Nim Journey

A Legend of Travel

  • พอเช็คอินที่ดอนเมือง เพื่อบินมางานวิ่งที่ภูเก็ต ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ภูเก็ตเนี่ยมาหลายรอบแล้วเหมือนกันนะ ด้วยเหตุผลต่างๆนานามากมาย บางเรื่องก็นานมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะลืมไปแล้ว เพิ่งมานึกได้ก็ตอนมีเวลานั่งคอยขึ้นเครื่อง แล้วนั่งทบทวนว่าเราไปที่ไหนในภูเก็ตมาแล้วบ้าง เพราะคราวนี้นอกจากจะมาเพื่อวิ่งแล้ว ฉันยังมีเวลาอีก 2 วัน เต็มๆเพื่ออยู่เที่ยวในภูเก็ตอีก

    สมาชิกนักวิ่งไปรออยู่แล้วที่ภูเก็ต 5 คน เพราะเรามากันคนละไฟล์ท แต่พอไปถึงเพื่อนๆก็น่ารักมาก อุตสาห์ให้รถตู้แวะกลับมารับที่สนามบินอีกที แล้วมุ่งหน้าตรงไปหาของกินในย่านเมืองเก่าของภูเก็ต แถวๆถนนถลางกันเลย หลังจากหิ้วท้องมาแต่เช้าจากกรุงเทพ เพราะดอนเมืองไม่ได้มีของกินอร่อยๆ ให้รองท้องมากนัก แถมราคายังแพงลิบลิ่ว ขนมบนเครื่องแค่พอแก้หิว ที่สำคัญอาหารอร่อยๆที่ภูเก็ตรออยู่ข้างหน้า ทริปนี้นอกจากตั้งใจมาวิ่งแล้ว เรื่องกินก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเราข้ามน้ำข้ามทะเล บินลัดฟ้ามาถึงที่นี่

    เราเริ่มต้นกันที่ร้านอาหารพื้นเมืองภูเก็ต ลกเที้ยน ตรงมุมสี่แยกถนนดีบุกตัดกับถนนเยาวราช  แต่ที่จริงเพื่อนๆเค้าเริ่มกันไปก่อนแล้วที่หมี่สะปำ ร้านป้าเจียร  แต่เพื่อนๆมีน้ำใจมานั่งกินเป็นเพื่อนด้วยความอยาก 555 อาหารที่นี่หลากหลายดี มีทั้งบะหมี่ หมูสะเต๊ะ ปอเปี๊ยะสด และต่างๆนานา จำชื่อไม่ค่อยได้ ยังไงถ้าได้ไปเชื่อว่าแทบทุกคนที่ไปเที่ยวคงได้สั่งกันครบหมดทุกร้านเหมือนเรา แล้วเดินมาตบท้ายของหวานริมทาง โอ๊วเอ๋ว ขนมหวานน้ำแข็งไสขึ้นชื่อของภูเก็ต
    20140612-142922-52162808.jpg

    20140612-142922-52162591.jpg
    ย่านเมืองเก่าภูเก็ต

    จากนั้นพวกเราก็เริ่มออกเดินเล่นในย่านเมืองเก่าของภูเก็ต รอบนี้ย่านนี้เปลี่ยนไปดูโล่งโปร่งตาขึ้น เพราะสายไฟที่ระโยงระยางเกะกะสายตา ถูกนำเอาลงพื้นไปหมดแล้ว ย่านนี้เคยมาเดินแล้ว แต่ให้เดินอีกกี่ทีก็ยังสวย น่าเดินเล่นเหมือนเดิม เพราะตึกเก่าชิโน-โปรตุกีส ที่ได้รับการอนุกรักษ์ดูแล และผู้คนที่ยังใช้ชีวิตเหมือนเช่นในอดีต บ้างเป็นร้านขายเสื้อผ้า ขายของใช้  บางห้องถูกปรับตกแต่งเป็นโรงแรมเล็กๆ ร้านกาแฟน่านั่ง บนสายเก่าแห่งนี้ ที่ถูกใจมากๆ เห็นจะน่าดีใจที่ไม่มีร้าน 7-11 หรือฟาสต์ฟู๊ดชื่อดังมาโผล่ให้เสียอารมณ์ความชิล ความน่ารัก แต่มีรถสวยๆเก่าๆ จักรยานเก๋ๆ ต้นไม้เล็กๆ ป้ายเท่ๆ และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายให้เราเดินมอง แม้วันนี้จะอากาศร้อนอบอ้าว ฟ้าไม่ใส แต่เดินบนถนนนี้ยังไงก็ไม่มีเบื่อ ทุกห้อง ทุกร้านต่างมีน้ำใจ และคงเข้าใจในความงดงามของถนนที่ต่างเป็นเจ้าของ จึงไม่มีการหวงห้ามหากเราจะแวะเวียนไปถ่ายรูปหน้าร้าน บางร้านยังเรียกให้เราเดินเข้าไปชม ไปถ่ายรูปถึงข้างในได้โดยไม่หวงห้ามด้วยซ้ำไป

    วันนี้เราเที่ยวกันเบาๆ ไม่กล้ากินอาหารหนักๆ เพราะพรุ่งนี้ต้องเตรียมตัวตื่นแต่เช้าไปทำภาระกิจสำคัญ คือร่วมงานวิ่ง Laguna Phuket International Marathon 2014 สุดท้ายอาหารมื้่อเย็นของเราวันนี้ก็เลยเป็นแค่ “ข้าวเหนียว หมูปิ้ง” แล้วรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เราต้องตื่นกันแต่เช้าตี 4 เพื่ออาบน้ำและไปเตรียมตัวที่สนามของลากูน่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา
    งานนี้นักวิ่งสมัครเล่นอย่างพวกเรา สมัครไว้แค่มินิมาราธอน 10.5 กม. แต่มีพี่ในกลุ่มเป็นหน้าเป็นตาวิ่ง Half Marathon 21 กม. ค่อยดูสมเหตุสมผลในการมาภูเก็ตหน่อยนึง แหม! นึกถึงเพื่อนที่วิ่งด้วยกันถามว่ามาวิ่งกี่กิโล แล้วพอเราบอก 10.5 กม. โดนหัวเราะใส่ว่า วิ่ง 10 กม.ก็อุตสาห์บินมาเนอะ ….. แหม 10 กิโล ก็จะแย่แล้วนะเค๊อะ 5555

    20140612-142923-52163217.jpg
    ร้านขนมจีนป้าติ่ง

    เช้าวันที่วิ่งอากาศไม่ร้อนแรงด้วยแสงแดด แต่อบอ้าวเพราะเมฆครึ้ม และโชคดีที่ไม่มีฝน ทีมงานมีการจัดการดีมาก ทั้งภายในเต้นท์ จัดการเรื่องห้องน้ำ facilities ต่างๆ ไปจนถึงระหว่างวิ่งมีน้ำดื่ม เกลือแร่ ฟองน้ำ บริการตลอดเส้นทาง งานนี้เป็นงานใหญ่ มีนักวิ่งจากต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมกันมากมาย คนไทยเองก็ไม่น้อย น่าดีใจที่คนหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น และมีกิจกรรมงานวิ่งทุกอาทิตย์ให้เราได้เลือกเข้าร่วม เปลี่ยนบรรยากาศไม่จำเจอยู่แค่ที่สนามใกล้บ้าน งานนี้คึกคัก สนุกสนาน รวมถึงตัวฉันเองด้วย ที่อาการเจ็บเข่าที่เป็นมาเกือบก 2 เดือน หายดีขึ้น งานนี้วิ่ง 10 กิโลเมตร โดยที่แทบจะไม่มีอาการหลงเหลือเลย เวลาที่วิ่งกลับมาใกล้เคียงกับที่เคยทำไว้เดิม ต่อไปจะได้เข้าสู่เป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ให้การวิ่ง 10 กม.ไม่เกิน 1 ชั่วโมง งานนี้จับเวลาได้ไปที่ 10.40 กม. ทำเวลา 10.10 นาที นับว่าน่าพอใจสำหรับตัวเอง
    20140612-142923-52163011.jpg
    หลังจากวิ่งเสร็จแล้ว เราก็เข้าสู่ภาระรอง ที่น่าสนใจกว่าภาระหลักคือกิน เที่ยว หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเราไปเริ่มอาหารเช้าสไตล์ภูเก็ตที่ร้านขนมจีนป้าติ่งกันค่ะ ขนมจีนที่นี่เค้าให้ตักแบบบุฟเฟต์ เลือกน้ำยาที่มีหลากหลายทั้งน้ำยาป่า น้ำยาปลา น้ำเงี้ยว น้ำพริก แกงเขียวหวาน ทานกับผักหลากหลาย และไก่ทอด ที่นี่เราไปกันสาย 10 โมง ผักหลายอย่างก็ร่อยหรอ แต่รสชาติก็ยังอร่อยไม่ผิดหวังค่ะ

