Nim Journey

A Legend of Travel

  • เส้นทางเดิน Lobuche East Peak – Island Peak – Mera Peak

    ยืนดูแผนที่เส้นทางที่เราจะเดินไป Lobuche East Peak (6119 m.) และ Island Peak (6189 m.) จึงได้เห็นว่ามีอีกเส้นทางที่เราสามารถไป Island Peak อีกทาง ป๋าคมรัฐก็เลยช่วยอธิบายเส้นทางให้เราดู

    โดยใช้เส้นทางด้านตะวันออกของลุกลาเพื่อไป Mera Peak (6461 m.) ก่อน แล้วเดินข้าม Amphu Lapcha Pass (5845m. ) เพื่อขึ้นไปยัง Island Peak เส้นทางนี้ได้เดินเป็นวงกลมแบบไม่ซ้ำเส้นทางเดิม และยังได้ขึ้นยอด 2 แบบ

    Mera Peak เป็นยอดแบบ Trekking Peak คือยอดที่เดินเทรคขึ้นไป แบบไม่ต้องใช้เทคนิคมาก

    ขณะที่ Island Peak แม้จะมีความสูงที่ต่ำกว่าแต่เป็น Technical Peak ทั้งข้ามบันได ไต่เชือก เป็นยอดที่ใช้ฝึกก่อนขึ้น Everest

    การเดินในเส้นทางนี้ถือว่ายาก และโหดมาก เพราะต้องผ่านธารน้ำแข็ง ข้ามพาสที่มีความสูง และเปราะบาง ขณะข้ามพาสยังต้องใช้อุปกรณ์เทคนิค ไม่ต่างกับการขึ้นยอด

    เส้นทางสำหรับใครที่สนใจพิชิต 2 ยอด Mera Peak และ Island Peak
    เส้นทางนี้เป็นทางที่เราเดินขึ้น 2 ยอด Lobuche East และ Island Peak

    เราอาจหาญไปถามไกด์ว่าตัวเราเองจะขอไปทางนี้ ไกด์ตอบมาทันที “เป็นไปไม่ได้”

    พอได้มายืนมอง ตรงฝั่งที่ไกด์ชี้จุดที่ต้องข้ามไป ก็รู้โดยพลันว่า ไกด์ดูถูกแล้ว 555

    ติดตามคลิปต่างๆได้ที่ช่อง YouTube : https://tinyurl.com/y29ckjxb

  • ไต่ยอดสูงเนปาล [ตอนที่ 03 เลียบแม่น้ำ ชมดอกไม้ ไต่ความสูงสู่ Namche] Lobuche East และ Island Peak

    วันนี้เริ่มเข้าสู่ชีวิตการเทรคขึ้นภูเขาสูงอย่างจริงจังมากขึ้น เรามุ่งหน้าสู่ Namche เมืองใหญ่ของเขต Everest อยู่บนความสูง 3440 เมตร เดินประมาณ 6-7 ชั่วโมง เส้นทางชันช่วงนี้จะเป็นขั้นบันไดสูง ระหว่างทางมีแม่น้ำ Dudh Kosi ไหลอยู่ด้านข้าง และมี Mt.Thamseku (ุุ6600 ม.) เป็นวิวภูเขาหิมะให้ชมอยู่เบื้องหน้า ตามเส้นทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาบ้าง ช่วงเช้าอากาศดี มีแดด ฟ้าใส ทำให้ตอนเดินเรียกเหงื่อได้เยอะเลย 

