Nim Journey

A Legend of Travel

  • ทริปนี้เป็น Road Trip เต็มตัวรับรถจากสนามบิน New Chitosei เที่ยวฮอกไกโดโดยมีแผนเที่ยวแบบนี้ค่ะ

    • จากสนามบิน New Chitosei-Furano-Shiragone
    • Shiragone – Biei – Asahikawa
    • Asahikawa- Otaru
    • Otaru – Noboribetsu – Lake Toya
    • Lake Toya – Sapporo
    • Sapporo – New Chitosei

    เวลาเที่ยว 6 วันเต็ม ขับรถข้ามเมืองไปมา อาจจะไม่มีเวลาชื่นชมแบบเต็มอิ่ม แต่ก็ครบรสชาติเห็นบรรยากาศฟ้าใส ดอกไม้สวย ในช่วงเวลาฤดูร้อนแสนสั้นของฮอกไกโด
    ด้วยทริปที่มีหลายเมือง ปลายทางมีสิ่งน่าสนใจรออยู่ ระหว่างทางจึงพึ่งพาทางด่วนเป็นส่วนใหญ่ ตามประสาทางด่วนวิวสวยๆให้ชื่นชมจึงมีไม่มากถ้าเทียบกับการลัดเลาะไปบนเส้นทางปกติ แต่ก็ทำความเร็วได้มากกว่า

    ตามรูทของทริปนี้สิ่งที่พลาดมากๆก็คือ ไม่ได้ใช้บัตรทางด่วนที่เรียกว่า “Hokkaido Express Pass” ซึ่งเป็นบัตรเหมาจ่ายสำหรับช่วงเวลาต่อเนื่อง ตามแบบเราถ้าซื้อแบบ 6 วันราคา 7200 เยนจะคุ้มค่ามาก แค่เทียบกับขาเดียวทีาจ่ายค่าทางด่วนไป Furano 3000 กว่าเยน จากOtaru ไป Shiraoi อีก 3000 กว่าเยน นี่แค่ขาเดียว แต่เราจ่ายทั้งไปกลับ ยังไงก็ควรใช้ Express Pass ค่ะ

    ตารางราคาเหมาจ่าย Hokkaido Express Pasd

    บัตรพวกนี้ติดต่อได้ที่บริษัทรถเช่านะคะ กรณีนี้ศึกษาไปไม่ดีพอ เลยจ่ายไปเยอะเลยค่ะ 😓

    (เพิ่มเติม…)
  • สองข้างทางที่มุ่งสู่บิเอะ เป็นทุ่งหญ้านาข้าวสาลี ทุ่งดอกไม้ บ้างก็เริ่มเก็บเกี่ยวเป็นสีเหลืองทองมีม้วนหญ้าก้อนใหญ่ วางตามท้องทุ่งสีเหลือง สลับไปกับทุ่งสีเขียว บ้านเรือนตั้งอยู่กันห่างๆ ไม่ค่อยได้เห็นผู้คนบนท้องถนน คนญี่ปุ่นคงเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว บ้านทุ่งมีโรงรถหลังไม่ใหญ่อยู่ข้างๆ บางเห็นเปิดให้เห็นว่ามีรถแทรกเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนเรียงรายในนั้น แม้จะเป็นบ้านทุ่งแต่สามารถมองออกว่าทุกครัวเรือนชาวนาชาวไร่ดูจะมีความเป็นอยู่ดี จากการตกแต่งรอบๆบ้านด้วยดอกไม้ เล็กๆน้อยๆ ให้มีสีสัน แทบไม่เห็นบ้านที่หลังใหญ่กว่าใคร หรือที่ซอมซ่อจนน่าสงสาร สิ่งที่มองเห็นคือความเรียบง่ายกับธรรมชาติบ้านเมืองสะอาด ล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าสลับสับกันบนเนินทุ่ง และถ้าคนญี่ปุ่นจะอวดกันจริงๆก็คงจะเป็นรสนิยมเรียบๆเช่นหลังคาสีชมพู ฟ้า เพื่อให้ดูงดงามเมื่อมองจากที่ไกลๆ ต้นไม้สูงโดดเด่นเพียงต้นเดียวริมรั้วบ้าน ข้างกำแพงไม้ธรรมดา  

