Nim Journey

A Legend of Travel

  • ปัญหาค่าเงินในอิหร่าน

    ก็ไม่รู้ว่าเพราะข่าวชาติตะวันตกยิงใส่ซีเรียรึป่าว แต่หลังจากข่าวตู้มแรกที่ยิงกัน ค่าเงินดอลล่าร์ที่ถืออยู่ในมือลดลงทันที 20% เมื่อจะนำไปแลกเงินเรียลอิหร่าน (IRR)

    จาก 1$ แลกได้ 50,000 IRR เหลือเพียง 40,000 IRR ในร้านแลกเงิน ทำใจกันไม่ได้เลยทีเดียว ค่าเงินช่วงนี้ผันผวนหนักมากจนร้านแลกเงินถูกสั่งหยุดการแลกเงินจากธนาคารชาติของอิหร่าน

    สุดท้ายเราต้องพึ่งตลาดมืด ที่เดินเตร็ดเตร่หาลูกค้า ต่อรองจนได่เรท 50,000 IRR แต่ต้องแอบแลกเงินในที่ลับตา ไม่ให้ประเจิดประเจ้อเกินไป แถมพ่อค้าแลกเงินก็หน้าตายังกะมาเฟียแขก มีคนนึงถือไม้เท้าก็อกๆ เอามือล้วงกระเป๋า แล้วควักมือเรียกเราเข้าไปหลบๆ แล้วส่งเงินให้เงียบๆด้วยท่าทางเคร่งขรึม ยังกะบรรยากาศ godfather นึกถึงแล้วก็ขำดี

    อีกแห่งก็ตามร้านขายพรม ขายของนักท่องเที่ยว ต่อรองอาจได้ราคาดีกว่าเรทของธนาคาร ซึ่งบางทีเข้าไปถามก็ไม่มีให้แลกด้วย

    ส่วนค่าเงินแลกคืนว่ากันว่า ตอนนี้ 60,000 IRR = 1 $

    เงินที่เหลือวันสุดท้ายอีก 600,000IRR ก็เลยไปแลกเป็นถั่วแทนซะ 😂

    คนอิหร่านยังเรียกเงินสกุลแบบเก่าเป็นโตมัน แม้สกุลเงินตามหน้าธนบัตรจะเป็น Rialแล้วก็ตาม โดย 10 เรียล (IRR) = 1 โตมัน (Toman) แถมตอนบอกจำนวนมักจะตัดศูนย์สามตัวหลังของหน่วยโตมันออก ซึ่งเท่ากับตัดศูนย์ 4 ตัวหลังของหน่วยเรียล((IRR)

    เรื่องเงินๆทองๆ อาจจะทำให้มึนงงกันบ้าง แต่พอเที่ยวๆไปหลายวันก็เข้าใจขึ้นไปเอง


    ท่ามกลางความขัดแย้งระดับประเทศกับชาติตะวันตก คนอิหร่านก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี อาหารการกินสมบูรณ์ คนอิหร่านชอบปิคนิค ท่องเที่ยวมีความสุข ยิ้มแย้มไม่เคร่งเครียดอะไร คล้ายๆคนไทย ที่สำคัญค่าครองชีพที่นี่ถูกมาก ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทางต่างๆ ตามเส้นทางที่มีถนนหนทางกว้างใหญ่ การเดินทางทางอากาศที่ไปได้ทั้วประเทศ

    เรา4 คนเดินทาง 12 วัน (เดือนเมษายน 2018) ขึ้นรถบัส บินภายใน ใช้บริการแท็กซี่ อยู่หรูบ้าง ธรรมดาบ้าง ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย ใช้จ่ายไปประมาณคนละ 26,000 บาท (ไม่รวมตั๋วไปกลับจากเมืองไทย)

    รูป: ที่ Abyaneh เมืองที่เราพบนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะคนอิหร่าน
  • Autumn Leaves in Yufu-Shi