    หลังจากนั้นก็ไปชมวิวเมืองภูเก็ต บนเขารัง จิบกาแฟ ลมเย็นๆ ทำเอาเกือบหลับกันทั้งแก็งส์ เพราะตื่นกันแต่เช้า และยังคงเพลียจากวิ่งเมื่อเช้านี้กัน
    เราไปเที่ยวกันสบายๆ ตามเส้นทางรอบนอกของภูเก็ตไปชมแหลมพรหมเทพ – จุดชมวิว 3 อ่าว (กะตะน้อย-กะตะ-กะรน) จากนั้นก็แวะไปไหว้พระที่วัดฉลอง วัดดังประจำจังหวัดภูเก็ต อากาศร้อนเอาเรื่อง เดินกันเหงื่อท่วมตัวเลย
    20140612-142923-52163394.jpg
    มื้อเย็นวันนี้ทีแรกตั้งใจจะไปกินกันที่ร้านระย้า ร้านดังไฮโซของภูเก็ต แต่ด้วยความที่ตอนนี้เราวนเวียนเที่ยวอยู่รอบนอกตัวเมือง และภูเก็ตก็รถติดไม่เบา ที่สำคัญอาหารอร่อยๆ ในภูเก็ตก็มีมากมาย เราจึงลงความเห็นว่าไปร้านอาหารชื่อดังรสแซ่บอีกแห่งไม่ไกลแถวๆป่าหลาย ที่ร้านหมอมุดง กันดีกว่า ร้านนี้ฉันมาเป็นครั้งแรก มาแล้วก็ติดใจอีก อาหารพื้นบ้านที่นี่รสแซ่บจัดจ้าน หลากหลาย และราคาก็ไม่แพง แหม เห็นรูปแล้วยังอยากบินไปกินอีกซักรอบเลย 555

    20140612-143339-52419897.jpg
    ร้านหมอมุดง

    เราจบวันนี้ด้วยความอร่อย และกลับถึงที่พักไม่ดึกมาก แต่พออาบน้ำเสร็จหัวถึงหมอนก็หลับได้ทันที เพราะทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย ทั้งอิ่ม —หลับสบายเลยค่ะ

    เช้าวันต่อมา พวกเรามีเวลาอีกวันสำหรับการทัวร์ภูเก็ต ก่อนจะกลับกรุงเทพตอนบ่ายสามสำหรับฉัน และห้าโมงเย็นสำหรับเพื่อนๆ เช้านี้เราเริ่มกันด้วยอาหารเช้าของภูเก็ตสไตล์จีนๆ ที่ร้านสภากาแฟ SR แต่เตี้ยม ร้านนี้พี่คนขับแนะนำ ร้านโล่งโปร่งสบาย บริการดี พอไปถึงพวกเราก็หยิบติ่มซำใส่ถาดกัน 3-4 ถาด แล้วไปส่งให้พนักงานนึ่ง ระหว่างนั่งรอก็สั่งทั้งโจ๊ก บะกุดเต๋ หมี่ซั่ว โอ้โห พอติ่มซำชุดที่เราสั่งมาถึงปรากฎดังภาพที่เห็น มากมายหลายสิ่ง แต่ก็สามารถจัดการทั้งหมดได้เรียบร้อยไม่เหลือ เพราะทั้งสด ทั้งอร่อย แถมยังตบท้ายของหวานเป็นซาลาเปาอีกคนละลูก สบายใจ อิ่มหนำสำราญกันไป

    20140612-142923-52163594.jpg
    ร้าน SR แต่เตี้ยม

    หลังอิ่มแน่น ก็ต้องพักท้อง หาที่เที่ยวเดินย่อย แต่เพราะมาคราวนี้เราเน้นแค่กินเที่ยวในเมือง ไม่มีโปรแกรมเที่ยวเกาะ เที่ยวหาดไกลๆ วันนี้เราก็เลยกลับมาที่ถนนสายเดิมอีกครั้ง แต่เข้าไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ บ้านเก่าด้านในกัน ที่พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ราคาเข้าชมคนละ 50 บาท ระหว่างชมมีเจ้าหน้าที่แนะนำอธิบายให้ด้วย แต่ละห้องเล่าถึงเรื่องราวตั้งแต่ชาวจีนเข้ามายังเมืองไทย และมาถึงภูเก็ต เริ่มทำเหมืองแร่  กลุ่มคนจีนที่มีส่วนทำให้ภูเก็ตเจริญเติบโตเข้มแข็ง และมีวัฒนธรรม เอกลักษณ์โดดเด่น พัฒนาเมืองให้เจริญเติบโต แสดงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ตั้งแต่เกิด แต่งงาน จนตาย การเรียนรู้ สังคม ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมากๆ ทำให้เห็นว่าคนทำมีความตั้งใจอย่างมากที่จะรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเก็บรักษาสิ่งดีๆของภูเก็ตเอาไว้ สืบต่อไปนานๆ

    20140612-142923-52163809.jpg

     

    ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีร้านกาแฟสวยๆให้เรานั่งเพลินๆ หลบแดด ก่อนจะลาจากภูเก็ต โดยสามารถเข้าได้ทั้งด้านหน้า และด้านข้างๆพิพิธภัณฑ์ เรานั่งเล่นพูดคุย สนทนากันอีกพักใหญ่

    20140612-142924-52164002.jpg

    ฉันอำลาภูเก็ตคราวนี้ที่ร้านอร่อยใกล้สนามบิน ร้านหมี่สะปำ ป้าเจียร สาขา2 มารอบนี้เราไม่ได้ไปทานอาหารทะเลกันเลย เพราะแค่นี้ก็แน่นท้อง อิ่มหนำสำราญกับความอร่อยของอาหารที่ฉันยกนิ้วให้เลยว่าอาหารที่นี่นับเป็นสุดยอดความอร่อย แถมมีวิถีการกิน ที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านขายอาหารมีหลากหลายตั้งแต่อาหารเช้า อาหารกลางวัน อาหารเย็น และของทานเล่นระหว่างมื้อ แต่ละอย่างแบ่งกันขาย มีเวลาให้ทานเป็นมื้อๆ ตามเวลา ไม่ใช่คิดจะกินก็ได้กิน มาสายมีอด มาเร็วก็ต้องรอ และแต่ละมื้อก็มีหลากสไตล์ทั้งแบบไทย จีน มุสลิม เพราะมีผสมผสานหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา อ้าว! ว่าแล้วคราวนี้เราไม่ได้ลองแบบมุสลิม แนวโรตีกันเลย เห็นมั๊ยว่าภูเก็ตต้องไปอีกหลายครั้งกว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารได้ครบ

    สงสัยว่าปีหน้าต้องได้ไปวิ่งอีกรอบแน่ๆ

    20140612-142924-52164222.jpg

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part IV  (Pride is forever)

    ก่อนจะเริ่มเขียนตอนต่อไป ขอบ่นหน่อยว่าทำไมชื่อเรื่องต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยหว่า :O
    ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วตอบว่า “วันนั้นที่เขียนลงไปคงดูอินเตอร์ดีมั้ง ครั้งแรกกับการเทรคกิ้งที่เนปาล มันธรรมดาทื่อๆไปเนอะ หรือจะตั้งว่าเสียดายคนไม่ได้ไปไม่ได้เทรค แหม! ก็ดูจะเลียนแบบหนังสือดังเค้าไปหน่อย” บร้า คิดๆๆๆ คิดตั้งนาน คิดไงก็ไม่ออก มัวแต่คิดชื่อเรื่อง ตัวเรื่องก็ยังไม่ได้ลงมือซักที งั้นเอามันทื่อๆ ง่ายๆ นี่แหละวะ

    พอแระ เข้าเรื่องดีกว่า

    หลังจากได้พักผ่อนสบายๆ ชื่นชมธรรมชาติอย่างเต็มที่ เราทุกคนไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแผนการใดๆทั้งสิ้น เดินหน้าต่อไปตามที่ตกลง ซึ่งทุกคนสดชื่นแจ่มใส และยอมรับกับชะตากรรมว่าจะต้องเดินต่อกันอีก 3 วันข้างหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
    เหมือนดังเช่นทุกเช้าที่อากาศยามเช้ามักจะสดใสรอต้อนรับนักเดินเขาด้วยความสดชื่นเบิกบาน เหมือนเป็นพลังและกำลังใจให้ทุกคนได้ดื่มด่ำธรรมชาติที่งดงามตรงหน้า ยอดเขา Annapurna ยอดFish Tail เผยโฉมให้เห็นเป็นของขวัญตอนเช้าและเป้าหมายข้างหน้าให้กับทุกคน แต่สำหรับกลุ่มเราวันนี้เดินหันหลังไปอีกทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังยอด Poon Hill ยอดที่หลายคนมุ่งมั่นเดินขึ้นไปเพื่อชมยอดเขาเหล่านี้ ประชันโฉมกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ว่ากันว่าที่นั่นเป็นจุดชมวิวยอดเขาที่สวยงามที่สุด บางคนถึงไม่ได้มาแตะเบสแคมป์เช่นเรา ก็ขอขึ้นไปยังแค่ Poon Hill เพื่อได้ชมความงามของยอดเขาเหล่านี้แทน