    ตามความรู้สึกของฉัน บิเอะก็เหมือนหลายๆแห่งในโลกนี้ที่เราได้เดินทางนั่งรถผ่านทุ่งนาเขตเกษตรกรรม ความเวิ้งว้างสีเขียว สีเหลือง ธรรมชาติสุดตาโอบล้อมด้วยทิวเขาไกลๆนั้นงดงามเป็นเส้นทางที่สวยงามตามปกติ บางครั้งเราอาจหยุดแวะเพื่อถ่ายรูปเก็บเป็นความทรงจำของทางผ่านที่งดงาม แต่บิเอะกลับทำได้มากกว่าสถานที่อื่น เปลี่ยนตัวเองจากทางผ่านเป็นจุดหมาย ด้วยการแนะนำจุดแวะตามต้นไม้ที่เคยผ่านการถ่ายหนัง ถ่ายโฆษณาขึ้นปก ทั้งๆที่ก็ผ่านมาตั้งนานและฉันเองก็ไม่เคยได้ดูมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เพียงเพราะตอนนี้มันอยู่ในแผนที่นำเที่ยวเราก็ใช้เวลาหนึ่งวันตระเวณได้ทั่วบิเอะตั้งแต่ฝั่งฟูราโน่สาย Panorama จรด ฝั่งAsahikawa สายPatchwork เราแวะดูต้นไม้นั่นนี้จนบางคนหันมาสบตาแล้วถามว่า “มาดูอะไร ต้นนี้ที่บ้านก็มี” 😊


    แต่ถ้าไม่มีต้นไม้เหล่านี้ เราคงขับผ่านหรือเที่ยวบิเอะอย่างไร้จุดหมาย และไม่ได้มีเวลายามเย็นที่งดงามประทับใจร่วมกันตรงทุ่งทานตะวัน

    สายลมเอื่อยๆ แสงแดดเริ่มลับขอบฟ้า บางคนมานั่งอ่านหนังสือ นั่งเล่นชมวิว และสมาชิกทุกคนของเราก็นั่งคุยมีเสียงหัวเราะ วันดีดีด้วยกันกับวิวงดงามที่บิเอะหยุดเรียกเราไว้ให้ชื่นชมกับมันอย่างเต็มตา เต็มใจ

    เพิ่มเติมค่ะ เอาแผนที่ท่องเที่ยวของบิเอะมาฝาก เผื่อใครไปเที่ยวจะได้วางแผนและเห็นภาพได้ง่ายๆ ก่อนไปเที่ยว
    เค้าทำไว้ดีค่ะ ทั้งเส้นทางขี่จักรยาน และเส้นทางขับรถ

    Biei Road Map เส้นทางขับรถ / ปั่นจักรยาน ชมทุ่งหญ้า ต้นไม้ที่ บิเอะ
    Biei Road Map เส้นทางขับรถ / ปั่นจักรยาน ชมทุ่งหญ้า ต้นไม้ที่ บิเอะ
     

    แผนที่กลุ่มเมือง Furano -Biei – Shiragone
     

  • Shiragone เป็นเขตป่าทึบใกล้ เขตแนวภูเขาที่ล้อมรอบ เราใช้เวลาขับรถจาก Furano ประมาณ 40 นาที วันแรกหลายคนเหนื่อยจากการเดินทาง ทั้งจากการนั่งเครื่องจากกรุงเทพมากว่า 7 ชั่วโมง ต่อด้วยการนั่งรถอีก 2 ชั่วโมง แล้วเดินเล่นชมทุ่งดอกไม้ลาเวนเดอร์กันต่อ หันไปดูสมาชิกหลายคนนั่งสัปหงก ด้วยความเหนื่อยล้า แม้แต่ฉันเองก็ยังสะลืมสะลือ ถ้าไม่เป็นเพราะต้องช่วยนั่งดูเส้นทางในฐานะเนวิเกเตอร์ก็คงหลับไปเหมือนกัน


      

