Nim Journey

A Legend of Travel

  • สองข้างทางที่มุ่งสู่บิเอะ เป็นทุ่งหญ้านาข้าวสาลี ทุ่งดอกไม้ บ้างก็เริ่มเก็บเกี่ยวเป็นสีเหลืองทองมีม้วนหญ้าก้อนใหญ่ วางตามท้องทุ่งสีเหลือง สลับไปกับทุ่งสีเขียว บ้านเรือนตั้งอยู่กันห่างๆ ไม่ค่อยได้เห็นผู้คนบนท้องถนน คนญี่ปุ่นคงเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว บ้านทุ่งมีโรงรถหลังไม่ใหญ่อยู่ข้างๆ บางเห็นเปิดให้เห็นว่ามีรถแทรกเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนเรียงรายในนั้น แม้จะเป็นบ้านทุ่งแต่สามารถมองออกว่าทุกครัวเรือนชาวนาชาวไร่ดูจะมีความเป็นอยู่ดี จากการตกแต่งรอบๆบ้านด้วยดอกไม้ เล็กๆน้อยๆ ให้มีสีสัน แทบไม่เห็นบ้านที่หลังใหญ่กว่าใคร หรือที่ซอมซ่อจนน่าสงสาร สิ่งที่มองเห็นคือความเรียบง่ายกับธรรมชาติบ้านเมืองสะอาด ล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าสลับสับกันบนเนินทุ่ง และถ้าคนญี่ปุ่นจะอวดกันจริงๆก็คงจะเป็นรสนิยมเรียบๆเช่นหลังคาสีชมพู ฟ้า เพื่อให้ดูงดงามเมื่อมองจากที่ไกลๆ ต้นไม้สูงโดดเด่นเพียงต้นเดียวริมรั้วบ้าน ข้างกำแพงไม้ธรรมดา  

    ตามความรู้สึกของฉัน บิเอะก็เหมือนหลายๆแห่งในโลกนี้ที่เราได้เดินทางนั่งรถผ่านทุ่งนาเขตเกษตรกรรม ความเวิ้งว้างสีเขียว สีเหลือง ธรรมชาติสุดตาโอบล้อมด้วยทิวเขาไกลๆนั้นงดงามเป็นเส้นทางที่สวยงามตามปกติ บางครั้งเราอาจหยุดแวะเพื่อถ่ายรูปเก็บเป็นความทรงจำของทางผ่านที่งดงาม แต่บิเอะกลับทำได้มากกว่าสถานที่อื่น เปลี่ยนตัวเองจากทางผ่านเป็นจุดหมาย ด้วยการแนะนำจุดแวะตามต้นไม้ที่เคยผ่านการถ่ายหนัง ถ่ายโฆษณาขึ้นปก ทั้งๆที่ก็ผ่านมาตั้งนานและฉันเองก็ไม่เคยได้ดูมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เพียงเพราะตอนนี้มันอยู่ในแผนที่นำเที่ยวเราก็ใช้เวลาหนึ่งวันตระเวณได้ทั่วบิเอะตั้งแต่ฝั่งฟูราโน่สาย Panorama จรด ฝั่งAsahikawa สายPatchwork เราแวะดูต้นไม้นั่นนี้จนบางคนหันมาสบตาแล้วถามว่า “มาดูอะไร ต้นนี้ที่บ้านก็มี” 😊


    แต่ถ้าไม่มีต้นไม้เหล่านี้ เราคงขับผ่านหรือเที่ยวบิเอะอย่างไร้จุดหมาย และไม่ได้มีเวลายามเย็นที่งดงามประทับใจร่วมกันตรงทุ่งทานตะวัน

    สายลมเอื่อยๆ แสงแดดเริ่มลับขอบฟ้า บางคนมานั่งอ่านหนังสือ นั่งเล่นชมวิว และสมาชิกทุกคนของเราก็นั่งคุยมีเสียงหัวเราะ วันดีดีด้วยกันกับวิวงดงามที่บิเอะหยุดเรียกเราไว้ให้ชื่นชมกับมันอย่างเต็มตา เต็มใจ

