การเดินทางไปสังขละบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรจากตัวเมืองกาญจนบุรี แต่ด้วยความตั้งใจและความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสความงดงามของเมืองชายแดนนี้ เราจึงขับรถไปอย่างไม่รีบร้อน พร้อมแผนการเดินทางที่เตรียมมาจากอินเทอร์เน็ต การขับรถผ่านทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงจากเมืองใหญ่ไปสู่ธรรมชาติอันเงียบสงบทำให้รู้สึกตื่นเต้นและมีชีวิตชีวา
(เพิ่มเติม…)Nim Journey
A Legend of Travel


-

เราเลือกเดินขึ้นทาง Rongai เส้นเดียวที่อยู่ทางเหนือของคิลิมันจาโร อยู่ติดกับชายแดนเคนย่า
ในวันแรกเราผ่านป่าฝน มีต้นไม้ใหญ่รื่นรมย์ ปูประดับเต็มลานด้วยหญ้าและดอกไม้เล็กๆดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
แต่ฉันเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุที่ฝนตกระหว่างทางเดินของพวกเราวันถัดมาเมื่อเดินสูงขึ้นโลกรอบตัวก็ค่อยๆเปลี่ยนไป
ภูมิประเทศเปลี่ยนเป็นเพียงต้นไม้ที่ไม่สูงมากจนถึงเส้นทางที่ดูแห้งแล้ง มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ
จากหนาแน่นก็ค่อยๆห่าง และไม่มีเลย
เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ
อากาศข้างบนยิ่งสูง ยิ่งเย็น
แต่แสงแดดก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน…เป็นการเดินขึ้นเขาที่ช่างไม่มีอะไรเอาซะเลย แห้งแล้ง สิ้นดี มองไปทางไหน ก็โล้นๆ ร้อนๆ
มีแต่หิน หิน และหิน
เส้นทางเป็นแบบนี้ไปจนถึงเบสแค้มป์
2-3 วันแรกเราใช้เวลาเดินแต่ละวันเพียงแค่ 3-4 ชั่วโมง ถึงแค้มป์ก่อนเที่ยง
ไกด์บอกว่าเพื่อจะค่อยๆปรับตัวกับความสูง ที่สูงขึ้นเรื่อยๆจากการเดินขึ้นเขา
ฉันเองในช่วงวันสองวันก่อนขึ้นยอดก็มีอาการปวดหัวตุ๊บๆ ตัวร้อน เบื่ออาหาร
ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความสูง หรือเพราะไปนอนอบอยู่ในเต้นท์
ถ้าอยู่นอกเต้นท์ก็หนาวลมเย็นที่พัดแรงจับใจด้านนอก อยู่ในเต้นท์ก็ไม่ต่างกับอยู่ในเตาอบ
ตอนนั้นยังคิดว่าไก่โดนอบคงร้อนแบบนี้แหละอย่างไรก็ตามทุกอย่างที่ได้เจอและสัมผัสนั้นฉันยังคงชอบ และประทับใจ
ยิ่งประทับใจมากขึ้น เมื่อทางที่เวิ้งว้างนั้น มียอดKibo และ Mawenzi ผลุบโผล่ในเมฆหมอก ให้เห็นตลอดทาง
เวลาเราเห็นเป้าหมายในสายตาแบบนี้
สำหรับฉันมันดูไม่ยากเลยที่คิดว่าจะยืนบนยอดหิมะสีขาวด้านบน จริงๆนะ ………แต่พอวันขึ้นยอดจริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ซักนิดเลย แทบคลานกันทีเดียว
-
![Pole Pole to Mt.Kibo [Roof of Africa]](https://nimjourney.com/wp-content/uploads/2015/03/img_0157.jpg?w=1024)
ห้าทุ่ม เสียงปลุกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เราถูกปลุกให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในเวลาราวเที่ยงคืน เสียงของลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเต็นท์เป็นสัญญาณเตือนว่าการเดินทางอันท้าทายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“Pole Pole” ไกด์และลูกหาบคอยส่งเสียงเตือนข้างๆ ให้ก้าวเดินช้าๆ ทีละก้าว ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์และแสงไฟเล็กๆ บนศีรษะช่วยนำทาง เราเดินไปข้างหน้า เงยหน้ามองปลายทางที่สูงลิบ มืดมิด และห่างไกล ความสูงชันเป็นอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่า เสียงหายใจของผู้ร่วมทางแต่ละคนดังเป็นระยะ บางคนกระซิบให้กำลังใจกัน บางคนเงียบงัน ใช้สมาธิอยู่กับการก้าวเท้าอย่างมั่นคง
(เพิ่มเติม…) -

บ้านดินหลังเล็กด้านหลังของชาวมาไซ ขนาดประมาณ 3*5 ม. สูงประมาณ 1.5 ม. เราเดินยังต้องก้มเข้าไป แต่ส่วนใหญ่ชาวมาไซสูงมากกก
บ้านทำจากไม้ที่ปักๆและสานเป็นระแนงเข้ากันแบบง่ายๆ ฉาบด้วยโคลน ดิน ซีกไม้ หญ้าแห้งและมูลสัตว์
ผู้หญิงที่แข็งแรงมีหน้าที่ในการสร้างบ้านเพื่ออาศัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือนแล้วก็ต้องคอยปรับปรุงซ่อมแซมปะโน่น เสริมนี่อยู่เรื่อยๆ
ภายในมี 2 ห้องนอนขนาดเล็กสำหรับพ่อแม่ 1 ห้อง อีกห้องสำหรับลูกๆ 3 คน
พื้นที่ที่เหลือสำหรับทำอาหาร กินอยู่ เก็บของและนั่งเล่น พร้อมพื้นที่ทำอาหาร รับแขก
ผู้หญิงชาวมาไซนิยมขยายให้ติ่งหูยาวด้วยการใส่เครื่องประดับยาวๆและมีน้ำหนักๆมากๆเพื่อยืดติ่งหูของตน
ชาวมาไซเป็นเผ่าเดียวที่ได้เข้าไปใช้ชีวิตในเขตอุทยาน Ngorongoro ที่เราเข้าไปท่องซาฟารีกัน

เครื่องประดับ สร้อยคอ และสังเกตที่หูของเธอ ที่ขยายจนเป็นติ่งหูที่ใหญ่มาก (ไม่กล้าถ่ายจ้องไปที่เธอมาก เกรงใจ) 
การแต่งกายของผู้หญิงมาไซ 
หนุ่มๆมาไซตัอนรับพวกเราด้วยการเต้นรำและร้องเพลง 
กระโดดแบบมาไซ Maasai traditional jumping
ผู้ชายชาวมาไซมีหน้าที่ทุกอย่างนอกบ้าน เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านแบบเราด้วย
ผู้ชายที่แข็งแรงจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง และยิ่งกระโดดได้สูงยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของตน
สำหรับชาวมาไซยิ่งมีฝูงสัตว์ และลูกหลานมากยิ่งแสดงถึงความมั่งคั่งและได้รับการนับถือมากขึ้น
ผู้ชายชาวมาไซนิยมแต่งงานเมื่ออายุมากหรือเป็นผู้ใหญ่
และสามารถมีภรรยาได้หลายคนในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ผู้หญิงก็สามารถมีสามีได้หลายคนเหมือนกัน
-





