Nim Journey

A Legend of Travel

  • ใกล้ตา ไกลตีน : เดินไกลไปดูซากเครื่องบิน

    “มันเป็นยังไงเหรอ เครื่องบินอะไร มีอะไรที่นั่น” พี่ศักดิ์เฝ้าเวียนถามตั้งแต่บอกว่า ถัดไปเราจะไปดูซากเครื่องบินบนชายหาดสีดำกัน

    รถหลายคันจอดริมทาง มีคนพากันเดินไปทางชายหาดด้านใน มองจากริมถนนเห็นชายหาดอยู่ลิบๆ ดูไม่ค่อยไกลนัก ฉันก็เลยมั่นใจว่าพวกเค้าคงเดินไปดู ซากเครื่องบินที่อยู่ริมทะเล
    ระหว่างเราเดิน พี่ศักดิ์ก็ยังเฝ้าถามด้วยคำถามเดิมๆ
    “ก็ซากเครื่องบินไงพี่ มันมาตกบนหาดทรายสีดำ เห็นเป็นจุดที่เค้าแนะนำให้มาแวะชมกันในข้อมูลท่องเที่ยว iceland หลายๆอันที่อ่านมา
    นั่นไง คนแวะดูเยอะแยะ ไม่ไกลหรอก ตามมา
    พวกพี่เค้าก็คงเห็นฉันตอบอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ก็เลยตามมา

    ฉันเดินไปเรื่อยๆ ทิ้งห่างออกมา ฉันสังเกตุว่าคนที่เดินสวนกลับมาช่างตั้งหน้าตั้งตาเดิน ไม่ชิล ไม่ยิ้ม เช่นเดียวกับฝั่งที่กำลังเดินมุ่งหน้าไป
    เดิน เดิน เดิน
    ฉันชะเง้อมองข้างหน้าว่าอีกไม่ไกล ทางบนทรายดำ มีหินกรวดตลอดทาง ทางเรียบ ลมเริ่มพัดแรงขึ้น ฉันหันไปมองพี่ๆที่เดินตามหลัง ทิ้งระยะห่างกันมากขึ้น


    เวลานานขึ้น แต่ปลายทางยังดูเหมือนไกลเท่าเดิม ตอนนั้นเองที่เริ่มคิดมาได้ว่า

    ไกลนี่หว่า

    หันกลับไปมองเจ้แหววและหายทรายดำโล่งเวิ้งว่าง มีซากเครื่องบินเก่าจาก US ซึ่งตกในปี 1973 เพราะน้ำมันหมด และนักบินทั้งหมดบนเครื่องรอดชีวิต ทิ้งซากเครื่องบินไว้เป็น landmark ให้กับชายหาดทางใต้ของ Iceland
    ที่นี่น่าจะเหมาะกับช่างภาพที่หาแลนสเคปแปลกๆ ราวกับดินแดนที่ไม่ใช่ในโลกมนุษย์ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวธรรมดาอย่างฉันเมื่อไปถึงก็ได้แค่ยืนงงๆ เดินวนหนึ่งรอบ ชะเง้อมองเข้าไปด้านในซากเครืองบิน มองหาคนให้ถ่ายรูปกับซากเครื่องบินซักรูป แล้วเดินจ้ำออกมาแบบคนที่ฉันเคยเดินสวนเมื่อขาไปฝนเริ่มตก ลมก็ยิ่งแรงขึ้น ฉันจับระยะทางจากขากลับ ได้ระยะประมาณ 4 กม. ใกล้ถึงรถ ฝนยิ่งตกหนัก แต่ก็ยังมีคนเดินมุ่งหน้าเข้าไปที่ชายหาดด้านใน ช่างเก่งกล้ากันจริงๆ เพราะลมแรงขึ้นเรื่อยๆจนตัวฉันแทบปลิว เปิดประตูรถออกมาลมพัดประตูแทบหลุด ฉันกระโดดขึ้นรถ ติ๊กถูก check point ของIceland ได้อีกแห่งสำเร็จถ้ารู้ว่าเดินไป-กลับ 8 กม. คงจะขอเว้นวรรคปล. ก่อนเข้าก็เห็นป้าย 4 กม. แต่ไม่เชื่อมัน คิดว่าเป็นป้ายเก่า จะเป็นไปได้ไงแค่จะไปดูอีซากเครื่องบิน ต้องเดินไปตั้ง 4 กม. แถมชายหาดที่มองเห็นก็ออกจะดูใกล้ๆ
    แต่ตอนกลับมาคิดอีกที เป็นไปได้ไงที่มรึงไม่เชื่อป้าย
  • คืนที่แสงจันทร์นำทาง Kang Yatse II