    เพิ่มเติมค่ะ เอาแผนที่ท่องเที่ยวของบิเอะมาฝาก เผื่อใครไปเที่ยวจะได้วางแผนและเห็นภาพได้ง่ายๆ ก่อนไปเที่ยว
    เค้าทำไว้ดีค่ะ ทั้งเส้นทางขี่จักรยาน และเส้นทางขับรถ

    Biei Road Map เส้นทางขับรถ / ปั่นจักรยาน ชมทุ่งหญ้า ต้นไม้ที่ บิเอะ
    Biei Road Map เส้นทางขับรถ / ปั่นจักรยาน ชมทุ่งหญ้า ต้นไม้ที่ บิเอะ
    แผนที่กลุ่มเมือง Furano -Biei – Shiragone
  • Shiragone เป็นเขตป่าทึบใกล้ เขตแนวภูเขาที่ล้อมรอบ เราใช้เวลาขับรถจาก Furano ประมาณ 40 นาที วันแรกหลายคนเหนื่อยจากการเดินทาง ทั้งจากการนั่งเครื่องจากกรุงเทพมากว่า 7 ชั่วโมง ต่อด้วยการนั่งรถอีก 2 ชั่วโมง แล้วเดินเล่นชมทุ่งดอกไม้ลาเวนเดอร์กันต่อ หันไปดูสมาชิกหลายคนนั่งสัปหงก ด้วยความเหนื่อยล้า แม้แต่ฉันเองก็ยังสะลืมสะลือ ถ้าไม่เป็นเพราะต้องช่วยนั่งดูเส้นทางในฐานะเนวิเกเตอร์ก็คงหลับไปเหมือนกัน


      

    สองข้างทางเมื่อใกล้เขต Shiragone เปลี่ยนเป็นป่าทึบ ต้นไม้ใหญ่ทั้งสองข้างทาง เส้นทางช่วงเย็น ใกล้พลบค่ำมีรถไม่มากนักแบบนี้ ดูเปลี่ยวๆในบางช่วง แต่ gps ยังคงบอกเส้นทาง ทำให้เรามั่นใจว่าไม่ผิดเส้นทาง อีกไม่นานฉันเริ่มเห็นอาคารโรงแรมใหญ่ด้านหน้า ที่พักของเราเป็นโรงแรมแรกๆในบริเวณนี้ Shiragone Park Hills ฉันรีบเข้าไปติดต่อเช็คอิน จึงไม่ทันได้มองรอบๆว่าข้างในเป็นเมืองหรือยังมีร้านค้าอะไรอื่นอะไรบ้าง
    Shiragone hot spring เป็นเขตเมืองที่มีบีอน้ำพุร้อนยอดนิยมของ Furano -Biei และ Shiragone โดยมีธรรมชาติท่ามกลางป่าใหญ่ โอบล้อมด้วยทิวเขาจากภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ล้อมรอบ คุณสมบัติของน้ำแร่ที่นี่ช่วยผ่อนตลายความเหนื่อยล้า บรรเทาอาการ พักฟื้นจากโรคต่างๆ
    หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฉันเปิดให้ตัวเองได้พบกับประสบการณ์พิเศษในเมื่อมาถึงเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนแบบนี้ โดยการไปแช่ออนเซน

    ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้แช่ออนเซน ผิดกันตรงที่ครั้งนี้ไม่แช่แบบขี้อายหลบๆซ่อนๆเหมือนเมื่อครั้งก่อนๆที่ต้องรอให้ทุกคนออกหมด และมีคติไม่ยอมให้คนรู้จักมาแช่ด้วยแล้วค่ะ มาคราวนี้พี่ๆเพื่อนๆใจกล้าทุกคนชักชวนเดินจูงมือเข้าออนเซนพร้อมกันเลย แรกๆเขินไม่กล้ามองหน้าแต่ซักพักก็ชินไปเอง 😆 แล้วทำให้ฉันได้มองรอบๆ ได้เต็มตา และใจกล้าเปิดประตูไปนั่งแช่ออนเซนชมวิวป่าเขียวๆด้านนอกกันอีกด้วย บรรยากาศดีมีความสุขคุยไป แช่ไปกับน้ำแร่ร้อนที่ช่วยให้ผิวนุ่มเนียน และบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ผลดีตามคุณสมบัติของน้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาจากบ่อโคลนสีดำในแถบนี้จริงๆ