    ระหว่างทางก็จะสวนกับคนมากมาย รวมถึง วัว Yak ซึ่งเป็นพาหนะที่ใช้งานขนส่งระหว่างเมือง เวลาเจอพวกนี้ก็ต้องคอยหลบทางให้ไปก่อน และระวังให้ยืนอยู่ด้านใน ไม่งั้นมีเสียวโดนเบียดหล่นลงข้างทางได้ 
    เราแวะทานอาหารกลางวันที่ Jorsalle หลังจากผ่านด่านใหญ่ Check Point ที่ Monjo 
    หลังอาหารกลางวัน ฟ้าเริ่มครึ้ม เมฆมาก กลัวว่าฝนจะตก แต่ในที่สุดวันนี้ฝนก็ไม่ตกลงมา ทางเดินหลังจากนี้ยิ่งชันขึ้นตลอด ต้องเดินลัดเลาะสลับไปมา กินแรง และเหนื่อยมาก ต้องค่อยเดิน ก้าวเท้าสั้นๆ ช้าๆ ทำใจเย็นๆ พยายามมีสติ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เหมือนเดินสมาธิ ต้องหาไลน์เดินเพื่อไม่ให้ต้องยกเท้าสูงเพราะจะทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น พยายามควบคุมไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป หลายคนเริ่มออกอาการแพ้ความสูงกันบริเวณนี้ แต่กลุ่มของเราแข็งแรงทุกคน เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีใครมีอาการใดๆ ในที่สุดก็มาถึงเมืองใหญ่ Namche

    เมือง Namche เทียบกับ 4 ปีก่อนที่เคยมาก่อนแผ่นดินไหว เปลี่ยนไปพอสมควร ลองติดตามรู้จักกับเมืองนี้ใน คลิปหน้านะคะ

  • ไต่ยอดสูงเนปาล Lobuche East Peak และ Island Peak [ ตอนที่ 2  Lukla – Pakding ]

    14/4/2019 Lukla – Pakding วันแรกของการเดิน Lukla อยู่ที่ระดับความสูง 2800 เมตร ฟ้าครึ้ม แดดไม่แรง มีเมฆตลอดทาง ระหว่างเดินช่วงแรกไม่เจอฝน อากาศเย็นสบาย ทางส่วนใหญ่เป็นทางลงมากกว่าทางขึ้น แต่การเดินในภูเขาก็หลีกไม่พ้นการขึ้นๆลงๆตลอดทาง พอเข้าใกล้หมู่บ้าน Ghat ทางสูงชันขึ้นบันได ตรงปลายทางเราแวะทานอาหารกันที่นั่น ระหว่างทานอาหารฝนตกลงมาอย่างหนัก เรารอจนฝนซาเม็ดลงจึงค่อยออกเดิน แต่ก็ยังมีฝนตกลงมาจนต้องเอา Poncho หรือเสื้อกันฝนในเป้ออกมาใส่กัน แต่ทุกครั้งที่ใส่เสื้อกันฝน ฝนมักจะหยุดตกเสมอ 555 จนร้อนต้องถอดเสื้อกันฝนออก หลังทานอาหารกลางวันเราเดินกันประมาณ 45 นาที ก็ถึง Pakding ปลายทางที่ความสูง 2600 ม.วันนี้ของเรา

  • ไต่ยอดสูงเนปาล Lobuche East Peak และ Island Peak [ ตอนที่ 1 – เดินทางสู่ลุกลา ]

    ส่วนที่ทำให้คิดหนักที่สุดในการเดินทางมายังหุบเขา Everest คือสนามบินลุกลา ซึ่งได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เสน่ห์ของหิมาลัย และความชื่นชอบในภูเขา ก็ทำให้ต้องยอมรับความเสี่ยงนั้น แล้วก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นเครื่องบินลำเล็กมุ่งสู่ลุกลา ปากทางของเส้นทาง Everest

