปจนได้รับการค้นพบอีกครั้งในปี 1815

    เมืองสิกิริยาด้านบนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 7 ปี เราเดินขึ้นบันไดไปตามทางซึ่งเป็นบันไดในยุคใหม่ มีร่องรอยคล้ายขั้นบันไดเล็กๆให้เห็นบ้างแต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นทางขึ้นเพื่อไปสร้างพระราชวังด้านบนนั้นได้ ระหว่างทางผ่านสวนป่า สวนน้ำ ชมภาพเขียนเฟรสโก้รูปนางอัปสรที่สีสันยังสดใส ผนังกระจกที่ไม่ใสแล้วแต่ราบเรียบเนียนกิ๊ก ก่อนจะไปถึงอุ้งเท้าสิงห์โตที่จะต้องไต่บันไดสูงอีกครั้งเพื่อไปถึงบริเวณที่เคยเป็นพระราชวังด้านบน

    ไม่มีซากพระราชวังเก่าให้เห็นเพราะของเดิมถูกสร้างด้วยไม้ แต่ส่วนฐานที่ถูกก่อด้วยหิน และร่องรอยสระน้ำ แผนผังต่างๆยังมองออกว่าเคยมีสิ่งก่อสร้างถูกสร้างอยู่ด้านบนแห่งนี้ กษัตริย์กัสยะปะน่าจะเป็นผู้มีอารมณ์ศิลปะอย่างมาจากการแกะสลักหินก้อนใหญ่ให้เป็นรูปสิงห์โต แม้ปัจจุบันเหลือเพียงอุ้งเท้าขนาดใหญ่น่าเกรงขามให้เราได้เห็นก่อนเดินขึ้นอีกชั้น รวมทั้งที่นั่งชมวิวความงามด้านบนที่ถูกทิ้งไว้ว่าเป็นสถานที่ชมวิวของท่านขณะใช้ชีวิตบนยอดเขาแห่งนี้พร้อมด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าสำหรับสรงน้ำกับเหล่าสนมกำนัล อันอาจเป็นต้นแบบรูปภาพหญิงสาวในภาพเขียนเฟรสโก้ที่ได้เห็นระหว่างทาง

    ค่าเข้าชม 35$ สำหรับชาวต่างชาติอาจจะดูสูงมากเมื่อเทียบกับหลายแหล่งท่องเที่ยวในศรีลังกา แต่ฉันคิดว่าคุ้มค่าน่าชมทุกส่วน แม้จะต้องออกแรงเดินกันสักนิดเพื่อมาถึงบนยอดด้านบนพร้อมเหงื่อไหลไคลย้อย แต่ลมเย็นๆ และนั่งพักชมวิวบนนี้ก็คลายเหนื่อยได้มาก ควรมาถึงเช้าๆหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์จำนวนมาก เพราะช่วงเวลาต้องรอต่อคิวเดินบนทางแคบๆ และอากาศร้อนอาจสร้างความหงุดหงิดไจนพลาดที่จะหันไปชื่นชมสิ่งส่วยงามระหว่างทาง

    ด้านบนหิน Lion Rock ซึ่งเคยถูกสร้างเป็นพระราชวังด้านบน ตัวพระราชวังซึ่งทำด้วยไม้ไม่มีซากให้เห็นแต่คงได้จากฐานรากและสระน้ำที่ขุดไว้

    พักที่ไหน

    มาเที่ยวเมืองสิกิริยา สามารถเลือกพักได้ทั้งที่ดัมบุลลา หรือ สิกิริยา ทั้งสองเมืองนี้ห่างกันประมาณ 30 กม. ลักษณะที่พักจะเป็นรีสอร์ทในสวนป่า ร่มรื่น ตั้งแต่เกสเฮ้าส์ไปจนถึงแบบ 5 ดาว นอนชมวิวหินก้อนใหญ่อันเป็นสัญญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

    Hotel Gala Addara  เมืองดัมบุลลา เป็นที่พักสไตล์เกสเฮ้าส์ อยู่ภายในสวนที่ร่มรืน พร้อมอาหารเช้า มีบริการอาหารเย็น แต่ต้องสั่งล่วงหน้า อยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถบัส และประมาณ 3 กม.ห่างจากถ้ำดัมบุลลา ที่พักร่มรื่น สะอาด พร้อมแอร์และไวไฟ เราไปถึงช่วงเที่ยงๆ ขณะที่พนักงานกำลังทำความสะอาด จึงได้ฝากของไว้ก่อนแล้วออกไปเที่ยว ค่อยกลับมาเช็คอินในตอนเย็น ซึ่งทุกอย่างพร้อมเรียบร้อยดีมาก อย่างไรก็ตามจากถนนใหญ่เข้ามาถึงที่พักต้องเดินประมาณ 200 เมตร จึงแนะนำสำหรับคนที่ขับรถมาเอง หรือติดต่อเช่ารถตุ๊กตุ๊ก รับส่งส่วนตัวจะสะดวกขึ้น