    ไม่ไกลจากโรงแรมเป็นจุดชมน้ำตกชิโรฮิเงะ Shirohige น้ำตกสวยมีชื่อแห่งหนึ่งของฮอกไกโด น้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงเป็นน้ำบาดาลที่ออกจากรอยแตกของหน้าผาลงสู่แม่น้ำบิเอะด้านล่าง ซึ่งสีของแม่น้ำมีสีฟ้าสวยไปตลอดเส้นทางซึ่งเกิดจากแร่ธาตุตามธรรมชาติในดินรอบๆ แนวภูเขาไฟบริเวณนี้

    เราเดินเล่นรอบๆและมีโอกาสเข้าไปนั่งชมวีดีทัศน์จากศูนย์ดูแลการเกิดภัยพิบัติบนเกาะฮอกไกโด เนื่องจากเกาะนี้ยังเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่คุกรุ่นพร้อมจะระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ตั้งแต่หลายล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบันมีการปะทุและทำความเสียหายมาหลายครั้ง ทางญี่ปุ่นได้พยายามหาวิธีการจัดการป้องกันเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดเพราะอย่างไรคนบนเกาะฮอกไกโดและคนรุ่นต่อมาก็ยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติที่คุ้นเคยนี้ต่อไปอีกนาน โดยทำเป็นเส้นทางที่ทอดยาวจากแนวภูเขากั้นเป็นทางมาลงแม่น้ำบิเอะใกล้ๆกับน้ำตก เพื่อเป็นเส้นทางไหลของลาวาและแรงระเบิดที่อาจจะเสียหายหากมีภูเขาไฟระเบิดขึ้น แนวนี้ต่อลงสู่แม่น้ำ และเป็นทางยาวผ่านบึงน้ำที่เกิดจากการระเบิดทำเส้นทางดังกล่าว กลายเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนอีกแห่งเนื่องจากมีความสวยงามของน้ำสีฟ้าใสในบึงใหญ่ (Blue Pond)

    วันที่อากาศดี ท้องฟ้ามีเมฆงามเป็นริ้วอย่างวันที่เราไปเดินเล่นถ่ายรูป นับว่าสร้างความสดชื่นให้ทุกคนมีความสุข กระโดดโลดเต้นไปกับธรรมชาติร่มรื่นชนิดลืมอายุกันทีเดียว




    สำหรับฉัน Shiragone อาจจะดูธรรมดาในวันที่สบตากันครั้งแรก สองข้างทางสีเขียวดูจะเป็นภาพชินตาสำหรับคนไทยใกล้ป่าเขาใหญ่ และผ่านป่านับไม่ถ้วน แต่เมื่อพ้นออกมาเจอทุ่งหญ้าแถบบิเอะ เข้าเมืองอีกที ฉันยังกลับนึกถึงความร่มรื่นสดชื่นที่ป่ามีเสมอ เส้นทางน้ำสีฟ้าตามลำธารใสสะอาด ผ่านป่าทึบสีเขียวซึ่งมองเห็นจากบนสะพานด้านบน เสียงนกร้อง ผีเสื้อเกาะดอกไม้ หยากไย่ที่มีน้ำค้างเกาะระหว่างทางจ็อกกิ้งยามเช้า รถคันเล็กๆที่วิ่งสวนไปนานๆที แต่ก็พอทำให้อุ่นใจว่ายังมีผู้คนผ่านไปมา หากฉันจะต้องเผอิญไปเผชิญหน้ากับสุนัขจิ้งจอกที่มีป้ายบอกให้ระวังอยู่ตามทาง