    สองข้างทางเมื่อใกล้เขต Shiragone เปลี่ยนเป็นป่าทึบ ต้นไม้ใหญ่ทั้งสองข้างทาง เส้นทางช่วงเย็น ใกล้พลบค่ำมีรถไม่มากนักแบบนี้ ดูเปลี่ยวๆในบางช่วง แต่ gps ยังคงบอกเส้นทาง ทำให้เรามั่นใจว่าไม่ผิดเส้นทาง อีกไม่นานฉันเริ่มเห็นอาคารโรงแรมใหญ่ด้านหน้า ที่พักของเราเป็นโรงแรมแรกๆในบริเวณนี้ Shiragone Park Hills ฉันรีบเข้าไปติดต่อเช็คอิน จึงไม่ทันได้มองรอบๆว่าข้างในเป็นเมืองหรือยังมีร้านค้าอะไรอื่นอะไรบ้าง
    Shiragone hot spring เป็นเขตเมืองที่มีบีอน้ำพุร้อนยอดนิยมของ Furano -Biei และ Shiragone โดยมีธรรมชาติท่ามกลางป่าใหญ่ โอบล้อมด้วยทิวเขาจากภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ล้อมรอบ คุณสมบัติของน้ำแร่ที่นี่ช่วยผ่อนตลายความเหนื่อยล้า บรรเทาอาการ พักฟื้นจากโรคต่างๆ
    หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฉันเปิดให้ตัวเองได้พบกับประสบการณ์พิเศษในเมื่อมาถึงเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนแบบนี้ โดยการไปแช่ออนเซน

    ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้แช่ออนเซน ผิดกันตรงที่ครั้งนี้ไม่แช่แบบขี้อายหลบๆซ่อนๆเหมือนเมื่อครั้งก่อนๆที่ต้องรอให้ทุกคนออกหมด และมีคติไม่ยอมให้คนรู้จักมาแช่ด้วยแล้วค่ะ มาคราวนี้พี่ๆเพื่อนๆใจกล้าทุกคนชักชวนเดินจูงมือเข้าออนเซนพร้อมกันเลย แรกๆเขินไม่กล้ามองหน้าแต่ซักพักก็ชินไปเอง 😆 แล้วทำให้ฉันได้มองรอบๆ ได้เต็มตา และใจกล้าเปิดประตูไปนั่งแช่ออนเซนชมวิวป่าเขียวๆด้านนอกกันอีกด้วย บรรยากาศดีมีความสุขคุยไป แช่ไปกับน้ำแร่ร้อนที่ช่วยให้ผิวนุ่มเนียน และบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ผลดีตามคุณสมบัติของน้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาจากบ่อโคลนสีดำในแถบนี้จริงๆ



    ไม่ไกลจากโรงแรมเป็นจุดชมน้ำตกชิโรฮิเงะ Shirohige น้ำตกสวยมีชื่อแห่งหนึ่งของฮอกไกโด น้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงเป็นน้ำบาดาลที่ออกจากรอยแตกของหน้าผาลงสู่แม่น้ำบิเอะด้านล่าง ซึ่งสีของแม่น้ำมีสีฟ้าสวยไปตลอดเส้นทางซึ่งเกิดจากแร่ธาตุตามธรรมชาติในดินรอบๆ แนวภูเขาไฟบริเวณนี้

    เราเดินเล่นรอบๆและมีโอกาสเข้าไปนั่งชมวีดีทัศน์จากศูนย์ดูแลการเกิดภัยพิบัติบนเกาะฮอกไกโด เนื่องจากเกาะนี้ยังเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่คุกรุ่นพร้อมจะระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ตั้งแต่หลายล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบันมีการปะทุและทำความเสียหายมาหลายครั้ง ทางญี่ปุ่นได้พยายามหาวิธีการจัดการป้องกันเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดเพราะอย่างไรคนบนเกาะฮอกไกโดและคนรุ่นต่อมาก็ยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติที่คุ้นเคยนี้ต่อไปอีกนาน โดยทำเป็นเส้นทางที่ทอดยาวจากแนวภูเขากั้นเป็นทางมาลงแม่น้ำบิเอะใกล้ๆกับน้ำตก เพื่อเป็นเส้นทางไหลของลาวาและแรงระเบิดที่อาจจะเสียหายหากมีภูเขาไฟระเบิดขึ้น แนวนี้ต่อลงสู่แม่น้ำ และเป็นทางยาวผ่านบึงน้ำที่เกิดจากการระเบิดทำเส้นทางดังกล่าว กลายเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนอีกแห่งเนื่องจากมีความสวยงามของน้ำสีฟ้าใสในบึงใหญ่ (Blue Pond)