    มาครั้งนี้ยิ่งไปกันใหญ่เมื่อต้องมาพบว่าการเดินทางจากกาฎมัณฑุมายังลุกลา แทนที่จะใช้เวลาเพียง 45 นาที เพียงแค่บินภายในจากกาฎมัณฑุก็มาถึงลุกลา กลับต้องใช้เวลานานกว่านั้นหลายเท่า แถมสุดท้ายก็ยังไม่พ้นต้องบินเข้ามาที่สนามบินลุกลานี้อีก 15 นาที เสี่ยงหนักกว่าเดิมเข้าไปอีกทั้งทางรถที่วิ่งลัดมาตามสันเขา ข้ามเขาหลายลูก ถนนก็ยังขรุขระ แม้ว่าโดยรวมจะถือว่าดีกว่าหลายเส้นทางที่เคยนั่งรถในเนปาล แต่ว่านี่เป็นทางลัดเลาะขึ้นลงเขา นั่งแล้วมวนท้อง แทบเมารถ เห็นข้างๆก็หวาดเสียว นั่งก็นาน 4-5 ชั่วโมง สุดท้ายตัดสินใจหลับไปเลย ไม่ต้องมองถนนหนทาง หรือลุ้นกับอะไรทั้งสิ้น

    เราเดินทางในช่วงบ่าย แล้วมาค้างที่เมือง Khurkot เมืองระหว่างทางที่พอจะมีที่พักให้พักผ่อน ก่อนที่เช้าวันต่อมาจะนั่งรถอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน Ramechhap เพื่อเดินทางไปลุกลา โดยใช้เวลานั่งเครื่องอีก 15-20 นาที

    รอบๆสนามบินขนาดเล็ก วุ่นวายด้วยนักท่องเที่ยว และชาวบ้านที่คงแตกตื่นพอควรกับนักท่องเที่ยวมากมายที่มารอขึ้นเครื่อง วันไปยังคงงง แต่วันกลับเริ่มมีของมาขายแล้ว

    ฉันก็คิดนะ นั่งอีก 15 นาที ทำไมไม่ต่อรถไปให้ถึงลุกลาซะเลย มาได้ไกลขนาดนี้แล้ว แต่เค้าก็ว่ายังไม่มีเส้นทางรถไปถึงลุกลา และคงอีกนาน

    เที่ยวบินของเราตรงเวลา ได้ขึ้นเครื่องตอนเช้า แต่กลุ่มของเราต้องแยกกันไปกับไกด์ซานต้า ซึ่งจะตามไปลำต่อไป เครื่องบินขึ้น นังแป็บเดียว ก็บินลง พอเครื่องแตะพื้น ทุกอย่างปลอดภัย ฉันก็โล่งใจ … รอดละ คราวนี้

    เราเจอไกด์นิรูและลูกหาบที่มารอรับเราที่ลุกลา แนะนำตัว รอทานอาหารเช้า

    แต่แล้ว….. ก็ไม่คาดคิด เมื่อมีคนวิ่งมาบอกว่า เครื่องลำต่อจากเราตก!!!!

    พวกเรารีบวิ่งไปดู สถานการณ์นั้นไม่มีใครบอกอะไรได้ ได้แต่เห็นกลุ่มควัน และเครื่องบินที่ไถลตกไปนอกรันเวย์ ทีแรกฉันยังคิดว่า เครื่องบินลง แล้วไถลออกด้านข้าง ตกใจมากว่าจะมีใคร นักท่องเที่ยว รวมถึงอาจจะมีซานต้าไกด์ที่บอกว่าจะตามมาอยู่ในเที่ยวบินนี้ เป็นอะไร

    ผลสุดท้ายปรากฎว่าเที่ยวบินนี้ส่งผู้โดยสารเรียบร้อย แล้วกำลังบินออกไป แต่ไม่ทราบสาเหตุเครื่องบินไถลออกไปทางขวาแล้วไปชนกับเฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่ด้านข้าง โดยเครื่องด้านข้างมีนักบินอยู่ด้วย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นนักบิน 3 คน และตำรวจที่นั่งกลับไปด้วย 1 คน ส่วนแอร์โฮสเตส ซึ่งปกตินั่งอยู่หลังสุดรอดชีวิต

    ซานต้า ยังไม่ได้มากับลำที่มาเพราะเป็นคนละสายการบิน เค้าจะมาในลำถัดไป แต่หลังอุบัติเหตุ สนามบินทั้งสองแห่ง หยุดให้บริการในวันนั้น ซานต้าจึงตกค้างที่ Ramechhap