    วันนี้อากาศสบายๆ เสื้อกันหนาวตัวหนาๆถูกเก็บยัดลงไว้ข้างล่างเป้ เราใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพราะหากเดิน เดิน ต่อไป แสงแดด และความเหนื่อยก็จะทำให้เราร้อนขึ้นมาได้  แต่เสื้อกันฝนก็ยังขาดไม่ได้ ห้อยเตรียมไว้พร้อมใส่ตลอดเวลา ซานโต๊สบอกว่าวันนี้เดินประมาณ 5 ชั่วโมง แวะกลางทางกินข้าวกันที่ Chuli ซึ่งเดินไปประมาณ 2.30 ชั่วโมง
    วันนี้เราเดินเรียงแถวตามๆกันมา ไม่ทิ้งห่างกันนักไปพร้อมๆกับไกด์และลูกหาบ บรรยากาศเดินเรื่อยๆสบายๆ ด้วยความคล่องและความชำนาญที่เราได้ผ่านความทุกข์ยากในช่วง 4-5 วันก่อนหน้า เส้นนี้ไม่ได้มีความสูงมาก ทำให้ทุกคนค่อนข้างมั่นใจว่าคงจะไม่มีใครและตัวเองเป็น AMS กันเป็นแน่ ก็ในเมื่อสามารถผ่านเส้นทางที่สูงกว่ามาแล้ว การเดินขึ้นเขาก็ไม่ยากเหมือนกับการเดินขึ้นเขาในช่วงขาขึ้นไปยัง ABC ซึ่งมีความสูงมากกว่ายิ่งสูงออกซิเจนยิ่งน้อย แต่เส้นทางนี้จากนี้ไปยังผ่านนาขั้นบันไดสวยๆ ผ่านป่าโปร่ง ซึ่งมีต้นไม้ให้ร่มเงา มีอากาศ และออกซิเจนบริสุทธิ์ให้เราได้เดินสูดล้างปอดกันอย่างเต็มที่ ฉันมีความรู้สึกเหมือนว่าเราได้ผ่านงานยาก งานหินมาแล้ว การเดินไปยัง Poon Hill เส้นนี้ แม้จะยากลำบากอย่างไร มันมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ายังไงก็ไปถึงแน่ๆ แค่มองทางข้างหน้าเดินไปถึง แล้วก็มองทางข้างหน้าเดินไปถึง วางเป้าหมายการเดินให้สั้นๆง่ายๆ แล้วตื่นเต้นกับโค้งข้างหน้าที่รอเราอยู่ พูดตรงๆว่าฉันเริ่มสนุกกับการเดินไปเรื่อยๆ

    IMG_1821
    วิวนาขั้นบันไดสวยๆ ระหว่างเส้นทางเดิน
    IMG_1774
    บรรยากาศร่มรื่น ทำให้เพื่อนสองสาวเพลิดเพลินจนเดินหลงไปกับกลุ่ม จนไกด์ต้องไปเดินตามหา
    IMG_1819
    ด้านซ้ายเป็นโรงเรียน สำหรับเด็กบนภูเขา เราช่วยกันบริจาคสมทบทุนให้กับที่นี่ด้วย

    เส้นทางนี้จะว่าไปก็ไม่ได้ง่ายดายนัก เรายังต้องเดินขึ้น เดินลง ขึ้นเขา ลงเขาหลายสิบลูกไม่แพ้กัน ช่วงที่ลัดเลาะขึ้นไปตามนาขั้นบันได ก็เหนื่อยแทบขาดใจไม่น้อย เวลาข้ามสะพานแล้วมองเห็นทางขึ้นข้างหน้าที่รออยู่ก็ท้อใจทีเดียว แต่หลังจากการเดินมาหลายวัน ส่วนที่ยากลำบากสำหรับฉันที่ร่างกายเริ่มประท้วงออกอาการก็คือเข่าข้างขวา จะเจ็บมากๆตอนที่ต้องเดินขาลงบันได อย่างที่เราได้รู้มาแหละว่า ที่จริงแล้วการเดินลงคือการลงน้ำหนักที่เข่า เรียกว่าเดินขึ้นก็เหนื่อยแฮ่ก เดินลงเจ็บเข่าตลอดทาง  แต่ใจนั้นสู้ และยังสนุกสนานกับการเดินเทรคตลอดเวลา การที่เราได้เดิน ทำให้เราได้สูดกลิ่นอายจากรอบข้าง มองสองข้างทางอย่างพิจารณา ได้จับและสัมผัสต้นไม้ใบหญ้า รู้สึกดีเวลาลมมาปะทะใบหน้าที่เหงื่อซึมๆ

    20140605-162937-59377692.jpg
    ก้าวเดินไปเรื่อยๆ
    20140605-162937-59377451.jpg
    เหนื่อยก็หยุด แวะพัก ถ่ายรูปกัน

    สองวันนี้เราเดินทางมาถึงปลายทางตามเวลาที่คาด ไม่เกิน 5 โมงเย็นของแต่ละวัน ทุกวันก็ยังคงเจอฝนเช่นเดิม แต่ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับช่วงแรก เสียงพร่ำบ่นคร่ำครวญของพวกเราน้อยลง เพราะเก่งขึ้น เดินกันได้ดี และเรารู้ว่ายังไงก็ยังคงต้องเดินต่อไปสู่จุดหมายเดียวที่เหลือข้างหน้า ไม่มีทางเลือกใดๆ ให้ไขว้เขว้ต่อไป
    ที่ Ghorepani เป็นปลายทางในวันสุดท้าย ที่เราจะพักสำหรับการเทรค และเป็นฐานสำหรับการเดินขึ้นต่อในยามเช้าตอนตีห้าเพื่อขึ้นไปชมทิวเขาที่เรียงรายตรงหน้า ฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องในยามเช้า การตื่นเช้ากับฉันเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ครั้งนี้ก็ไม่เว้นเช่นกัน แหม ถ้าเป็นไปได้อยากจะนอนรอเพื่อนที่โรงแรมซะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะการขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นเนี่ย มันหาใช่ the must สำหรับตัวเอง แต่การเดินขึ้นไปบน Poon Hill เนี่ยมันพลาดไม่ได้ ถ้าได้เดินซัก 7-8 โมงเนี่ยถึงไหนถึงกัน แต่วันนี้เราเร่งตื่นแต่เช้า แถมต้องเร่งวิ่งขึ้นไปให้ทันแสงอาทิตย์อย่างเพื่อนๆ และนักท่องเที่ยวบางคน สำหรับฉันขอค่อยๆเดิน ดุ่มๆขึ้นไป แค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว ฉันเลยได้ถึงช้ากว่าใครเค้า ก็ไม่เป็นไร ช้าหน่อย บนนี้ก็ยังสวยในสายตาของฉัน ยอดเขาทั้งหมดเรียงรายอยู่สวยงามตรงหน้า ทั้งยอด Dhaulagiri ยอด Annapurna south ยอด Fish Tail ดูอลังการยิ่งใหญ่ เต็มตา ขนาดขึ้นมาบนความสูงที่ 3200 เมตร บน Poon Hill ความยิ่งใหญ่ของยอดเขาตรงหน้า ก็ยังตระหง่านและสูงใหญ่ มนุษย์อย่างไร ไม่มีทางเทียบเทียมธรรมชาตินั้นได้เลย

    ยังไม่ถึงยอด แต่ต้องห้ดทำท่าพิชิตยอดไว้ก่อน เดี๋ยวถึงที่จะได้ไม่ขัดเขิน 555
    ยังไม่ถึงยอด แต่ต้องห้ดทำท่าพิชิตยอดไว้ก่อน เดี๋ยวถึงที่จะได้ไม่ขัดเขิน 555
    คราวนี้ถึงยอด Poon Hill แล้วค่ะ เย้!!!!
    คราวนี้ถึงยอด Poon Hill แล้วค่ะ เย้!!!!
    ป้ายบนยอด Poon Hill อันนี้สวยมากๆ ต้องมี ใครมาถึง ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด
    ป้ายบนยอด Poon Hill อันนี้สวยมากๆ ต้องมี ใครมาถึง ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด
    ยอด Dhaulagiri สวยตระหง่านตระการตา จากยอด Poon Hill
    ยอด Dhaulagiri สวยตระหง่านตระการตา จากยอด Poon Hill

    จงมาดูเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่งดงาม และอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ตระการตา  นั่นเป็นความคิดของฉัน หลังจากนั้นก็เดินวนเวียนรอบๆ ดูให้ทั่วๆ ก่อนจะเดินลง ไปที่โรงแรมเพื่อเก็บสัมภาระทั้งหมด เตรียมตัวเดินทางลงสู่ตีนเขาด้านล่าง อีก 5-6 ชั่วโมงข้างหน้า