    การเปลี่ยนแปลงที่สวยงาม

    Leaves are falling in Autumn

    Yufu-Shi

    เดินทางโดยรถบัสจากเมืองฟูกุโอกะ สถานี Hakata ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ค่ารถเที่ยวละ 2088¥ ช่วงที่เดินทางฝนตก แต่ยังเห็นความงามของเมืองในหุบเขา ท่ามกลางหมอกขาว

    เมือง Yufuin เป็นเมืองเล็กๆน่ารักเต็มไปด้วยร้านขนมตลอดเส้นทาง มีทะเลสาบ Kirin เป็นจุดท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพย. ที่เรามีโอกาสได้ไปพอดี มีภูเขา Yufu ล้อมรอบหมู่บ้าน เป็นอีกเมืองที่เหมาะไปแช่ออนเซ็น


  • Bosnian Coffee

    400กว่าปีที่หลายประเทศอยู่ในการปกครองของอาณาจักรออตโตมาน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหน ต่างก็ได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมเข้ามาจนเราผู้มาเยือนในยุคหลังก็แยกไม่ออกว่าพวกเขาคือชนชาติใด และอะไรคือตัวตนของชาวบอสเนีย ชาวโครแอต ชาวเซิร์บ ชาวสลาฟ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่หลักๆในคาบสมุทรบอลข่าน

    บางครั้งต่างฝ่ายยังต่างมองว่าเป็นชาวเติร์กด้วยวัฒนธรรมและวิถีความเป็นอยู่ที่ตกทอดมาเนิ่นนาน

    #BosniaAndHerzegovina

    วิถีกาแฟ Bosnian Coffee

    BosnianCoffee บอสเนี่ยนคอฟฟี่ เลยเป็นเมนูที่พลาดไม่ได้เพราะชื่อที่บ่งบอกความเป็นบอสเนีย เมื่อเรามาถึงประเทศบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวีน่า (Bosnia & Herzegovina) ว่ารสชาติและวิถีของบอสเนียนั้นเป็นยังไง

    พนักงานสาวสวยนั่งบรรจงตักกาแฟจากถ้วยทองเหลืองด้ามจับยาว ใส่ถ้วยเซรามิคใบเล็กตรงหน้า แล้วกัดขนมชิ้นเล็กๆก่อนค่อยจิบกาแฟทีละนิด ที่หน้าร้านริมสะพาน Stari Most

    เธอค่อยๆละเลียดกับบรรยากาศยามเช้าที่ร้านต่างๆ เพิ่งทะยอยออกมาตั้งร้าน และนักท่องเที่ยวยังบางตา แม่น้ำ Neretva สีฟ้าส่องประกายกับแสงแดดไหลเอื่อยๆด้านล่าง

    ฉันวิ่งผ่านมาตอนเช้าและตั้งใจว่าจะมานั่งจิบกาแฟที่จุดนี้บ้างเมื่อย้อนกลับมาอีกครั้งในช่วงสายๆกับเพื่อน

    ความตั้งใจเป็นจริงในตำแหน่งที่อยากนั่ง เราสั่ง Bosnian Coffee มาลิ้มลอง เธอสอนวิธีการดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ กาแฟบอสเนี่ยนให้ความสำคัญกับครีมกาแฟ (ครีม่า) ที่ผ่านการต้มโดยวิธีการใสกาแฟไปใน džezva ถ้วยกาแฟทองเหลืองที่มีด้ามจับยาว แล้วเติมน้ำร้อนลงไปต้มกับเตาเพื่อให้กาแฟเข้มข้นจนได้ฟองครีมกาแฟเข้มข้นด้านบน

    วิธีการดื่มด้วยการตักฟองครีมด้านบนใส่ในแก้วเพื่อมั่นใจว่าได้ดื่มครีมกาแฟแน่นอน ก่อนจะเทน้ำกาแฟลงไป กาแฟมีรสชาติเข้มข้น เพิ่มความหวานด้วยน้ำตาลโดยการค่อยๆกัดน้ำตาลแล้วจิบกาแฟให้น้ำตาลละลายไปพร้อมกับกาแฟที่ดื่ม โดยปกติแล้วจะมีขนมหวาน rahat lokum ตามที่ชาวบอสเนียเรียกกัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Tuskish delight

