Nim Journey

A Legend of Travel

  • Rongai Route เส้นทางที่แห้งแล้ง

    เราเลือกเดินขึ้นทาง Rongai เส้นเดียวที่อยู่ทางเหนือของคิลิมันจาโร อยู่ติดกับชายแดนเคนย่า
    ในวันแรกเราผ่านป่าฝน มีต้นไม้ใหญ่รื่นรมย์ ปูประดับเต็มลานด้วยหญ้าและดอกไม้เล็กๆดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
    แต่ฉันเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุที่ฝนตกระหว่างทางเดินของพวกเรา

    วันถัดมาเมื่อเดินสูงขึ้นโลกรอบตัวก็ค่อยๆเปลี่ยนไป
    ภูมิประเทศเปลี่ยนเป็นเพียงต้นไม้ที่ไม่สูงมากจนถึงเส้นทางที่ดูแห้งแล้ง มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ
    จากหนาแน่นก็ค่อยๆห่าง และไม่มีเลย
    เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ
    อากาศข้างบนยิ่งสูง ยิ่งเย็น
    แต่แสงแดดก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

    …เป็นการเดินขึ้นเขาที่ช่างไม่มีอะไรเอาซะเลย แห้งแล้ง สิ้นดี มองไปทางไหน ก็โล้นๆ ร้อนๆ
    มีแต่หิน หิน และหิน
    เส้นทางเป็นแบบนี้ไปจนถึงเบสแค้มป์
    2-3 วันแรกเราใช้เวลาเดินแต่ละวันเพียงแค่ 3-4 ชั่วโมง ถึงแค้มป์ก่อนเที่ยง
    ไกด์บอกว่าเพื่อจะค่อยๆปรับตัวกับความสูง ที่สูงขึ้นเรื่อยๆจากการเดินขึ้นเขา
    ฉันเองในช่วงวันสองวันก่อนขึ้นยอดก็มีอาการปวดหัวตุ๊บๆ ตัวร้อน เบื่ออาหาร
    ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความสูง หรือเพราะไปนอนอบอยู่ในเต้นท์
    ถ้าอยู่นอกเต้นท์ก็หนาวลมเย็นที่พัดแรงจับใจด้านนอก อยู่ในเต้นท์ก็ไม่ต่างกับอยู่ในเตาอบ
    ตอนนั้นยังคิดว่าไก่โดนอบคงร้อนแบบนี้แหละ

    อย่างไรก็ตามทุกอย่างที่ได้เจอและสัมผัสนั้นฉันยังคงชอบ และประทับใจ
    ยิ่งประทับใจมากขึ้น เมื่อทางที่เวิ้งว้างนั้น มียอดKibo และ Mawenzi ผลุบโผล่ในเมฆหมอก ให้เห็นตลอดทาง
    เวลาเราเห็นเป้าหมายในสายตาแบบนี้
    สำหรับฉันมันดูไม่ยากเลยที่คิดว่าจะยืนบนยอดหิมะสีขาวด้านบน จริงๆนะ ………

    แต่พอวันขึ้นยอดจริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ซักนิดเลย แทบคลานกันทีเดียว

  • Pole Pole to Mt.Kibo [Roof of Africa]

    ห้าทุ่ม เสียงปลุกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เราถูกปลุกให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในเวลาราวเที่ยงคืน เสียงของลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเต็นท์เป็นสัญญาณเตือนว่าการเดินทางอันท้าทายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    “Pole Pole” ไกด์และลูกหาบคอยส่งเสียงเตือนข้างๆ ให้ก้าวเดินช้าๆ ทีละก้าว ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์และแสงไฟเล็กๆ บนศีรษะช่วยนำทาง เราเดินไปข้างหน้า เงยหน้ามองปลายทางที่สูงลิบ มืดมิด และห่างไกล ความสูงชันเป็นอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่า เสียงหายใจของผู้ร่วมทางแต่ละคนดังเป็นระยะ บางคนกระซิบให้กำลังใจกัน บางคนเงียบงัน ใช้สมาธิอยู่กับการก้าวเท้าอย่างมั่นคง

    (เพิ่มเติม…)
  • Maasai tribe

    บ้านดินหลังเล็กด้านหลังของชาวมาไซ ขนาดประมาณ 3*5 ม. สูงประมาณ 1.5 ม.  เราเดินยังต้องก้มเข้าไป แต่ส่วนใหญ่ชาวมาไซสูงมากกก

    บ้านทำจากไม้ที่ปักๆและสานเป็นระแนงเข้ากันแบบง่ายๆ ฉาบด้วยโคลน ดิน ซีกไม้ หญ้าแห้งและมูลสัตว์