    ภาระกิจพิชิตเบสแคมป์ และไล่ตามหนึ่งในความฝันของคนที่รักการเดินทางอย่างฉัน สำเร็จสมความมุ่งหมาย เราก้าวเดินกันเป็นหมื่นเป็นแสนก้าว ขึ้นบันไดกว่าหมื่นขั้น ข้ามภูเขาหลายลูก ลำธารหลายสาย สะพานหลายเส้น เดินสวนกับนักเดินทางมากมาย ส่งเสียงทักทาย “นมัสเต” และยิ้มแย้มให้กับผู้คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร เราต่างยิ้มแย้มเป็นกำลังใจ และยกย่องหัวใจต่อกันและกัน การเดินทำให้โลกช้าลง มีเวลาสำรวจธรรมชาติรอบข้าง เก็บเกี่ยวความงามตามรายทาง คติสอนใจ เรื่องราวต่างๆผุดขึ้นมาเป็นระยะยามเหนื่อยและท้อแท้ แต่มันพองโตสุดๆเมื่อเราไปถึงที่หมาย และภาระกิจสำเร็จเสร็จสิ้น เรื่องราวของพวกเราถูกนำมาพูดคุยระหว่างกันเมื่อพบหน้า และบางเรื่องราวมันแจ่มชัดมากๆ กับบางก้าวที่เกือบล้ม ล้มไปแล้ว และสองข้างทางที่ผ่านไปพร้อมความเจ็บปวดหรือเสียงหัวเราะ

    มันยากที่จะบรรยายบทสรุปของการเดินเทรค แต่สำหรับฉันมันคือการก้าวข้ามบางอย่างที่ฉันเคยคิดว่ายากที่จะทำได้ในวัยที่อายุน้อยกว่านี้ แต่วันนี้กลับสามารถทำได้ในวัยที่มากขึ้น การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉันยังต้องใช้มันไล่ตามความฝัน และการเดินทางที่ปรารถนาจะไปยืนอีกหลายแห่งในโลกใบนี้

    น่าจะเป็นรูปสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ หลังจากพิชิตเส้นทางในฝันสำเร็จ เราเดินลงไปขึ้นรถจิ๊ปที่ Hille ก่อนจะต่อรถตู้กลับ Kathmandu ในคืนนี้
    น่าจะเป็นรูปสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ หลังจากพิชิตเส้นทางในฝันสำเร็จ เราเดินลงไปขึ้นรถจิ๊ปที่ Hille ก่อนจะต่อรถตู้กลับ Kathmandu ในคืนนี้

    …………………………………………………………………………………………………………………

    Day 8  Trekking ฺChomrong-Chuli-Tadapani  6 hrs.
    Day 9  Trekking Tadapani-Banthanti (upper)-Deurali-Ghorepani 6 hrs.
    Day10 Trekking Ghorepani-Poon Hill-Ghorepani-Banthanti (lower)-Ulleri-Tike dhuka-Hille 8 hrs.
    จากนั้นต่อรถจิ๊ปออกมาที่ Nayapul เพื่อขึ้นรถตู้ในตอนเย็นเวลาประมาณ 18.00 น. มาถึงกาฎมัณฑุเวลาประมาณ 02.00 น.
    เช้าวันต่อมาเป็นวันสุดท้ายของเราที่เนปาล เตรียมขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพกันค่ะ

    จบทริปโหด มันส์ ฮา ได้รสชาติของชีวิตที่หลากหลายเป็นที่จดจำไว้ในความทรงจำของพวกเราทุกคน หลังจากระทมทุกข์ พร่ำบ่นว่าจะบ้าไปแล้ว มาเดินทำไมกัน มาถึงวันนี้ พวกเราต่างนึกถึงเทรคต่อๆไปกันอีกแล้วนะคะ ของแบบนี้ต้องลอง ต้องสัมผัส จึงได้รู้ว่าหากเราข้ามเส้นที่ยากลำบาก และไม่คิดว่าจะทำได้ เราทำทีละก้าว ทีละก้าว แล้วเมื่อถึงปลายทางหันกลับมามอง อุปสรรค ความยากลำบากทั้งหลายมันก็แค่ก้าวผ่าน ความเจ็บปวดเราทิ้งมันไว้ และมันอย่างมั่นใจว่าทุกอย่างเราผ่านได้ และผ่านมาแล้ว มันจบไปแล้ว หลังจากนี้ที่เหลือแก็คือความภูมิใจ และความกล้าหาญที่เจอเรื่องราวข้างหน้าต่อไปอย่างไม่ยี่หระต่อความยากลำบากอีกแล้ว

    Pain is temporary , Pride is forever.

    ดังนั้นเทรคต่อไปมีแน่ คอยชมกันต่อไป

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part III (ชีวิตที่รื่นรมย์)

    เช้าวันนี้อากาศไม่ได้สดใสเหมือนยามเช้าในทุกๆวัน แต่ก็ยังดีที่ไม่มีฝนตกให้วุ่นวายใจซ้ำเติมเราไปอีก แต่ข้าวของที่เราจัดการตากไว้ด้านนอกทั้งเสื้อกันฝน รองเท้า ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ไม่มีอะไรแห้งซักกะอย่างเดียว โดยเฉพาะรองเท้าคู่ทุกข์คู่ยากที่จะต้องสวมใส่เพื่อเดินทางต่อ ซักพักก็ได้ยินเสียงจากคุณต้น เพื่อนของเราแนะนำวิธีการใส่รองเท้าเปียกๆ เพื่อเดินทางกันต่อด้วยการ ใส่ถุงเท้าไปก่อน แล้วเอาถุงก็อปแก็บมาสวมทับจากนั้นค่อยสวมถุงเท้าอีกคู่นึงทับไปอีกที เพื่อให้เท้าเราไม่ชื้นจากความชื้นของรองเท้า และกันน้ำผ่านถุงพลาสติก/ถุงก็อปแก็บนั้น   ในขณะเดียวกันถุงเท้าคู่ล่างก็จะทำให้เราเดินได้สะดวกไม่ลื่น หากไม่สวมทับไปอีกที วิธีนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว ยิ่งถ้าเดินไปเรื่อยๆแล้วไม่เจอฝนอีก รองเท้าก็จะค่อยๆแห้ง เท้าเราก็แห้ง แล้วค่อยเปลี่ยนมาใส่แบบปกติ

    พูดถึงถุงพลาสติกแล้ว อีกเรื่องที่อยากแนะนำสำหรับการใส่ของในกระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค ให้เราเอาถุงพลาสติกหรือถุงดำ ถุงขยะขนาดใหญ่ใส่รองชั้นนึงก่อนจะใส่เสื้อผ้าและของใช้ จะช่วยป้องกันฝนได้ดีมากๆ เพราะถ้าเจอฝนยังไงก็ต้องชื้น และอาจมีน้ำซึมเข้ามาในกระเป๋าเสื้อผ้าเราแม้ว่าลูกหาบจะหาพลาสติกมาคลุมด้านนอกให้ แต่ก็ยังไม่น่าวางใจเท่ากับเราเอาถุงพลาสติกรองด้านในไว้ก่อน อย่างกรณีของพวกเราที่เตรียมการมาอย่างดี ทำให้พวกเราไม่มีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าหรือของใช้เปียกชื้นกันเลย

    ถึงแม้จะเป็นขาลง แต่บันไดหินเดินขึ้นก็มีให้เราเหนื่อยหอบเป็นระยะๆ

    เส้นทางเดินของเราวันนี้ไม่ไกลมากจาก Bamboo ผ่าน Sinuwa ซึงแบ่งเป็น upper Sinuwa และ lower Sinuwa ไปสิ้นสุดที่ Chomrong ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ตามที่ซานโต๊สบอก อย่างที่ว่าเพื่ออาจไปตัดสินใจกันอีกทีว่าจะไปต่อ หรือกลับโพครากันในวันถัดไป และอย่างน้อยก็ได้เป็นการพักครึ่งหลังจากเดินชนิดที่เรียกว่าตามควาย ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาสามสี่วันติดแล้ว
    จากBamboo จะยังเป็นเส้นทางที่ผ่านป่าหนาทึบในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ผ่านลงมาสู่เส้นทางโปร่งโล่ง มองเห็นนาขั้นบันไดที่เราผ่านมาเมื่อสองวันก่อน ถึงแม้เป็นขาลงจาก ABC แต่เส้นทางก็ยังขึ้นๆลงๆ ไปตามทิวเขา ยังมีบันไดให้เราปีนป่ายเดินขึ้นไม่ใช่น้อย มันเหมือนกันกับว่าบันไดขึ้นสำหรับทางลงจะมีมากกว่าขาขึ้น ABC ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ไม่เร่งรีบ เดินกันเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก ก็ยังพอบรรเทาความเครียดสำหรับพวกเราไปกันได้บ้าง ประมาณเที่ยงๆ ตามเวลาเราก็มาถึง Upper Sinuwa เพื่อทานอาหารกลางวัน หลังจากได้เติมแรงกัน ก็เดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อไปยังเป้าหมายต่อไปที่ Chomrong ซึ่งใช้เวลาอีกแค่ 1.30 ชั่วโมง

    IMG_1631
    วันนี้มีเวลาเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ป่ากุหลาบพันปี สองข้างทางที่เราเดินผ่าน
    IMG_1663
    ได้สูดกลิ่นหอมสดชื่นของป่าที่ร่มรื่นย์
    IMG_1676
    ช่วงนี้น่าจะเป็นป่าทึบแห่งสุดท้ายก่อนจะเดินเข้าสู่เส้นทางนาขั้นบันได