    ฉันยืนมองด้วยใจระทึก ชีวิตที่นี่มีความเสี่ยงจริงๆ สนามบินลุกลาในหุบเขาผู้คนมากมาย รอบๆยังเดินไปด้วยนักท่องเที่ยวแปลกตา แปลกหน้า คนท้องถิ่น ลา วัว Yak เดินขวักไขว่รอบๆ เป็นภาพแปลกตาของสนามบินแห่งหนึ่ง

    ชีวิตผู้คนเดินทางมาที่แห่งนี้มีทั้งภาระหน้าที่ หรือท่องเที่ยว หาความสุข เพื่อพิชิตยอดสูงไม่อย่างหนึ่งก็อย่างใด นักบินเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัวแต่ต้องมาเสียชีวิต อย่างกะทันหัน

    ฉันโล่งใจที่ไม่มีนักท่องเที่ยว หรือคนรู้จักอยู่ในนั้น แต่ชีวิตของคนที่เสียไปก็น่าเสียใจ แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรู้สึกว่าใช้ชีวิตให้มีค่ามากที่สุด เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

    บางทีเหตุการณ์วันแรกที่เจอนี้ก็ได้ ทำให้ฉันรู้สึกว่าควรใช้ชีวิตให้เต็มเปี่ยม ทำในสิ่งที่อยากทำ ปฏิเสธสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อจะไม่เสียใจในภายหลัง

    เหตุการณ์ใกล้ๆ แต่ไกลตัว เพราะเราไม่รู้จักเขา ชีวิตของเราก็เดินต่อไป บนเส้นทางที่เราเตรียมพร้อมมาเผชิญ

    แต่สนามบินลุกลา เพิ่มความหวาดเสียวให้อีกเท่าตัว

  • ไปนั่งรถไฟศรีลังกา

    เราไม่ได้นั่งรถไฟเพื่อไปเที่ยว แต่เราไปเที่ยวเพื่อที่จะได้นั่งรถไฟ

    คำพูดนี้ใช้ได้ดี สำหรับความตั้งใจที่จะไปเพื่อสัมผัสเส้นทางรถไฟหลายเส้นทางของศรีลังกา เพื่อชมวิวหลายแบบ

    แม้รถไฟจะเก่า แต่ยังใช้งานได้ดี นำพาผู้คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวเดินทางสัญจรในราคาถูก จนกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเชื่อมวันเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบันท่ามกลางความงามของธรรมชาติและชีวิตผู้คนบนเส้นทางรถไฟ

    เสน่ห์ของการนั่งรถไฟ ไม่ใช่แค่วิวสองข้างทางที่ไม่เหมือนการเดินทางประเภทอื่น แต่ยังมีเสน่ห์ของคนเดินทาง อารมณ์ อิริยาบถวิถีชีวิต ให้เราได้นั่งมอง และบางครั้งได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาดีดีกับคนที่เราเพิ่งพบ เพราะพื้นที่ที่กว้างเพียงพอให้เราหันมาพูดคุย ทักทาย ส่งยิ้มอย่างไม่อึดอัด

    ทริปศรีลังกาเลยจัดการนั่งรถไฟ 3 เส้นทาง ทำให้เห็นความแตกต่างของแต่ละเส้นทาง

    CoastLine – จาก Colombo ไป Galle เส้นทางรถไฟผ่านชายทะเล หมู่บ้านชาวประมง โรงแรมหลายดาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมมาผ่อนคลายสปาอายุรเวชที่เลื่องชื่อของศรีลังกา

    Hill Country – เส้นทางรถไฟไต่ขึ้นลงไปตามหุบเขา ไร่ชา หมู่บ้านแรงงานในไร่ และบ้านเมืองสไตล์อังกฤษสมัยอาณานิคม อ่านเรื่อง นั่งรถไฟชมวิวไร่ชา Ella – Kandy