    ดาบจอมภพ นิยายจีนของโกวเล้งที่พกไปอ่านระหว่างเดินเทรค Kang Yatse II รอบที่ผ่านมา อ่านจบที่เบสแค้มป์ก่อนขึ้นยอดพอดี

    บทบรรยายหลายตอนกล่าวถึงโป๊วอังเสาะ ตัวเอกขาพิการ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนจำได้ขึ้นใจ

    บางขณะที่ฉันก้าวเดิน ขาสั่น อ่อนล้า แต่จุดหมายปลายทางที่มองไม่เห็นดูเหมือนจะห่างไกลจนแทบเป็นไปไม่ได้ ก็พลอยนึกถึงถ้อยคำในหนังสือผุดขึ้นมาปลอบใจแบบขำๆเป็นระยะ เพราะคำบรรยายเหล่านั้นแทบจะไม่ต่างจากฉันในเวลานี้

    “ลมกรรโชกรุนแรง
    ม่านราตรีคลี่คลุมรางเรือน
    ทางเบื้องหน้ายิ่งยาวไกลกว่า
    เดินโดดเดี่ยวต่อไปอีก

    เสียงหอบหายใจ

    มันเดินช้าๆ เท้าซ้ายก้าวไปก่อน
    เท้าขวาจึงถูกลากตามไปช้าๆ
    ในมือกำดาบแนบแน่น
    ดาบที่ดำสนิท
    ดวงตาของมันก็ดำดำสนิท ดุจเป็นวิกาลที่ครอบคลุมอยู่
    ก็เดินอยู่เช่นนี้เอง ในวิกาลที่มีจันทร์”

    ———————————–

    คืนนี้มีแสงจันทร์นำทางสว่างอยู่ข้างหน้า ทุกคนต่างเดินตามแรงกำลังของตัวเอง เราเดินห่างๆกัน ไม่พูดคุยกันมากนัก เพราะความเหนื่อย ง่วง และต่างมุ่งมั่นในหนทางของตนเอง

    ฉันเดินช้าๆ ค่อยๆก้าวไป สังเกตุว่าต่างจากโป๊วอังเสาะที่ฉันก้าวขวาไปก่อน และตามด้วยเท้าซ้าย อย่างเป็นจังหวะ
    มือกำไม้เท้าคู่ใจที่พากันไปหลายภูเขาแนบแน่นเพื่อช่วยพยุงตัวเองไม่ให้ลื่นล้มบนทางหินน้อยใหญ่ในความมืด
    ดวงตาของฉันคงไม่สงบเยือกเย็นนักเพราะใจฉันคอยมองหาแสงสว่างที่ปลายทางบนยอดอย่างจดจ่อ หายใจแรงหอบแฮ่กๆ พักเหนื่อยเป็นระยะๆ

    ฉันเดินอยู่เช่นนี้ในวิกาลที่มีจันทร์…คล้ายๆกัน

     


    บันทึกคืนวันที่แสนเนิ่นนาน

    ช่วงเวลาที่มาถึงยอด

    ตื่น 5 ทุ่ม หลังจากนอนตอนหกโมงเย็น ซึ่งหลับไม่ค่อยสนิทนัก แต่เมื่อถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาได้ดูเหมือนการอิดออดและตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาทำอะไรมันแทบจะหมดไปเรื่อยๆเมื่อช่วงหลังได้ทำกิจกรรมลักษณะนี้บ่อยๆ???