    Bosnian Coffee ทั้งหมดจะต้องเสริฟมาในถาดทองเหลือง เพื่อให้กาแฟคงความร้อนได้นานที่สุด เนื่องจากชาวบอสเนียนิยมการจิบกาแฟนานๆ เพื่อนั่งคุย สังสรรค์ หรือเงียบๆชมบรรยากาศรอบตัว ดังเช่นที่ฉันเห็นหลายคนนั่งเงียบๆ มีชุดกาแฟบอสเนี่ยนวางอยู่ข้างเขา ท่ามกลางฝูงชนนักท่องเที่ยวซึ่งตอนนี้แออัดแทบเต็มสะพาน เพื่อรอดูคนกระโดดน้ำจากสะพานเก่าแก่ของเมือง

    สำหรับฉัน ในที่สุดแล้วไม่ได้เป็นคนดื่มกาแฟบอสเนี่ยนแก้วนั้น แต่เป็นอเมริกาโน่ร้อนหอมกรุ่นรสขาติดีถูกปาก ไม่หวาน เพราะคาดไม่ผิดกับรสชาติเข้มข้นของ Bosnian Coffee ที่น่าจะเข้มข้นคล้ายกับกาแฟดั้งเดิมแถบตุรกีที่เคยลอง

    ถึงอย่างไรเสียตรงที่นั่ง และบรรยากาศรอบๆ ต่างหากที่ทำให้รสชาติกาแฟอร่อย หอมกรุ่นขึ้นท่ามกลางบ้านเมืองที่ยังมีกลิ่นอายยุคกลางของคนบอสเนียแถบเฮอร์เซโกวีน่าที่น่าจดจำ

  • ไม้เท้าเดินป่า — เพื่อนแท้ของนักเดิน

    ถ้ามีใครสักคนเดินเข้ามาถามว่า “ไปเดินป่าต้องพกอะไรบ้าง?” หนึ่งในคำตอบแรก ๆ ที่จะโผล่ขึ้นมาในหัวเสมอก็คือ “ไม้เท้าเดินป่า” หรือ Trekking Pole ค่ะ

    แต่ก็แน่นอนแหละ… มักจะมีสีหน้าสงสัยตามมาแบบไม่ต้องนัดหมาย: “จำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?” หรือ “จะใช้ทำไม เราก็เดินไหวอยู่แล้ว” บางคนอาจจะรู้สึกว่า พกไม้เท้าเหมือนเป็นการแสดงออกถึงความไม่พร้อม ดูเทอะทะ หรือกลัวจะเกะกะไม่เท่พอจะถ่ายรูปเท่ ๆ

    (เพิ่มเติม…)
  • ประสบการณ์จองรถผ่าน Rentalcars

    บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเราเตรียมพร้อม ศึกษาข้อมูลมาแล้ว แต่เมื่อไปเจอเหตุการณ์จริงก็ยังไม่เพียงพอ อย่างเช่นการเช่ารถขับในทริปบอลข่าน ซึ่งตระเวนไปในประเทศ Slovenia — Croatia — Bosnia & Herzegovena — (Montrenegro ซึ่งตัดออกไปในที่สุด)
    ฉันติดต่อเช่ารถผ่านเว็บไซต์ RentalCars.com ซึ่งเป็นนายหน้าให้กับบริษัทรถต่างๆ โดยเปรียบเทียบราคากับเจ้าใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลกอย่าง Avis , Hertz หรือ Sixt ก็พบว่าได้ราคาถูกที่สุดในรถรุ่นเดียวกัน
    ก่อนจองรถก็ไปศึกษารีวิวจากหลายๆแหล่ง มีประเด็นเรื่องการซื้อประกันเพิ่มเติม เพื่อให้คุ้มครอง 100% โดยปกติเวลาจองรถจะมีค่าส่วนแรกที่เราต้องรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุ ก็นับว่าสูง 2125ยูโร ซึ่งจะมีประกันแบบ Full Protection ให้เราเลือกซื้อเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งเพื่อคุ้มครองความเสียหายแบบ 100% Rental Cars ที่จองไปก็เสนอประกันในส่วนนี้มันทันทีตอนจองรถ เราก็กดซื้อไปเลย เพราะอ่านรีวิวผ่านๆมาว่าถูกกว่าไปซื้อหน้าเคาน์เตอร์ และบริการก็ใช้ได้ เพียงแต่หากเกิดกรณีที่ต้องจ่ายเงินเพราะอุบัติเหตุ หรือสิ่งใดก็ตาม เราต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน แต่ Rental Cars จะรีบเคลมคืนเงินเข้าบัญชีให้ทันที