    Northern Line – สายเหนือวิ่งยาวไปถึง Jaffna แต่เราขึ้นที่ A-pura สายนี้วิวสวยธรรมดา คล้ายๆเส้นทางรถไฟเมืองไทยส่วนใหญ่ผ่านทุ่งนา หมู่บ้าน วิวพื้นราบ ไม่ใข่รถไฟที่ขายการชมวิวเช่นสองสายข้างบน รถไฟเลยวิ่งเร็ว โยกคลอนจนตัวสั่น แต่สายนี้ได้สัมผัสวิถีชีวิตคนศรีลังกามากที่สุด นักท่องเที่ยวมีแค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น เป็นเที่ยวที่มีของกิน ขนม น้ำชา ผลไม้ คนขายขึ้นลงกันตลอดทาง

    Coastline Train รถไฟวิ่งผ่านชายทะเลทางใต้ของศรีลังกา
    Hill Country นั่งรถไฟชมไร่ชา บนทิวทัศน์งดงามของทิวเขา หุบเขา ของศรีลังกา

    Northern Line รถไฟสายท้องถิ่น วิวทุ่งนา แต่สัมผัสผู้คนทัองถิ่นอย่างแท้จริง


    Hill Country เส้นทางรถไฟระหว่าง Kandy-Ella ที่ถูกกล่าวว่าเป็นเส้นที่สวยที่สุดสายหนึ่งของโลก ผ่านไร่ชา หุบเขา น้ำตก ทะเลสาบ หมู่บ้านเล็กๆระหว่างทางของชาวไร่ชา

    รถไฟในศรีลังกาก็ยังใช้ระบบเก่า ตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาสร้างอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เส้นทางสายนี้สร้างขึ้นเพื่อขนส่งชาจากไร่ เข้ามาส่งยัง Colombo ก่อนจะส่งออกไปทั่วโลกในนามของชาซีลอน (Cylon Tea)

    กลิ่นอายความเก่าแก่ของรถไฟ กับเวลาที่เนิ่นนานชมวิวสองข้างทางผสมไปกับกลิ่นของชาที่อบอวลติดจมูกในตอนเช้าที่เดินเข้าไปในไร่ชาข้างบ้าน ยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อเห็นคนงานผิวดำช่วยกันคัดเลือกและใส่ใบชาเข้าไปจนบรรจุออกมาเป็นผงชาหลากชนิด ทำให้การจิบชาครั้งต่อไปคงมีภาพเรื่องราวการเดินทางของชาเข้ามาด้วย

    ปัจจุบันรถไฟสายนี้เป็นสายยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้ว บางคนอาจจะนั่งแค่ครึ่งหนึ่ง หรือไม่กี่สถานี เพื่อชมบรรยากาศแต่สำหรับเราผู้ชื่นชอบชีวิตเอ้อระเหย เรื่อยๆ บนรถไฟ จองตั๋วนั่งยาว 7 ชั่วโมงจาก Ella ถึง เมืองKandy สามารถจองตั๋วแบบ Reserved Seat ชั้น 1 (มีแอร์),2,3 ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ แล้วไปรับตั๋วที่สถานีรถไฟก่อนรถออก เราแนะนำชั้น 3 ตรงบริเวณใกล้ประตูเพื่อสะดวกในการชมวิวและถ่ายรูป ที่นั่งหมายเลข 53-55 ,58-60 และ 63,64

    หรือจะซื้อแบบ Unreserved ซึ่งมีขายไม่อั้นก่อนรถออกก็ได้ ถ้าชอบความสนุกของการขึ้นรถไฟศรีลังกาที่ต้องแย่งกันขึ้นชนิดที่รถยังไม่ทันจอดก็มีคนกระโจนโหนขึ้นรถไฟเพื่อแย่งที่นั่งกันแล้ว และตั๋วก็ไม่แพงด้วย

    บรรยากาศบนรถไฟ