    ฉันเตรียมของ อุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่ก่อนนอนเมื่อคืน เช้านี้จึงไม่ฉุกละหุก หรือตื่นเต้น นอกจากกระเป๋า day pack ของเราที่เล็กเกินไปหน่อย สำหรับเตรียมสัมภาระในการเดินคืนนี้ แต่ก็คิดและวางแผนจัดการไว้หมดแล้ว จึงถือว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่

    Yong และ Gawa ตะโกนปลุกและเรียกทุกคนไปทานอาหารก่อนเดินขึ้นเขา สภาพอาหารพวกจาปาตี ไข่ต้ม ขนมปัง ไม่ได้น่ากินสักนิด แต่รู้ว่าเพื่อแรงเดินเราจำเป็นต้องกินอะไรรองท้องไว้บ้าง ฉันตื่มกาแฟ 1 แก้ว กับจาปาตีราดน้ำผึ้ง 2 แผ่น รู้ตัวว่ากินน้อยแต่ก็กินอะไรไม่ไหวจริงๆ นึกเสียดายที่น่าจะเอาเจลเพิ่มพลังงานติดมาสำหรับเดินเขาครั้งนี้ด้วย

    จากนั้นก้อเดินไปหยิบขนม 2-3 ชิ้น กับจาปาตีและชีสแผ่น ใส่กระเป๋าเพื่อเป็นอาหารกลางวัน รวมกับไข่2ฟอง และมัน1ลูกซึ่งเป็นของเก่าเหลือจากวันเดินก่อนหน้านี้ ฉันมีเนื้อแผ่นอีก 1ถุงที่คิดว่าจะเอาไว้กินระหว่างเดิน

    ส่วนน้ำเตรียมไป 2 ลิตร เพราะกระเป๋ามีเนื้อที่จำกัด รวมทั้งไม่อยากดื่มเยอะนักเพราะกลัวปวดฉี่ระหว่างทาง

    เที่ยงครึ่งเราออกเดินพร้อมๆกัน
    การขึ้นยอดครั้งนี้เราต้องเดินแบกสัมภาระส่วนตัวกันเองโดยไม่มีใครช่วยเหมือนครั้งขึ้นยอดคิลิมันจาโร ทั้งกลุ่มมีเพียงไกด์นำและผู้ช่วยปิดท้าย ฉันพยายามเดินตามจังหวะของตัวเอง ช้า ช้า แต่ไม่ให้ช้ากว่ากลุ่มนำมากเกินไป เพราะกลัวเดินผิดทิศทางเนื่องจากความมืด และทางเป็นหินไม่มีแนวเดินชัดเจน

    ขณะเดินฉันไม่คิดอะไรมาก เพียงแค่เดินตามแสงไฟข้างหน้าไปเรื่อยๆ รู้ว่ายอดยังอยู่อีกไกล เพราะยอดสูงนี้ต้องผ่านแนวหิมะก่อน จิตใจจึงไม่พะวักพะวงกับปลายทางบนสุด แต่คิดถึงจุดใกล้ๆเป็นระยะว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดเริ่มต้นของหิมะมากกว่า ฉันไม่มีอาการปวดหัว จึงค่อนสบายหน่อย มีเพียงลมแรงมาเป็นช่วงๆ ทำให้ต้องรูดซิปเสื้อทุกชั้นขึ้นจนมิด และใส่ถุงมือกันหนาวอันใหญ่เพื่อป้องกันความเย็น
    วันนี้แสงจันทร์กระจ่างเกือบเต็มดวง แสงที่ส่องลงมาทำให้คืนนี้ไม่มืดมิดเกินไป ได้มองเห็นแสงจันทร์ที่กระทบกับก้อนหิน มองเห็นม้าที่ไกด์นำขึ้นมาพักด้านบนระหว่างทางช่วงแรก ฉันหยิบก้อนหินเล็กๆมาวางซ้อนกองหินที่มีคนก่อนหน้านำมาวางเรียงซ้อนเพื่อความโชคดีแบบชาวทิเบตบนกองหนึ่งระหว่างทางที่เดินผ่าน

    เวลาเดินตามแสงไฟของเพื่อนด้านหน้าที่นำไปก่อน ฉันชะเง้อคอยดูแล้วเหมือนตรงนั้นเป็นประตูที่พวกเขากำลังยืนรออยู่เพื่อเปิดออก บางขณะฉันคิดว่าเป็นถ้ำที่พวกเขากำลังรอเปิดอยู่เพื่อไปถึงปลายทาง ฉันอยากเร่งเดินอย่างเร็วเพื่อรีบไปสมทบและเข้าไปพร้อมกัน แต่ก็เหนื่อยเร่งตามไม่ไหว ต้องเดินช้าลงแล้วปล่อยคนที่ตามมาเดินนำไปก่อน นึกแล้วก็ขำในจินตนการบ้าบอของตัวเอง ฉันมีสติตลอดเวลาที่รู้ว่าไม่มีประตูวิเศษ ไม่มีถ้ำข้างหน้าที่จะพาเราทะลุไปถึงปลายทางแบบสบายๆหรือมีความอัศจรรย์อะไรรออยู่ แต่ว่าในความเมื่อยล้าที่รอบข้างดูลางเลือน มีแสงจันทร์สีเงินคอยลูบไล้ในเวลาแบบนี้ เรามักหวังความอัศจรรย์มาช่วยบรรเทาเราอยู่เสมอ