    มีพี่ถามว่า “นั่นซิ จะทำไงดีถ้าเจอสุนัขจิ้งจอกเข้า”
    “คงแกล้งตายมั้ง พี่”

    พูดกันขำๆ แต่ก็โชคดีที่ไม่เจอ เพราะถ้าเจอจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำไง ทั้งที่นั่นก็เป็นเรื่องเดียวที่ฉันคิดไปตลอดระหว่างที่วิ่งเมื่อตอนเช้าริมทางระหว่างป่าทึบและถนนบนเส้นทาง Shiragone


     

  • หน้าร้อนที่ฮอกไกโด แสงอาทิตย์แยงตาตั้งแต่ตีสี่
    สมชื่อ “ดินแดนอาทิตย์อุทัย”
    แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบกริบ แสงเช้ายังขึ้นอ้อยสร้อย
    รอผู้คนยามเช้าอย่างเนิ่นนาน

    เราตื่นขึ้นมา ดึงม่านปิดตาแล้วนอนต่อ จนหกโมงค่อยคว้ารองเท้าออกมาวิ่งชมเมืองเก่าริมท่าเรือ ที่ยังเห็นร่องรอยของอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน

  • ลงจากทางด่วน เราผ่านเมืองเล็กๆระหว่างทาง มีรถจอดพักมากมายดูเหมือนจะมีแต่คนท้องถิ่นชาวญี่ปุ่น เราไม่รอช้าลองแวะไปเดินเล่นดูบรรยากาศแบบท้องถิ่น พร้อมกับหาขนม ของทางเล่น มองดูป้ายใกล้แถวนั้นบอกว่าเป็นหมู่บ้าน Shimukappa

    เมืองเล็กๆ ริมทาง การจัดการที่จอดรถเป็นระเบียบ  การขายของออกร้านเล็กๆ บรรยากาศเป็นกันเอง เวลาซื้อของ แจกของต่อคิวเป็นระเบียบน่ารักทั้งคนซื้อ คนขาย ถือว่าเราเริ่มต้นการท่องเที่ยวฮอกไกโดกับบรรยากาศที่แท้จริงของคนท้องถิ่นแท้ๆ

  • ต้นเดือนสิงหาคมเวลานี้ เลยจุดพีคแห่งความสวยงามของลาเวนเดอร์ไปบ้างแล้ว เราจึงไม่ได้เห็นสีม่วงของลาเวนเดอร์เป็นพุ่มหนาทั้งทุ่งเหมือนเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแต่ถึงอย่างนั้น ความงามของทุ่งดอกไม้ที่เหลืออยู่ก็ยังสดใส บานสะพรั่งงดงามหลากสีสัน

    เราเดินทางมาถึงสนามบิน New Chitosei สนามบินใกล้เมืองซัปโปโร เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโด ติดต่อรับรถเช่าที่ติดต่อทางเน็ตไว้ล่วงหน้า เราเลือกใช้บริการกับ Toyota car rental 
    เมื่ออกจาก Gate จะเห็นป้าย Car Rental เดินตามป้ายไปลงลิฟท์ที่ชั้น 1 ก็จะเจอกับเคาน์เตอร์รถเช่า เอาเอกสารที่ปรินท์รายละเอียดการจองไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะให้บัตรคิวเพื่อรอเรียก เราต้องรอซักพักจะมีรถบัสของทาง Toyota วนมารับเพื่อไปรับรถที่สำนักงาน ซึ่งห่างจากสนามบินประมาณ 5-7 กม.