    วันนี้เรามีเวลาได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง สูดกลิ่นหอมของทุ่งนา กลิ่นบริสุทธิ์จากป่าเขา ละเลียดกับความงามของทิวเขาสูงใหญ่ คุยเล่นกันตลอดทาง ดูเหมือนเพื่อนร่วมทริปหลายคนเริ่มมีความสุขกับการเทรคมากขึ้น เรามีเวลานั่งนิ่งๆดูวิว ดูดอกไม้สวยๆกันอย่างจริงจัง กำลังใจของทุกคนเริ่มกลับมา จนบางคนตะโกนถามมาว่าจะไปหมู่บ้านถัดไปเลยมั๊ย เพราะเรามีเวลาเหลือเยอะ น่าจะไปถึง Chomrong กันประมาณบ่ายสาม แต่ฉันขอว่าให้วันนี้เป็นวันพักดีกว่าเพื่อจะมีแรงต่อสำหรับวันถัดๆไป และเริ่มเป็นที่แน่นอนว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันแล้วว่าคงต้องไป Poon Hill กันต่อแน่นอน ที่เหลือแค่ว่าไกด์ของเราจะจัดการแบ่งเวลาและจัดรถมารับเราในวันเทรควันสุดท้ายเพื่อกลับกาฎมัณฑุได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหาไม่ได้ พรุ่งนี้เราแทบจะต้องเร่งเดินไม่ต่างกับสามวันที่ผ่านมา
    น่าดีใจที่ทุกคนเริ่มมีใจที่จะไป Poon Hill พร้อมกันต่อ เพราะหากเป้าหมายได้ถูกตั้งขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถไปให้ถึงได้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักในการมาเทรคครั้งนี้ก็ตาม ฉันคงกลับไปด้วยความเสียดายมากๆอย่างแน่นอน ทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณและชื่นชมเพื่อนร่วมทริปทุกคนที่เรามีแรง และความสนุกกับการเทรคครั้งนี้ไม่ต่างกัน และเราก็จะได้ความภูมิใจที่เราสามารถทำภาระกิจของเราให้ลุล่วงไปได้ร่วมกัน

    flower
    สิ่งเล็กๆน้อยสองข้างทางระหว่างเดินไป Chomrong

    บ่ายสามเรามาถึง Chomrong ด้วยความเบิกบานใจ โดยเฉพาะที่นี่ค่อนข้างเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน เกสเฮ้าส์มากมาย และมีร้านเค้กหน้าตาน่าทานด้วย แต่ปัญหาของเราคือตอนนี้เงินรูปีของพวกเราเริ่มร่อยหรอไปเรื่อยๆ สาเหตุเพราะประเมินเงินแลกรูปีกันมาไม่พอ มีแต่ดอลลาร์ และราคาอาหารบนเขานี้ก็แพงกว่าด้านล่างหลายเท่าตัว เราต้องประหยัดการใช้เงินใช้เท่าที่จำเป็นและสั่งอาหารแต่พอดี ห้ามกินทิ้งกินขว้าง สั่งมากมายตามคำสั่งของผู้คุมเงินในทริปนี้ เราไปกัน 7 คน อาหารสั่งมาอย่างละที่ แล้วต้องมาแบ่ง 8 ตัดแบ่งกัน ช่างน่าสงสารจริงๆ วันนี้พอมาถึงหมู่บ้านใหญ่เราก็เลยไปสอบถามร้านขายของที่ระลึกเพื่อขอแลกเงิน และโชคดีคุณลุงเจ้าของร้านให้เราแลกเงินในอัตราเดียวกับที่ทาเมล (1us=95rp.) แต่คุณลุงก็มีเงินจำกัดให้แลกได้แค่ 200 us. แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้เรามีเงินกันแล้วค่ะ รวยกันแล้ว

    เค้กช็อกโกแลตบนเส้นทาง ABC
    เค้กช็อกโกแลตบนเส้นทาง ABC

    รวยกันแล้วก็เลยพกเงินไปหาเค้กช็อกโกแลตที่เห็นโฆษณาป้ายใหญ่ๆทีผ่านมากันได้แล้ว หลังจากที่มองตาละห้อยผ่านมาเพราะไม่มีตังค์กัน :)  แต่แหม เค้กช็อกโกแลตในป้ายโฆษณาเขียนแนะนำซะน่ากิน แต่ปรากฎว่ากินไปแล้ว ทุกคนได้แต่มองหน้ากัน แล้วก็พูดกันว่า อยู่บนเขาขนาดนี้ได้กินเค้กช็อกโกแลตก็ดีถมไปแล้ว 555 คิดเอาเองแล้วกันว่าอร่อยมั๊ยเนอะ

    เย็นนี้เราเข้าพักที่โรงแรมเดิมในวันก่อน มีเวลาได้เหยียดแข้งขา นั่งเม้าส์มอย ดูรูปถ่ายที่ผ่านมา พร้อมกับเฮฮากับความภาคภูมิใจที่เราสามารถพิชิต ABC ได้ตามที่ทุกคนหวัง และยิ่งน่ายินดีที่ซานโต๊สแจ้งว่าสามารถจัดหารถมารับเราในวันสุดท้ายเพื่อกลับกาฎมัณฑุได้ นั่นหมายความว่าการเดินของเราเพื่อไป Poon Hill ก็จะไม่ต้องเร่งรัดเวลามากจนเกินไป ระหว่างนั่งรออาหารที่เราสั่งเพื่อมาแบ่งกันกินบนโต๊ะอาหาร สเต็กเสียงฉู่ฉี่ฉ่า ก็ข้ามหัวเราไป ยังโต๊ะข้างๆที่สั่งมากินกันคนละถาด ฉันหันไปขอเพื่อนๆเพื่อสั่งมากินคนละถาดแบบโต๊ะข้างให้หนำใจไม่ต้องแบ่งซักครั้งได้มั๊ย เพราะเรามีเงินกันแล้วนะ เรารวยแล้ว แต่ก็ยังโดนสั่งระงับให้ประหยัดไปก่อน :( สั่งได้แค่ 1 ถาด และต้องเอามาแบ่ง 8 กันเหมือนเดิม
    ใจร้ายจริงๆ เพื่อนกรู…….

    เย็นนี้ฝนตกเหมือนเดิมตามนัด ตรงเวลา แถมหนักเหมือนเมื่อวานเลย แต่ฉันไม่แคร์ฟ้าฝนแล้วสำหรับวันนี้ เพราะเราได้มาอยู่ในโรงแรมใต้ถุงนอนอุ่นๆแล้วจร้า ตกไปเลย 555
    แต่พรุ่งนี้หยุดนะจ๊ะ จะเดินต่อ ^^
    และ รองเท้าของเราแห้งสนิท พร้อมเดินต่อแล้วจ้า

    ……………………………………………………………….

    Day 7 Trekking ฺBamboo-Sinuwa-Chomrong 5 hrs.

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part II (ถึง ABC จนได้)

    อากาศเริ่มแจ่มใสมากขึ้นเมื่อเราเดินผ่านป่าสมบูรณ์จาก Himalaya ไป Deaurali (3200 M.) และทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นบนเขาสูง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นเช่นเส้นทางที่ผ่านมา แต่กลับเห็นวิวที่เปิดโล่ง ภูเขาหิมะตรงหน้าเราตระหง่าน สูงใหญ่ในสายตาของนักเดินทาง เส้นทางเริ่มมีหิมะน้ำแข็งประปรายทำให้เราต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวลื่นล้มเจ็บก้น

    20140514-164833.jpg
    หนึ่งในช่วงเส้นทางที่สวยงามด้วยแม่น้ำสายยาว Modi Khola ขนาบข้างด้วยทิวเขาใหญ่ทั้งสองด้าน
    20140514-162808.jpg
    นักท่องเที่ยวเดินจาก Deurali – MBC เริ่มเข้าสู่เขตหิมะปกคลุม
    20140514-162839.jpg
    บน MBC ลมฝนกำลังตามไล่หลังเรามา

    ยิ่งสูงยิ่งหนาว เป็นเรื่องจริงของที่นี่ทั้งสภาพอากาศ และ ความเบาบางของอากาศทำให้เราเหนื่อยง่าย ยิ่งเดินขึ้นไปก็ยิ่งได้เจอเส้นทางหิมะที่ตกลงมาทิ้งร่องรอยหิมะสีขาวให้เราได้เดินย่ำผ่านด้วยความระมัดระวัง เส้นทางวันนี้โหดพอดีแต่ก็แปลกตาสำหรับคนไทยเมืองร้อนที่ไม่คุ้นเคยกับหิมะ ฉันเดินไปตื่นเต้นไป ระวังตัวไป บางช่วงได้เดินคนเดียวทิ้งห่างจากเพื่อนๆ ให้เรามีเวลาได้ชื่นชม รื่นรมย์กับวิวสวยๆ หรือไม่ก็หยุดพัก นั่งพัก แต่ก็ไม่ควรพักนาน เพราะจะทำให้ขาแข็งขี้เกียจเดินต่อ จากนั้นก็เดินต่อไป เกือบบ่ายสอง เรามาถึง MBC เบสแค้มส์ของนักไต่เขาที่จะไปพิชิตยอดมัชฉาปุรณะ ไกด์รอเราอยู่บนโน้น “ทำไมมันสูงนักวะ” ฉันนึก และเมื่อมองเห็นบันไดทางขึ้นที่ชันสุดๆ เป็นด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเกสเฮ้าส์ที่ไกด์ซานโต๊ส จะพาเรามาทานอาหารกลางวันตอนบ่ายสอง เวลานั้นหิวก็หิว แต่ฉันต้องใช้แรงตะเกียกตะกายขึ้นบันไดต่อไปอีกเฮือก สองเฮือก เกือบสามเฮือก เพราะต้องหยุดพักเป็นหย่อมๆ ถึง 3 หนได้ กว่าจะพาตัวเองอันแสนเหนื่อย เข้าไปในร้านอาหาร วางกระเป๋าได้ฉันขอทุ่มตัวแรงๆยืดแข้ง ยืดขาบนที่นั่งในร้านทันที พร้อมๆกับฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาสำหรับวันนี้ ในตอนบ่าย ตรงเวลาจริง จริง