    ปัญหาจากการซื้อบริการประกันภัยผ่าน Rentalcars ก่อนการเดินทาง

    แต่กรณีนี้ดูจะเป็นข้อขัดแย้งกับบริษัทรถเช่าท้องถิ่นที่เราไปรับรถ เมื่อเราแจ้งว่าทำประกันผ่าน Rental Cars มาแล้ว พนักงานดูจะไม่ค่อยชอบใจทั้งที่เคาน์เตอร์และตอนรับรถ พวกเขาบอกว่าถ้าซื้อประกันตรงจะสะดวกและง่าย ตอนคืนรถก็ไม่ต้องเช็คอะไรกันมาก เพราะยังไงก็มั่นใจได้ว่าเรามีประกันรถแบบ Full Protection ที่ซื้อผ่านเขา แม้ว่าเราจะยืนยันและพยายามให้ดูว่าเรามีเอกสารคุ้มครองมาแล้วก็ตาม รวมทั้งในกรณีนี้เราต้องยินยอมให้กันเงินในบัตรเครดิตจำนวน 2,125ยูโร ไว้กับทางบริษัทรถเช่าด้วย ทั้งคนในออฟฟิศและคนปล่อยรถก็ดูมึนๆตึงๆอยู่ดี
    Additional Driver— พอประกันไม่ซื้อ ก็ถามเรื่องคนขับรถ ว่ามีคนขับกี่คน กรณีนี้เราก็เลยแจ้งไปว่าขับ 2 คน ได้เรื่องเลย เก็บเงินค่า additional driver ไปอีก 60ยูโรไม่รวม vat 25% แถมบอกว่าถ้าซื้อประกัน Full Protection กับเขาค่าใช้จ่ายส่วนนี้เราไม่ต้องจ่าย กรณีนี้คือความงงที่สุด ว่าที่จริงในประกันของเราก็คุ้มครองส่วนนี้นี่หว่า แต่พอถึงตอนนี้ไม่จ่ายก็ไม่ได้ ก็เลยจ่ายไปแล้วจะมาคุยกับ Rental Cars ภายหลัง ซึ่งผลปรากฎว่าเราต้องจ่ายแพงเพราะไม่สามารถเรียกร้องคืนได้ เดี๋ยวเล่าต่อ
    Border Crossing— ในกรณีนี้เราเช่ารถจากโครเอเชีย จะเอารถไปใช้ที่ประเทศ Slovenia และ Bosnia & Herzegovina ต้องแจ้งกับบริษัทรถ และจ่ายค่าธรรมเนียม กรณีนี้ไม่มีปัญหา รู้ว่าต้องจ่าย แต่ตอนทีคุยเรื่องขอเงินคืน Additional Driver ดูเหมือนมีความคุ้มครองส่วนนี้ด้วยในประกัน (ไม่คอนเฟิร์มนะคะ)