    ผู้หญิงที่แข็งแรงมีหน้าที่ในการสร้างบ้านเพื่ออาศัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือนแล้วก็ต้องคอยปรับปรุงซ่อมแซมปะโน่น เสริมนี่อยู่เรื่อยๆ

    ภายในมี 2 ห้องนอนขนาดเล็กสำหรับพ่อแม่ 1 ห้อง อีกห้องสำหรับลูกๆ 3 คน

    พื้นที่ที่เหลือสำหรับทำอาหาร กินอยู่ เก็บของและนั่งเล่น  พร้อมพื้นที่ทำอาหาร รับแขก

    ผู้หญิงชาวมาไซนิยมขยายให้ติ่งหูยาวด้วยการใส่เครื่องประดับยาวๆและมีน้ำหนักๆมากๆเพื่อยืดติ่งหูของตน

    ชาวมาไซเป็นเผ่าเดียวที่ได้เข้าไปใช้ชีวิตในเขตอุทยาน Ngorongoro ที่เราเข้าไปท่องซาฟารีกัน

    เครื่องประดับ สร้อยคอ และสังเกตที่หูของเธอ ที่ขยายจนเป็นติ่งหูที่ใหญ่มาก (ไม่กล้าถ่ายจ้องไปที่เธอมาก เกรงใจ)

    การแต่งกายของผู้หญิงมาไซ

    หนุ่มๆมาไซตัอนรับพวกเราด้วยการเต้นรำและร้องเพลง

    กระโดดแบบมาไซ

    Maasai traditional jumping

    ผู้ชายชาวมาไซมีหน้าที่ทุกอย่างนอกบ้าน เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านแบบเราด้วย

    ผู้ชายที่แข็งแรงจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง และยิ่งกระโดดได้สูงยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของตน

    สำหรับชาวมาไซยิ่งมีฝูงสัตว์ และลูกหลานมากยิ่งแสดงถึงความมั่งคั่งและได้รับการนับถือมากขึ้น

    ผู้ชายชาวมาไซนิยมแต่งงานเมื่ออายุมากหรือเป็นผู้ใหญ่

    และสามารถมีภรรยาได้หลายคนในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ผู้หญิงก็สามารถมีสามีได้หลายคนเหมือนกัน

  • Jumping with Maasai

    กระโดดกับชาวมาไซที่หมู่บ้านชาวมาไซ
    กระโดดกับชาวมาไซที่หมู่บ้านชาวมาไซ

  • ฉันจะไปยืนบนยอดเขา Roof of Africa

    ท้องฟ้าไม่เคลียร์นัก เมฆมาก แต่ก็มองเห็นขุนเขาสูงใหญ่ มีหิมะสีขาวปกคลุมบนยอดเด่นชัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่เครื่องบินของเรากำลังแลนดิ้ง ลงจอดที่สนามบินคิลิมานจาโร

    ความยิ่งใหญ่เบื้องหน้า
    ได้รับการจัดลำดับถึงขั้นเป็น

    “ยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา”

    ฉันมองอย่างหวาดหวั่น
    กับความสูงลิ่วเบื้องบนที่โผล่ทะลุก้อนเมฆ
    เหนือแผ่นดิน
    เหมือนจะลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้า

    บนยอดนั่นแหละที่ฉันมุ่งมั่น
    หวังจะเดินไปชมความงาม บนหิมะน้ำแข็ง
    ที่ปกคลุมเหนือยอดเขาสูง

    ใช่…คราวนี้คือยอดนั้น ยอดsummit จริงๆ
    1 ใน 7 summits ที่สำคัญของโลก

    ยอดคีโบ แห่งคิลิมานจาโร ประเทศแทนซาเนีย

    ความสูง 5,895 เมตร จะผ่านเส้นทางภูมิประเทศหลากหลายจากแบบร้อนชื้น ป่าดิบ ไปเจอทุ่งแห้งแล้งที่มีเพียงไม้เตี้ยๆ เหมือนทะเลทราย และบนยอดธารน้ำแข็งที่มีหิมะปกคลุม
    อากาศหนาวเย็นเมื่อยิ่งสูงขึ้น
    ความกดอากาศที่จะส่งผลต่ออาการแพ้ความสูง (AMS)

    พยากรณ์อากาศล่วงหน้าบอกว่าเราต้องเจอกับฝนตก หิมะและลมแรง

    จะสำเร็จหรือไม่ มารอลุ้นกันในอีก 10 วันข้างหน้า

    มองดูรูปอีกที แล้วยังคิดว่า
    “ช่างกล้า จริงกรู”

    2015/01/img_0489.jpg