    : บันไดหินแสนชันที่ต้องไต่ขึ้นไปบนเกสเฮ้าส์

    เพื่อนๆที่เหลือเริ่มตามเข้ามา ฉันแอบมองผ่านหน้าต่าง และทุกคนก็ออกอาการเดียวกันทุกคนเมื่อเห็นบันไดที่จะพาตัวเองขึ้นมาบนเกสเฮ้าส์แห่งนี้ แอบหยุดพักกันคนละหลายรอบ และมานอนแผ่หรากันบนเกสเฮ้าส์เหมือนกันเลย :) เราใช้เวลาทานอาหารกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังเป้าหมายของวันนี้ และเป้าหมายของทริป เพื่อมุ่งหน้าสู่ ABC ใจของฉันไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมายนอกจากคิดว่า เรากำลังจะเดินขึ้นอีกเฮือกสุดท้าย ไปถึงที่นั่น แล้วพรุ่งนี้ถ่ายรูปกับป้ายอันนั้น แล้วจากนั้นจะได้เดินลงกันซะที น่าจะเหนื่อยน้อยกว่า สองสามวันที่ผ่านมา ภาระกิจใหญ่ของฉันกำลังจะเรียบร้อยแล้ว ส่วนไอ้ poonhill เดี๋ยวค่อยว่ากัน เพื่อนๆอาจไม่อยากไปกันแล้วก็ได้ อย่างมากก็กลับไปเดินเล่น นั่งเล่นที่โพครา หรือกาฎมัณฑุ มีเพื่อนบางคนที่ยังไม่เคยมาเที่ยวนี่นา เอ้า ไอ้นิ่มไปกัน
    แล้วเราก็ออกเดินกันต่อ หันไปถามไกด์อีกทีซิ “กี่ชั่วโมงถึง”
    “สองชั่วโมงครึ่งหรือมากกว่านั้น” ไกด์ตอบ
    ‘โอเค สามชั่วโมงแหง ตอนนี้บ่ายสาม ถึงABC ก็คงราวๆ หกโมงเย็น เกือบมืด อีกตามเคย แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อวานนี้’ ฉันคิด

    20140514-162631.jpg
    Amazing Annapurna ป้ายนี้แหละ จุดหมายปลายทางที่เราเดินขึ้นมา

    จาก MBC ไป ABC เราต้องเดินผ่านเส้นทางที่หิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด เขาสูงใหญ่รอบด้านโอบล้อมเราไว้ด้วยสีขาว เราเดินๆ จ้ำๆกันไป ซักพักก็เริ่มทิ้งห่างแบ่งเป็น 2-3 กลุ่มย่อย ยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นกับวิวที่เราเดินผ่าน เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ข้างหน้า พยายามมองถึงความแตกต่างของยอดแต่ละยอด คะเนเอาว่านั่นคือยอดหางปลามัจฉาปูชเร ยอดนี้น่าจะ Annapurana South แล้วไกด์ก็ชี้ไปรอบๆว่า นั่น Annapurna I,II III,IV  นั่นชื่อโน้นนี้ นั้น  แต่สุดท้ายก็ได้แต่อือๆ ออๆ เพราะจำไม่ได้หรอกค่ะ เอาเป็นว่าเมื่อไหร่จะถึงซะทีคะ เดินมานานแล้วนะ เราหยุดพักสั้นๆ แอบรื่นรมย์ชมวิว วันนี้โชคดีมากถึงมากที่สุด สายฝนที่ทำท่าจะตกหนักในช่วงบ่ายๆ ตอนเรามาถึง MBC ก็เบาบางลง มีบางช่วงที่ต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่บ้าง แต่ฝนวันนี้ไม่โหดร้าย รุนแรงนัก แต่ฟ้าที่กำลังใกล้มืดนี่ซิ ที่ทำให้เราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึง เบสแค้มป์ให้เร็วที่สุด โดยการเดินในช่วงนี้ทุกคนเดินได้ช้าลง เพราะจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และทุกคนก็พยายามที่จะไม่หักโหมกับร่างกายมากเกินไป เพราะไม่งั้นอาจจะต้องเดินลงสู่พื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ถ้าอาการแพ้ความสูงเกิดขึ้นกับใครก็ตามเช่นสาวชาวจีนที่รีบเดินสวนลงไปในช่วงเย็น เพราะมีอาการ AMS ทำให้ต้องรีบเดินกลับลงไปทันที
    คำว่า “ใกล้ตา ไกลตีน” ใช้กับการเดินช่วงนี้ได้อย่างดี หลังจากไกด์ชี้ให้ดูปลายทางหลังคาสีฟ้าของเกสเฮ้าส์ที่ดูไม่ไกลนัก แต่ก้าวเดินยังไงก็ไม่ถึงซักที หลังคาสีฟ้ายังไกลลิบในสายตาของเรา เดินจนเหนื่อยก็ไม่ใกล้ปลายทางนั้น จากจุดที่ไกด์ชี้ให้ดูเหมือนจะเดินอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึง แต่ปรากฎว่าเราเดินอีกกว่าชั่วโมงจึงจะพาร่างของเราไปถึงที่นั่นได้ โดยที่ใจน่ะไปรออยู่ตรงเกสเฮ้าส์ตั้งนานสองนานแล้ว

    พอเห็นป้ายสีเหลืองตรงหน้า ฉันแทบจะวิ่งไปกอดเสา เรียกให้เพื่อนที่ตามมาติดๆช่วยมาถ่ายรูปกับสัญญลักษณ์นี้โดยทันที แล้วรีบหันไปบอกให้ไกด์เดินย้อนกลับไปรับเพื่อนที่เหมือนจะยังตามอยู่ห่างๆ เพราะฟ้ามืดลงเรื่อยๆ หากไม่มีคนนำทางมีสิทธิ์หลงงงงันกันไปได้ และไม่แน่ใจว่าข้างหลังมีใครอาการเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งในที่สุดทุกคนก็มาถึงปลายทางที่ ABC โดยสภาพเรียบร้อยรอดปลอดภัยทุกคน
    คืนนั้นฉันและเพื่อนอีกคนขอโบกมือลาเข้านอนทันที ส่วนที่เหลือยังมีแรงไปปาร์ตี้มาม่าในห้องอาหารกันต่อ เพราะรู้สึกไม่หิวเนื่องจากวันนี้ทิ้งช่วงจากอาหารกลางวันไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง และอยากจะนอนสบายเย็นๆที่ ABC ให้คุ้มค่า คือว่าไม่เน้นดูดาว นับดาว ถ่ายดาว สูดอากาศในที่ที่มาถึง หรือไม่รู้สึกว่าโรแมนติกใดๆจากเสียงเรียกของภูเขาดังเช่นใครที่บรรยาย พรรณนาไว้ รู้อย่างเดียวอยากนอนในอ้อมกอดของ Annarpurna เป็นที่สุด 555 ภายในถุงนอนอุ่นๆ คืนนี้จำได้ว่านอนสบายที่สุดคืนนึงเลยค่ะ ไม่ได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกด้วย

    แสงแรกยามเช้ามาแว่บๆ แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ฉันออกไปพบกับหิมะที่กลายเป็นน้ำแข็งหน้าห้องนอน แล้วเดินย่ำหิมะผ่านขึ้นไปด้านบนเพื่อชมวิว แม้จะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวไปหมด แต่อากาศเช้านี้ก็ไม่ได้หนาวเย็นทรมานมาก เพราะไม่มีลมแรงๆมาพัดให้ทรมานร่างกาย แต่การเดินย่ำหิมะหนาๆต่างหากที่ทำให้การเดินรอบๆลำบากมากกว่า

    20140514-162902.jpg
    หิมะปกคลุมไปทั่วทั้งเบสแคมป์ หันกลับไปดูความภูมิใจที่เรามาถึง