    วันที่อากาศดี ท้องฟ้ามีเมฆงามเป็นริ้วอย่างวันที่เราไปเดินเล่นถ่ายรูป นับว่าสร้างความสดชื่นให้ทุกคนมีความสุข กระโดดโลดเต้นไปกับธรรมชาติร่มรื่นชนิดลืมอายุกันทีเดียว




    สำหรับฉัน Shiragone อาจจะดูธรรมดาในวันที่สบตากันครั้งแรก สองข้างทางสีเขียวดูจะเป็นภาพชินตาสำหรับคนไทยใกล้ป่าเขาใหญ่ และผ่านป่านับไม่ถ้วน แต่เมื่อพ้นออกมาเจอทุ่งหญ้าแถบบิเอะ เข้าเมืองอีกที ฉันยังกลับนึกถึงความร่มรื่นสดชื่นที่ป่ามีเสมอ เส้นทางน้ำสีฟ้าตามลำธารใสสะอาด ผ่านป่าทึบสีเขียวซึ่งมองเห็นจากบนสะพานด้านบน เสียงนกร้อง ผีเสื้อเกาะดอกไม้ หยากไย่ที่มีน้ำค้างเกาะระหว่างทางจ็อกกิ้งยามเช้า รถคันเล็กๆที่วิ่งสวนไปนานๆที แต่ก็พอทำให้อุ่นใจว่ายังมีผู้คนผ่านไปมา หากฉันจะต้องเผอิญไปเผชิญหน้ากับสุนัขจิ้งจอกที่มีป้ายบอกให้ระวังอยู่ตามทาง

    มีพี่ถามว่า “นั่นซิ จะทำไงดีถ้าเจอสุนัขจิ้งจอกเข้า”
    “คงแกล้งตายมั้ง พี่”

    พูดกันขำๆ แต่ก็โชคดีที่ไม่เจอ เพราะถ้าเจอจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำไง ทั้งที่นั่นก็เป็นเรื่องเดียวที่ฉันคิดไปตลอดระหว่างที่วิ่งเมื่อตอนเช้าริมทางระหว่างป่าทึบและถนนบนเส้นทาง Shiragone


     

  • หน้าร้อนที่ฮอกไกโด แสงอาทิตย์แยงตาตั้งแต่ตีสี่
    สมชื่อ “ดินแดนอาทิตย์อุทัย”
    แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบกริบ แสงเช้ายังขึ้นอ้อยสร้อย
    รอผู้คนยามเช้าอย่างเนิ่นนาน

    เราตื่นขึ้นมา ดึงม่านปิดตาแล้วนอนต่อ จนหกโมงค่อยคว้ารองเท้าออกมาวิ่งชมเมืองเก่าริมท่าเรือ ที่ยังเห็นร่องรอยของอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน

  • ลงจากทางด่วน เราผ่านเมืองเล็กๆระหว่างทาง มีรถจอดพักมากมายดูเหมือนจะมีแต่คนท้องถิ่นชาวญี่ปุ่น เราไม่รอช้าลองแวะไปเดินเล่นดูบรรยากาศแบบท้องถิ่น พร้อมกับหาขนม ของทางเล่น มองดูป้ายใกล้แถวนั้นบอกว่าเป็นหมู่บ้าน Shimukappa

    เมืองเล็กๆ ริมทาง การจัดการที่จอดรถเป็นระเบียบ  การขายของออกร้านเล็กๆ บรรยากาศเป็นกันเอง เวลาซื้อของ แจกของต่อคิวเป็นระเบียบน่ารักทั้งคนซื้อ คนขาย ถือว่าเราเริ่มต้นการท่องเที่ยวฮอกไกโดกับบรรยากาศที่แท้จริงของคนท้องถิ่นแท้ๆ