Nim Journey

A Legend of Travel

  • วันที่ 10 : Kirkjufell ในคืนลุ้นแสงเหนือ

    เราวนมาจนเกือบครบหนึ่งรอบของไอซ์แลนด์แล้ว ทางเหนือยังคงชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่โปรยปรายเบา ๆ ราวกับไม่อยากให้เราจากมา แต่เราก็โบกมือลามันอย่างอ้อยอิ่ง แล้วมุ่งหน้าลงใต้ราว 200 กิโลเมตร สู่แถบคาบสมุทร Snæfellsnes ที่พยากรณ์บอกไว้ว่าวันนี้อากาศจะดี

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 9 : ฝนที่ไม่ยอมพัก กับไดโนเสาร์กลางทะเล

    เช้านี้ไอซ์แลนด์ตื่นมาพร้อมกับฟ้าครึ้มและสายฝนที่ดูจะไม่คิดหยุดง่าย ๆ ลมเย็นพัดแรงตั้งแต่ยังไม่ทันได้จิบกาแฟอุ่น ๆ ให้เต็มอิ่ม แต่ก็ดีเหมือนกันที่วันนี้เราไม่มีนัดสำคัญหรือภารกิจเร่งด่วน มีเพียงเส้นทางขับรถยาวเหยียดที่พาเรามุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกของเกาะ

    แต่แม้จะไม่มีอะไรต้องรีบ…เรื่องไม่คาดฝันก็ยังตามมาจนได้ 😓
    รถที่เราจอดไว้หน้าที่พัก กลับโดนเฉี่ยวชนเข้าอย่างจังโดยแขกอีกคนที่มาพักเช่นกัน ใจหายวาบแวบหนึ่ง แต่โชคดีมากที่เจ้าของบ้านใจดีเข้ามาช่วยเคลียร์ทุกอย่างให้ราบรื่นภายในเวลาไม่นาน ความวุ่นวายจึงคลี่คลายก่อนที่เราจะได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างจริงจัง

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 8: ลมทะเลเหนือ และเสียงหายใจของวาฬ

    เช้านี้ อากาศยังสดใส ฟ้าเปิดแบบที่อยากจะหยุดทุกอย่างไว้แค่ตรงนี้ ความรู้สึกแบบนี้หาได้ไม่บ่อยในไอซ์แลนด์ตอนเหนือ โดยเฉพาะเมื่อพยากรณ์อากาศบอกเราว่าวันพรุ่งนี้จะกลับเข้าสู่ความมืดหม่นอีกครั้ง ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทันที—ยกเลิกโปรแกรมเที่ยวรอบทะเลสาบ Mývatn แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ริมอ่าวชื่อว่า Húsavík เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งการชมปลาวาฬของยุโรป”

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 7 : ลม ฝน และความโชคดีบนดินแดนน้ำแข็ง

    เช้านี้เราเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกเหมือนถูกท้าทายจากธรรมชาติเต็มรูปแบบ — ลมแรง ฝนกระหน่ำ ขับรถไปก็เหมือนพาตัวเองเข้าไปในม่านหมอกที่มองอะไรแทบไม่เห็น อากาศในไอซ์แลนด์นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริง ๆ บางทีฟ้าโปร่งสดใสได้ไม่ถึงสิบนาที ก็มืดครึ้มและมีฝนถล่มลงมาแบบไม่ให้ตั้งตัว

    เรามุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Seyðisfjörður เมืองชายฝั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในฟยอร์ดทางตะวันออกของประเทศ ท่ามกลางหุบเขาสูงและแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว ภาพเมืองน่ารัก ๆ ที่เราวาดไว้ในใจกลับต้องเผชิญกับฝนเทกระหน่ำชนิดที่เราทำได้แค่วิ่งลงจากรถไปถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วรีบกระโจนกลับเข้ามาในความอุ่นของรถอย่างรวดเร็ว

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 6 : แสงแดดที่รอคอย และความงามของ Jökulsárlón

    เช้านี้เสียงฝนกระทบหลังคาเบา ๆ เป็นเหมือนเสียงกล่อมให้ใจว้าวุ่น—จะได้เห็น Jökulsárlón ไหมนะ?
    ที่นี่คือหนึ่งในไฮไลต์ของการมาไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีภูเขาน้ำแข็งสีฟ้า-ขาวลอยกระจายอยู่กลางน้ำ เงียบ งดงาม และเหนือจริง

    แต่ดูเหมือนฟ้าจะรู้ใจ พอเก็บกระเป๋าเตรียมออกจากโรงแรม แสงอาทิตย์ก็ค่อย ๆ ทะลุทะลวงเมฆหมอกลงมา ราวกับเปิดม่านต้อนรับการเดินทางในวันนี้ เราขับรถมาถึง Jökulsárlón ในอากาศแจ่มใส เย็นแต่ไม่หนาวจนเกินไป

    ได้ลงเรือสัมผัสธารน้ำแข็งใกล้ ๆ ชิ้นส่วนของกลาเซียร์ที่แตกตัวลงมา ลอยนิ่งอยู่ในลากูน ก่อนจะล่องเลยออกสู่ทะเล น้ำที่นี่ใสจนเกือบสะท้อนใจตัวเอง เห็นแม้กระทั่งแมวน้ำที่โผล่หน้าขึ้นมาทักทาย ท่ามกลางฉากหลังคือกลาเซียร์ขนาดใหญ่ที่ยังคงแผ่รังสีความนิ่งสงบแบบขั้วโลก

    ช่วงเที่ยงแวะพักที่เมือง Höfn เมืองเล็ก ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล โดยเฉพาะ small lobster หรือ langoustine ตัวเล็กแต่นุ่มหวาน กินร้อน ๆ คู่กับขนมปังและเนย หอมอุ่นชื่นใจจนลืมอากาศเย็นรอบตัว

    จากนั้นแวะที่ Vestrahorn ภูเขารูปทรงแปลกตาที่เหมือนหลุดมาจากโลกแฟนตาซี ถึงวันนี้จะไม่มีเงาสะท้อนบนผิวน้ำอย่างที่เคยเห็นในภาพถ่าย แต่สายลมที่พัดโชย กับทุ่งหญ้าสีทองอ่อนรอบ ๆ ก็มีเสน่ห์เฉพาะของวันนั้น—ธรรมชาติที่ไม่ต้องเป๊ะถึงจะสวย

    เย็นแล้วจึงออกเดินทางยาวไปยังเมือง Egilsstaðir เมืองเงียบ ๆ ทางตะวันออกของไอซ์แลนด์ เพื่อพักผ่อนเตรียมลุยต่อในวันพรุ่งนี้