    ใกล้เช้าแล้ว ความสว่างกำลังไล่เข้ามาลมแรงลดลง และฉันอยู่ตรงรอยต่อระหว่างหิมะหนากับพื้นหิน เราจะต้องใส่ Crampon เพื่อใช้เดินลุยหิมะ แต่ไกด์ตะโกนขึ้นว่า “อากาศดูไม่ค่อยดี ให้รอดูสถานการณ์ก่อนว่าไปได้มั๊ย”
    บอกตรงๆ แอบดีใจ แต่อุตส่าห์เดินขึ้นมาขนาดนี้แล้วยังไงขอไปต่อเหอะ ครู่เดียวเขาก็หันมาบอกว่าไปได้ แต่น่าเสียดายจริงๆว่าวันนี้ฟ้าปิดเมื่อวานอากาศยังสดใสกว่าวันนี้ แต่สิ่งนั้นคงไม่ใช่ปัญหาเมื่อเรามาถึงจุดนี้ ความสวยงามของปลายทางคงไม่สำคัญเท่าการไปให้ถึงจุดหมายของเราถึงฟ้าจะเน่าแค่ไหน

    หลังจากผ่านทางหินขรุขระทั้งคืน ก็มาเดินต่อบนทางหิมะขาวในตอนเช้าตรู่

    ไกด์ช่วยใส่ Crampon ให้ แล้วให้เดินต่อไปบนหิมะ พร้อมกับใช้ Ice axe พยุงตัวระหว่างเดิน เราเดินขึ้นไปตามทางที่ไกด์นำ พอลมไม่มี อากาศก็ไม่หนาวมากแล้ว เสื้อที่ใส่มาหลายชั้นเริ่มทำให้ร้อนจนต้องรูดซิปออกแทบไม่ทัน เพราะหายใจเกือบไม่ออก บวกกับความร้อนในร่างกายที่ระอุขึ้นมา ความเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินบนรองเท้าที่สวมด้วย crampon ที่ไม่ถนัด เดินล้มๆอยู่หลายที แล้วยังลามไปเจ็บข้อเท้าที่ต้องเกร็งระวังไม่ให้ตัวเองลื่นล้มเพราะต้องเดินเฉาะๆ ก้าวให้เป็นจังหวะ
    แสงอาทิตย์ที่ส่องในเช้าวันนี้ ก็เช่นเดียวกับทุกครั้ง สวยแต่พูดตรงๆไม่ได้เพิ่มพลังให้อยากเดินต่อไป ฉันอยากนั่งลงและจบภาระกิจความบ้าของตัวเองซะทีที่จู่ๆก้อมาสมัครอยากมาปีนยอดสูง 6,200 เมตร
    กว่า 7 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นยอดสูงนั้นใกล้ๆ ฉันได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมเดินไป เฉาะขาไป กับน้องๆอีก 2 คนที่เดินใกล้กัน เราเหนื่อยเหมือนกัน แต่พอจะมองออกว่า ไม่มีใครมีทีท่ายอมแพ้