    ซานโต๊ส ไกด์ของเรานัดเวลา 8.30 น. ให้เราพร้อมออกเดินทาง เราก็ตรงเวลาดี ตอนออก แต่ไปเสียเวลามากมายเกือบชั่วโมงเพื่อถ่ายรูปหน้าป้ายสีเหลือง เช้าวันนี้อากาศดีเช่นเคย อากาศสดใสตอนเช้าๆหิมะสีขาวโพลนไปทั่วทั้งเทือกเขาทำให้ฉันตื่นเต้นมากมาย ก็บ้านเราไม่มีหิมะนี่นา เห็นที่ไหนยังไงก็ยังตื่นตาตื่นใจ กับภาพสวยๆตรงหน้า และยิ่งเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่วันนี้เรามาถึงที่ปลายทางที่ตั้งใจได้ด้วยสองเท้าของเรา พร้อมกันกับเพื่อนๆทุกคนโดยไม่มีใครเป็นไร ทุกคนสุขภาพแข็งแรงบ้าพลังกันมาก แม้ว่าบางคนอาจจะงง งง ว่ามาทำไรที่นี่กัน แต่สิ่งที่ทุกคนได้ไปในวันนั้นคือความภูมิใจที่เราสามารถทำได้ ความงามตรงหน้าเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆที่มอบให้ สำหรับทุกคนนี่ครั้งแรกที่ได้พิสูจน์บางอย่างในตัว บางคนอาจจะเป็นก้าวต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจสู่การเดินเทรลที่สอง ที่สามตามมา แต่ฉันเชื่อว่าครั้งแรกมันจะเป็นที่จดจำให้นึกถึงทุกครั้ง

    หลังจากครั้งแรกที่ภาคภูมิใจได้เกิดขึ้น ซานโต๊สนำเราเดินกลับ ขากลับจาก ABC สู่ MBC ไม่ยากเย็นเหมือนดังขาขึ้นมาเมื่อวานนี้ ทางลงบางครั้งฉันยังมีเวลาสนุกสนานกับการวิ่งลงด้วยซ้ำ เราเดินลงไปเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าขาลงจะไม่ต้องเดินขึ้น ยังต้องเหนื่อยๆแฮ่กๆ หอบฮั่กๆ กันต่อไปและยิ่งช่วงบ่าย ฝนมาตามนัดเหมือนเดิม อากาศหนาวแบบนี้ ฟ้าส่งลูกเห็บมาก่อนเลย ตื่นเต้นกันกับลูกเห็บที่ตกมาแทนฝน ซักพักเริ่มรู้สึกว่าลูกเห็บนี่มันทำให้มือที่โผล่ออกมาจากเสื้อกันฝนเจ็บแฮะ จากนั้นก็ตามมาด้วยฝน และยิ่งหนัก ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ
    “โอ้ว ฉันไม่ควรดีใจเร็วไป ที่คิดว่าพิชิตมันได้แล้ว ยังมีขาลงที่หนักหนาไม่แพ้กันอีกนี่หว่า” ฉันคิดระหว่างเดินจ้ำตามไกด์เข้าสู่ป่าทึบเพราะปลายทางของเราวันนี้คือ Bamboo ซึ่งต้องเดินผ่านหลายหมู่บ้านอยู่เหมือนกัน ABC-MBC-Deurali-Dovan-Bamboo จากDeurali เส้นทางจะเป็นป่าทึบหนาแน่น ร่มรื่น แต่ถ้าผสมกับฝนที่ตกอย่างหนัก เรียกว่าหนักที่สุดที่เราได้ผ่านมา เส้นทางจึงเปลี่ยนเป็นโคลนลื่น ต้องเดินอย่างระมัดระวัง หลายกลุ่มมีปลายทางเหมือนเราที่ Bamboo แต่พอเจออากาศแบบนี้ หลายกลุ่มได้เปลี่ยนปลายทางมาเป็น Dovan บ้าง Deurali บ้าง แต่ไม่ใช่สำหรับเรา ที่ยังคงมุ่งมั่นเดินไปสู Bamboo อย่างบ้าคลั่งอยู่กลุ่มเดียว (ทำไมไม่รู้)

    20140514-162925.jpg
    ขากลับที่ไม่คาดคิด เดินย่ำไปกับโคลนท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก ระหว่างเดินทางสู่ Bamboo

    5 โมงเย็นแล้วเรา แต่เรายังมาถึงแค่ Dovan ด้วยสภาพเปียกแฉะไปทั้งร่าง เสื้อกันฝนช่วยได้มากในสถานการณ์แบบนี้ แต่การย่ำโคลนหนา ฝนตกไม่หยุด รองเท้ากันน้ำอย่างดี จาก Northface ก็เอาไม่อยู่ เพราะน้ำไหลลงจากกางเกง เข้ารองเท้าไปเรียบร้อยแล้ว กว่าจะไปถึง Bamboo ปาเข้าไปเกือบทุ่มครึ่ง ฝนยังตกไม่หยุดหย่อน สภาพเพื่อนร่วมทีมทุกคนย่ำแย่ไปตามๆกัน บางคนเริ่มไม่ไหวและงัดแผน 2 กลับโพครามาพูดคุยอย่างจริงจัง สำหรับฉันหลังได้อาบน้ำอุ่นอาการค่อยยังชั่วขึ้น แต่ยังกลุ้มใจกับรองเท้าเพื่อนร่วมทางคู่กายที่แฉะซะไม่มีดี เอาไงดีหว่า
    คิดไม่ออกปล่อยมันไป อาบน้ำอุ่นสระผมเรียบร้อย ฉันหมายมั่นปั้นมือมากว่าขอสวยก่อนเพราะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว ผมหนืดไปหมด หยิบไดร์เป่าผมมาเป่าผม เสียเงินก็ยอม เท่านั้นแหละ เสียบปลั๊กเป่าผม ไฟดับทั้งโรงแรม เรียบร้อยเวรกรรม แถมโดนค้อน โดนบ่นยกใหญ่ เพราะหนุ่มๆ กำลังติดละครโทรทัศน์กันงอมแงม ไฟดับพรึ่บ เสียอารมณ์ไปตามๆกัน โชคดี พอไม่เป่าไฟก็กลับมา ไม่งั้นอาจโดนรุมประชาทัณฑ์อยู่แถวนั้นเป็นได้

    กลับมาสะบัดผมให้แห้งด้วยตัวเอง พร้อมประชุมต่อกับเพื่อนร่วมทริป แผน 2 กลับโพครา เพราะใจที่ไม่อยากสู้ต่อกับการเดินอย่างหนักติดๆกัน 3-4 วันอย่างที่ผ่านมาถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน เพราะอันที่จริงแล้ว poonhill ไม่ใช่เป้าหมายของเราในทริปนี้แต่ต้น แต่ถูกหยิบขึ้นมาถามความเป็นไปได้ และไกด์ก็บอกว่าสามารถทำได้ เราก็เลยเปลี่ยนแผนมาเดินทางแบบเส้นรอบใหญ่กัน หลังจากถกเถียงกันซักพักเราประนีประนอมกันด้วยการใช้แผน 3 ขยายวันเดินไปอีก 1 วันโดยไม่ต้องกลับโพคราเพื่อไปขึ้นรถบัสอีกวัน แต่ให้เหมารถตู้มารับเราเข้ากาฎมัณฑุในตอนเย็นเลย เพื่อจะได้มีเวลาเดินมากขึ้น  และขอให้ลดเวลาการเดินจากวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อวันมาเป็นวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยพรุ่งนี้ไม่ต้องเดินหนักมากเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน และมีเวลาเรื่อยเปื่อยกับวิวสองข้างทางสบายๆ พรุ่งนี้เราจึงมีปลายทางแค่ที่ Chomrong ก่อน เผื่อไว้สำหรับแผนที 4 ถ้าไปพรุ่งนี้ยังไม่ไหวจริงๆ ค่อยคิดว่าจะหาทางกลับลงไปโพคราเลย
    เฮ้อ…. สรุปเป็นแบบนี้ ซานโต๊สเอาใจไม่ถูกแหงเลย

    แค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยมาตามกันต่อว่าพวกเราจะได้ไปต่อ หรือกลับไปลั๊ลลาล่องเรือที่ทะเลสาบเฟวา โพครากัน ตอนหน้าค่ะ

    ……………………………………………………………….

    Day 5 Trekking Himalaya-Deurali-MBC-ABC 8 hrs.
    Day 6 Trekking ABC-MBC-Deurali-Himalya-Dovan-Bamboo 8 hrs.

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part I

    Pain is temporary , Pride is forever.