    เมื่อกลับมาฉันติดต่อกลับไปที่ Rentalcars เพื่อแจ้งปัญหา พบว่าทาง Rentalcars ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เราถูกเรียกเก็บไป เพราะไม่ใช่การเคลมความเสียหาย ดังนั้นในกรณีนี้ฉันจึงเข้าใจว่าถ้าเราทำประกันภัยกับ Rentalcars เราต้องไม่จ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันความเสี่ยงนั้น (Additional driver , Border Crossing) แต่ถ้าระหว่างการขับรถแล้วมีอุบัติเหตุ ถ้าเกิดการเรียกร้องขึ้นแล้วเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ใช้คนขับรถไม่ตรงกับคนขับรถหลัก หรือเกิดอุบัติเหตุในต่างถิ่นที่ไม่ใช่ Croatia แล้วถูกปรับ Rentalcars จะรับผิดชอบให้นั่นเอง ซึ่งปัญหาคือเรื่องนี้ไม่ชัดเจนต้้งแต่ตอนซื้อประกัน ปัญหาเกิดจากเราไม่เข้าใจขั้นตอน และทาง Rentalcars ก็ไม่ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะฉันได้สอบถามเรื่อง Border Crossing ไปก่อนจะซื้อ และ Rentalcars ก็แจ้งว่าเราต้องจ่ายเพิ่มกับบริษัทรถเช่าท้องถิ่น นอกจากนี้สำหรับความรู้สึกของคนต่างบ้านต่างเมือง ย่อมไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อถูกถามจากบริษัทเช่ารถเรื่องคนขับรถเสริม เราจึงแจ้งตามความจริงว่ามี และยอมจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไป
    ปัญหาทั้งหมดฉันพบว่าจะสะดวกและหมดปัญหาไปอย่างแท้จริง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวก สบายใจ คือให้ซื้อประกันโดยตรงกับบริษัทรถเช่าเมื่อรับรถจะดีกว่าการซื้อประกันผ่านนายหน้าซึ่งการแก้ปัญหาและพูดคุยค่อนข้างลำบากเมื่ออยู่หน้างานตอนรับรถ เพราะต้องใช้เวลาเจรจา คุย ติดต่อลำบาก โดยเฉพาะเมื่อเราเพิ่งไปถึงประเทศนั้นในก้าวแรก จะโทรสอบถามก็มีอุปสรรคทั้งเรื่องเวลาการทำงานที่ต่างกันของแต่ละออฟฟิศ เรื่องหาโทรศัพท์ ซึ่งปัญหาที่เราเจอมาก็อยากเอามาเล่าให้ฟังเป็นประสบการณ์และข้อคิดก่อนตัดสินใจซื้อประกันผ่านตัวแทนนายหน้า Rentalcars ก่อนเดินทาง

    GPS— ขายของกันต่อไป พนักงานถามถึง GPS ว่าเราต้องการหรือไม่ กรณีนี้ตอบด้วยความมั่นใจ “ไม่เอา” ฉันมี Google Maps ส่วนตัวมา ซื้อ Sim2fly มาเรียบร้อย แม้เพื่อนจะกระซิบว่า ใน Bosnia ใช้สัญญาณซิมไม่ได้นะ แต่เราก็ตกลงกันว่า เดี๋ยวใช้แผนที่กระดาษกัน ตอนนั้นแบบว่าไม่อยากจ่ายเงินอะไรให้ใครแล้ว (โมโห ขายไรกันนักหนา) แต่กรณีนี้ก็ค้นพบว่าไม่จำเป็นจริงๆ โดยเฉพาะรถคันที่ได้มามี Apple Carplay ติดตั้งมาเรียบร้อยแล้วด้วย
    Avantcar จัดรถ Skoda Octavia เกียร์ออโต้ให้กับเรา แทน Volkswagen Golf ที่จองไว้ ไมล์รถอยู่ที่ประมาณ 50000 นิดๆ สภาพรถดีมากทีเดียว กระโปรงหลังกว้างขวาง ใส่กระเป๋าใหญ่ 4 ใบ (ขนาด 22–24 นิ้ว) ของพวกเราได้กำลังดี เพราะถ้าเป็น Volkswagon ที่จองมาอาจจะอึดอัด