    10 ชั่วโมงจากตอนเที่ยงคืน เราเดินมาถึงปลายทางด้วยความเหนื่อยล้า พักบ้าง ช้าบ้าง ให้กำลังใจกัน แต่ก็พากันลากตัวเองมาถึงจุดหมายที่เราตั้งใจ ทุกอย่างมันคือหมุดเพื่อทดสอบกำลังใจ กำลังกายตัวเอง เราเฮฮาที่จุดนั้นด้วยความอ่อนแรง กับลมแรงบนยอดอีกครั้งก่อนจะเดินกลับลงมา ก็เหมือนทุกทีที่จุดหมายก็คือจุดที่เรากำหนดเพื่อเดินกลับ ความหมายของมันยังอยู่ตรงนั้นเพียงแค่นั้น ไม่ใช่ความสวยงามของวิวที่พาฉันมายืนที่นี่ ฉันไม่เคยมีภาพของบนนี้เพื่อดึงดูดให้มาถึง จริงๆมีเพียงแค่จุดเล็กๆ หรือตัวเลขบนนี้เท่านั้นที่ฉันอยากบอกกับจิตใจและร่างกายตัวเองว่ามาถึงแล้ว แต่การผจญภัย การเดินทางยังไม่จบ ความสำเร็จจะนับได้อย่างไรถ้าเรายังไม่กลับไปยังจุดเริ่ม ยอดสูงสุดไม่ใช่ที่ของเรา แต่เป็นที่เราจะต้องจากไปและใช้พลังที่ต้องเหลืออยู่กลับลงไปในพื้นที่ของเราด้วย

    ก่อนถึงยอด แวะพักเป็นระยะ เดินบนหิมะหนาเป็นครั้งแรก เหนื่อยมาก
    ในที่สุดก็มาถึงยอด Kang Yatse II 6250 เมตร

    ระหว่างทางขึ้นฉันได้แต่มองเป้าหมายข้างหน้า ดูแสงไฟจากคนนำ ระมัดระวังไม่ให้ตัวเองล้มลุกคลุกคลาน เผื่อแรงกาย เตรียมใจให้สู้กับแต่ละก้าวข้างหน้าทีละก้าวเพื่อเดินขึ้นไป แม้จะรู้ว่าใช้เวลานานจากค่ำคืนมืดมิดจนสว่างสายๆมาหลายชั่วโมงจนมายืนชูธงบนยอดสูงสุดวันนี้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ฉันตกใจและเหลือเชื่อกับตัวเองมากเมื่อพบว่าตอนขากลับลงมาเป็นเส้นทางที่ยาวไกลอย่างไม่น่าเชื่อว่าฉันจะได้เดินผ่านขึ้นไปได้ กว่าจะผ่านภูเขาหิมะ กว่าจะผ่านเนินเขาหินสูงชันแ ขาลงเดินได้เร็วขึ้น แต่ความล้าก็เริ่มหนักหน่วงมากเช่นกัน จากยอดสูงฉันกลับมาตรงที่พักเมื่อคืนในตอนบ่ายสอง ลูกหาบและพ่อครัวเก็บของไปกันหมด ไกด์บอกว่าเราต้องเดินต่อไปข้างหน้าอีก 2-3 ชั่วโมง ทางเดินง่ายขึ้นแต่ร่างกายก็ล้าจริงๆ ฉันรู้สึกได้ว่าบางช่วงเดินแบบหลับๆไปไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกที ก็งง งงว่ามายืนจุดนี้ได้ไง ความเพลีย ความง่วง ความล้าประดังเข้ามาทุกอย่าง ฉันเห็นพ่อครัวก่อกองไฟอยู่ข้างหน้าไกล เรารีบวิ่งเข้าไปหา เพื่อพบว่าเขารอทำอาหารให้เราเท่านั้น คณะใหญ่ของเราเดินหน้าต่อไปแล้ว ฉันพักกินข้าว กินน้ำ แล้วก็ออกเดินทางต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะไปพบแค้มป์ของเราฉันโซซัดโซเซเข้าไปนอนในเต็นท์ แล้วหลับไปยันเช้าทีเดียว

    The best view comes after hardest climb.







    ว่ากันว่าในวันที่ฟ้าใส จากที่นี่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงเทือกเขาคาราโครัม และมีโอกาสได้เห็นยอด K2 ตรงปลายขอบฟ้า
    วันที่เราขึ้นไปเป็นวันที่ฟ้าไม่เป็นใจนัก ช่วงเวลาหนึ่งหลังจากการเดินต่อเนื่องอันยาวไกล เราพักเหนื่อยและหันกลับไปมองเบื้องหลัง
    วิวที่เห็นทำให้ต้องนั่งลง ซึมซับกับความงามที่ยิ่งใหญ่ของโลกตรงหน้า ยอดไกลปลายลิบสุดคือ Stok Kangri (6153m.) อีกยอดสุดฮิตในเลห์ที่อาจมีใครบางคนนั่งมองกลับมาที่นี่ก็ได้
  • ฌอน พ่อครัวใหญ่ประจำแค้มป์ Kang Yatse II