    รถตู้รับลูกค้าไปที่สำนักงานของ Toyota Rental Car
    รถตู้รับลูกค้าไปที่สำนักงานของ Toyota Rental Car

    เมื่อมาถึงสำนักงาน ก็รอเรียกตามคิวที่ได้รับมา เช็คเอกสารจ่ายเงิน ตกลงเรื่องประกันรถ ซึ่งปกติราคาจะรวมประกันไว้แล้ว

    ในเรื่องประกันรถ ตามปกติรถเช่าจะรวมค่าประกันไว้ให้ แต่การคุ้มครองจะมีค่าใข้จ่ายส่วนแรกจากการเกิดอุบัติเหตุประมาณ 20,000 – 50,000 เยน ซึ่งเราจะต้องจ่ายหากเกิดอุบัติเหตุ ในส่วนนี้ทางบริษัทจะมีขายเพิ่มเติมให้กับเราอีกเป็นค่าเบี้ยประกันวันละ 1,080 เยน หากเราซื้อเพิ่มเติม เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเราก็ไม่ต้องจ่ายในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนแรกนี้ ซึ่งเราซื้อเพิ่มไปเพื่อความสบายใจค่ะ

    และอีกส่วนหนึ่งซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ เราจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในกรณีที่บริษัทฯเสียผลประโยชน์จากการเกิดอุบัติเหตุ 20,000 – 50,000 เยน ในส่วนนี้ไม่มีค่าเบี้ยประกัน หากมีการเรียกร้องเราจะต้องจ่ายตามที่บริษัทฯรถเช่าเรียกร้องเท่านั้น

    DSC04871
    รถของเราประจำทริปนี้ Toyota Voxy

    เมื่อตกลงทุกอย่างเป็นที่เข้าใจ ก็จ่ายเงิน แล้วรับรถเช่า คราวนี้เราได้เป็นรถToyota Voxy สำหรับ 5 ที่นั่ง ด้านหลังใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้ 5-6 ใบกำลังดี ที่นั่งก็นั่งสบาย
    จากนั้นก็ออกเดินทาง โดยมี GPS นำทาง เพียงแค่ใส่หมายเลขโทรศัพท์หรือ Mapcode ของปลายทางที่เราจะไป Gps ก็นำทางเรา ซึ่งใช้งานง่าย สะดวกสบาย บอกทางได้ละเอียดดีเลยค่ะ

    ทางไปFurano ซึ่งเป็นที่หมายแรกของเราวันนี้ ขึ้นทางด่วน ไปลงแถบเมืองใกล้ๆ ระยะทางประมาณ 140 กม. แต่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ไม่ใช่ทางไม่ดี ถนนนั้นดีมาก ดีที่สุด แต่ขับรถในญี่ปุ่นใช้ความเร็วได้ไม่มากตามป้ายกำหนดไว้เพียง 70กม. /ชม.  ผ่านแยกก็มีไฟแดงเพื่อความปลอดภัยแทบจะทุกแยก ผ่านเขตชุมชนกำหนดความเร็วเพียง 40-50กม. /ชม. ความเร็วน้อยนิดขนาดนี้ นักซิ่งจากไทยเลยโดนตำรวจควักมือเรียกไปอบรมกันส่วนตัวบนรถ  คุณตำรวจใจดี เพียงแค่อบรมแล้วปล่อยให้เราเดินทางสนุกสนานกันต่อ เป็นประสบการณ์ความผิดพลาดกันไป
    ฉันสังเกตว่าถนนหนทางในญี่ปุ่น และความเร็วที่กำหนด ทั้งคนเดินถนน คนขี่จักรยาน คนขับรถ สามารถใช้ร่วมกันอย่างปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้คงไม่ใช่อยู่ที่ถนนสายใหญ่ การแบ่งช่องจราจร กฎเกณฑ์ แต่อยู่ที่จิตสำนึกของ”คน” ในการเคารพกฎ นึกถึงความปลอดภัย และชีวิตของผู้คนเป็นหลักมากที่สุด

    ทุ่งลาเวนเดอร์แรกที่เราไปถึงเหี่ยวแห้ง กรอบดำ เกือบทำให้ฉันและสมาชิกผิดหวังกับความตั้งใจ แต่เมื่อเดินชมไปเรื่อยๆ สึสันจากดอกไม้ชนิดอื่นที่ชูช่อเติมความงามบานคงทนกว่าก็งดงามประทับใจ บนท้องทุ่งกว้างใหญ่ เหมือนเอาสีมาระบาย บนดาษใบใหญ่ ของฟาร์มโทมิตะที่มีชื่อของเมืองฟูราโน่