    เมื่อถึงที่หมายในแต่ละวัน ฉันได้แค่หันไปบอกเพื่อนๆที่ตามมาว่า “ถึงแล้ว” ไม่มีเสียงเฮฮาดีใจหาย เมื่อถึงที่หมายของวัน แต่ได้รับการยิ้มพยักหน้า ตอบรับ แล้วเธอก็เดินไปนั่งพัก หายใจที่เหนื่อยหอบจากการเดินมาทั้งวัน ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเฮฮา และเสียงหัวเราะดังลั่นของพวกเราตามมาหลังจากนั้น ประหนึ่งว่า ในที่สุดวันนี้ก็ผ่านมาได้แล้ว ต่อไปมีอะไรก็ช่างขณะนี้ขอสนุกกับมันให้เต็มที่ในวินาทีนี้ก่อน

    เรามีกิจกรรมซ้ำๆอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน ยัดsleeping  bag ใบใหญ่เข้าถุงและโคคูนเข้าถุงเล็ก เดินโต๋เต๋ไปแปรงฟัน ล้างหน้า แล้วลงมาทานอาหารเช้า ก่อนจะคว้าไม้เท้า สะพายเป้ ออกเดิน เดิน และเดิน ขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา ลงเขา แต่ละคนต่างมีสไตล์การเดินของตัวเอง เร็วบ้าง ช้าบ้าง แวะบ้าง บางคนฟังเพลงไป บางคนเดินไปชมนก ชมไม้ ถ่ายรูปตามทาง เห็นมุมสวยก็เรียกมาถ่ายรูปก่อนจะเดินผ่านวิวงามๆ แถวนั้น ในช่วงเวลาอากาศดี

    เสียงหัวเราะคิกคัก ของเราในช่วงแรกๆ สดใส เริงร่า โดยเฉพาะในยามเช้าที่อากาศแจ่มใสทุกวัน ผลัดกันถ่ายรูปไปมา ตามเส้นทางนาขั้นบันได ประตูไม้เก่าๆ ต้นไม้รูปทรงสวยๆ กำแพงหินที่ถูกปูซ้อนเป็นชั้นๆ ไปจนถึงผนังบ้านสีสันสดใสของชาวบ้านก็ถูกวางเป็น background สำหรับพวกเราทุกคน วันแรกๆ เรายังพูดถึงทริปต่อไปที่จะไปร่วมเส้นทางเทรคกันต่อ สอบถามไกด์ซานโตส ถึงเส้นต่างๆที่น่าสนใจ พรั่งพรูออกมาทั้ง EBC ,ABC circuit , เทรค Muktinath , Langtang บลา บลา มากมาย
    แค่บ่ายวันที่สองของการเทรค เราเริ่มเจอศึกหนัก เดินขึ้นบันไดหินสูงตรงหน้า ปีนป่ายกันเข้าไป ข้ามสะพานเล็กๆ ใหญ่ๆ และปีนกันต่อไป จากนั้นเดินลงเริ่มสบายขึ้น ไปซักพัก เจอทางขึ้นต่ออีกแล้ว ใจฉันเริ่มเบื่อบันไดตะหงิดๆ ขึ้นในใจ อีกแล้วเหรอ :( แถมด้วยฟ้าครึ้ม เริ่มปิด ฝนตกลงมา โชคดีที่เราเตรียมเสื้อกันฝนกันมาทุกคน การเดินลุยฝนในเสื้อกันฝนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำให้ใช้เสื้อกันฝนคุณภาพดี หาซื้อไม่ยากที่ย่านทาเมล ตัวละ 300-400 บาทเท่านั้น แต่ช่วยได้มากเลยค่ะ ภายใต้เสื้อกันฝนอาจจะร้อนอบอ้าวอึดอัดหน่อย เพราะกันทั้งฝนและลมทีพัดแรงๆได้เลย

    “ให้ใช้เสื้อกันฝนคุณภาพดี หาซื้อไม่ยากที่ย่านทาเมล ตัวละ 300-400 บาทเท่านั้น ช่วยได้มากเลยค่ะ ภายใต้เสื้อกันฝนอาจจะร้อน อบอ้าว เพราะกันทั้งฝนและลมที่พัดแรงๆได้เลย”

    ตอนเย็นๆก่อนถึงที่พัก  ฟ้าเปิดให้เห็นแสงสีทอง วันนี้ของเราแม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังได้สนุกกับการถ่ายภาพ และสภาพอากาศที่ไม่แย่จนเกินไปนัก
    ระหว่างทางที่เราเดินขึ้นไป เจอนักท่องเที่ยวบางคนให้กำลังใจถึงความงดงามด้านบน เพื่อสร้างกำลังใจให้คนกลุ่มใหม่อย่างเราเดินต่อไป ฉันได้ยินบ้างว่า ตอนนี้ด้านบนหิมะตกหนัก ด้านบนตอนนี้ต้องเดินลุยหิมะจาก MBC ไป ABC แหมฟังแล้่วน่าตื่นเต้นจริงๆ อยากเดินลุยหิมะมั่ง  แต่เอ๊ะ พี่คนนี้บอกว่าหนาวมาก ไกด์เกือบจะไม่ให้ไป เพราะมีพายุหิมะ แต่เค้าฝืนจนขึ้นไปได้ เอ๋ เอาไงดี เจอหิมะดีหรือไม่ดี จะหนาวไปมั๊ย จะได้ขึ้นมั๊ย มาแล้วไม่ได้ขึ้นเสียดายแย่เลย ฟ้าจะเปิดรึป่าว ต่างๆนานา จากข้อมูลระหว่างทางที่ได้ยินมา แต่ฉันก็ยังก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะฉันจะไป ABC :)

    เส้นทางผ่านทุ่งนาที่เราเดินผ่านในช่วงแรก
    เส้นทางผ่านทุ่งนาที่เราเดินผ่านในช่วงแรก

    วันก่อนจะถึง ABC คือวันเดินเทรควันที่ 3 ของเรา วิวสองข้างทางของเราขึ้นสู่ที่สูงเล็กน้อย วันนี้เราจะเดินไปจาก Chomrong- Himalaya เป็นจุดพักคืนนี้ ซึ่งเราเปลี่ยนจาก Deurali ลงมาตามแผนของคุณนิรูเดิมที่จัดไว้ให้เรา นับเป็นความคิดที่ถูกต้องเลย เพราะแค่นี้เราก็สาหัสสากรรจ์กันแทบแย่ ตอนบ่ายๆ เราเจอฝนเทลงมาในขณะเดินผ่านป่าทึบ หนาวเย็น ขณะที่พอใกล้ถึงเริ่มเข้าสู่เขตแดนที่มีร่องรอยของหิมะตกลงมา ต้องเดินผ่านเส้นทางลื่่นๆ อีกด้านเป็นหน้าผา ค่อยๆ ย่องๆ ค่อยๆเดินกันทีเดียว สองวันที่ผ่านมาอุปกรณ์อีกอย่างที่เทรคเกอร์ควรมีไว้ติดตัวขอแนะนำไม้เท้าค่ะ ไม่มีไม่ได้เลย ช่วยเราได้เยอะ ผ่อนแรง ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยรับแรงกระแทกเข่าขาอย่างดี ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนถึง หลายพัน อยู่ที่ความทนทาน และวัสดุที่ใช้เพื่อให้น้ำหนักเบา เลือกซื้อหาติดตัวก่อนไปเทรคกันด้วยนะคะ

    สะพานแขวนข้ามแม่น้ำมีมากมายหลายสะพาน ทุกๆการข้ามสะพานก็จะพบว่ามีทางเดินขึ้นเขารออยู่ข้างหน้า
    สะพานแขวนข้ามแม่น้ำมีมากมายหลายสะพาน ทุกๆการข้ามสะพานก็จะพบว่ามีทางเดินขึ้นเขารออยู่ข้างหน้า

    วันนี้เหนื่อยสุดๆ เดินกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงที่พักเกือบ 2 ทุ่ม เราถึงที่พักในตอนที่ฟ้ามืดแล้ว พวกเราทุกคนระดมสั่งอาหารแบบไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่เงินก็ไม่ค่อยจะมีกัน จนซานโตสเริ่มพลิกหน้ากระดาษรับออร์เดอร์เป็นหน้าสอง ทุกคนรีบร้องเฮ้ย! เยอะไปแล้ว ตอนนั้นถึงได้หยุดสั่งกันได้ กลัวไม่มีตังค์จ่าย 555
    ที่พักคืนนี้เรานอนรวมกัน 5 คนสำหรับผู้หญิง ส่วนชายหนุ่มแยกไปนอน 2คน ที่พักหลังจากนี้ไม่สะดวกสบาย ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำแยกอยู่ด้านนอก ทุกอย่างที่จะใช้ต้องเสียเงิน ทั้งอาบน้ำร้อน ชาร์จแบต เล่นwifi แต่พวกเราไม่มีแรงทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนอน  หลังมื้ออาหารเย็นตอนค่ำๆ ทุกคนกลับมาห้องนอน แทบไม่ได้ทำไรกัน นอนสลบไสลไปตามๆกัน แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนคงนึกกันอยู่ในใจ “เอาวะ อีกวันเดียวพรุ่งนี้ก็ถึง ABC  นอนเอาแรง ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวก็ถึงจุดหมายของเรากันแล้ว” แล้วทุกคนคงคิดกันต่อในใจ
    “ฮึ่ม เทรคก้ง เทรคกิ้งรอบหน้า ไปไหนอย่าได้ชวนกันอีกนะ” 555

    ขอแนะนำไม้เท้าค่ะ ไม่มีไม่ได้เลย ช่วยเราได้เยอะ ผ่อนแรง ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยรับแรงกระแทกเข่าขาอย่างดี ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนถึง หลายพัน อยู่ที่ความทนทาน และวัสดุที่ใช้เพื่อให้น้ำหนักเบา เลือกซื้อหาติดตัวก่อนไปเทรคกันด้วยนะคะ

     

    Day 1 BKK-Kathmandu พักที่ทาเมล
    Day 2 บินจาก Kathmandu-Pokra แล้วนั่งรถไปเริ่มเทรคที่ Gandruk
    Day 3 Trekking Gandruk – Jhinu -Chomrong 6 hrs.
    Day 4 Trekking Chomrong-Sinuwa-Bamboo-Dovan-Himalaya 7.30 hrs.