    ฌอน พ่อครัวหมวกแดง นั่งประจำตำแหน่งสำคัญในครัวเต้นท์ใหญ่ โดยมีผู้ช่วยนั่งอยู่ด้านข้างเสมอ เพื่อคอยช่วยปรุง หยิบจับโน่นนี่ตามที่ฌอนสั่ง พร้อมกับลูกน้องอีก 2-3 คนที่วิ่งวุ่นเข้า-ออก ตามเสียงตะโกนเรียกของหัวหน้าฌอน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปเต้นท์นี้ ฉันรู้สึกได้ถึงความมีฝีมือ ความเป็นพ่อครัวใหญ่จากท่าทางอันคล่องแคล่ว และ ความเคารพที่ลูกน้องต่างมีต่อฌอน

    อาหารทุกมื้อ ชาร้อนๆ ของทานเล่น ถูกวางแผนและสร้างสรรค์โดยพ่อครัวฝีมือดี ฌอนทั้งปรุงเอง สั่งการ และคิดเมนูต่างๆแต่ละวัน
    ในจำนวนเครื่องไม้เครื่องมือ สัมภาระสำหรับเดินเทรคในถิ่นกันดารห่างไกล และยากจะหาวัตถุดิบระหว่างทาง ฉันคิดว่างานครัวและอาหารการกิน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการตระเตรียม กล่องใหญ่หลายกล่องที่ถูกบรรทุกบนหลังม้า ล้วนเป็นเรื่องของงานในครัว คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ต้องมีความสำคัญและมีประสบการณ์สูงมาก ทำให้เราได้ทานอาหารอร่อยๆ เป็นพลังงานสำหรับการใช้แรงเดินแต่ละวัน

    ฌอนใจดีกับพวกเราเมื่อเราเข้าไปวุ่นวายในครัว แต่เข้มงวดกับรสชาติอาหาร และความสะอาดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์แบบนั้น

    ฌอนดูเป็นคนคล่องแคล่ว และเก่งหลายๆเรื่อง เค้ามาช่วยปรับรองเท้า ช่วยฉันข้ามแม่น้ำ ดูแลม้า ซ่อมเต้นท์ ฉันเคยถามว่าเค้ามาเดินเทรคเป็นพ่อครัวหลายครั้ง เคยขึ้นไปบนยอดที่ฉันกระเสือก กระสนดั้นด้นมาบ้างมั๊ย
    เค้าบอกว่า “ไม่เคยเลย เพราะมันสูงเกินไป เค้าไปไม่ไหว แพ้ความสูง”
    ..ฌอน ทำให้ฉันแอบกังวลใจเล็กน้อยว่า แล้วฉันจะไหวเหรอ 😑 ขนาดแกแข็งแรงขนาดนี้ยังไม่รอด

    นอกจากไกด์ที่ดี ผู้ช่วยไกด์ตลกๆ ฌอนเป็นคนที่ฉันไม่ลืมที่จะเอ่ยชมเมื่อถูกถามถึงบริการในทริปนี้

    Happy on the journey , Happy at the destination.

  • image
    Oxygen Level

    เป็นอัตราทั่วๆไป บางคนอาจจะสูงหรือต่ำขึ้นกับสภาพร่างกายแต่ละคน

  • จริงๆบรรยากาศวันนี้มันซึมเซาหงอยเหงาทั้งวันแหละ แม้ว่าที่ปราสาทเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ไม่มีทางเลือกมากนักซึ่งจะต้องมาตามโปรแกรม ก่อนจะเดินทางต่อไปที่อื่น รวมทั้งตัวเองด้วย

    แต่ด้วยจักรยานที่เช่าไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้การมาเที่ยวปราสาทกับรอบๆนี้ก็น่าประทับใจดี

    อุตส่าห์เดินหาร้านเช่าจักรยานที่อยู่ห่างจากที่พัก 2 กม. ขี่จักรยานที่นี่ต้องขี่เลนขวา และถ้าช่วงไหนมีเลนจักรยานก็ควรจะเข้าไปใช้ แรกๆก็งงกับการขี่จักรยานที่นี่ ยืนมองคนในเมืองเค้าขี่อยู่พักนึง ตรงไหนไม่มั่นใจก็เข็นเลย

    (เพิ่มเติม…)