Nim Journey

A Legend of Travel

  • ไปนั่งรถไฟศรีลังกา

    เราไม่ได้นั่งรถไฟเพื่อไปเที่ยว แต่เราไปเที่ยวเพื่อที่จะได้นั่งรถไฟ

    คำพูดนี้ใช้ได้ดี สำหรับความตั้งใจที่จะไปเพื่อสัมผัสเส้นทางรถไฟหลายเส้นทางของศรีลังกา เพื่อชมวิวหลายแบบ

    แม้รถไฟจะเก่า แต่ยังใช้งานได้ดี นำพาผู้คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวเดินทางสัญจรในราคาถูก จนกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเชื่อมวันเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบันท่ามกลางความงามของธรรมชาติและชีวิตผู้คนบนเส้นทางรถไฟ

    เสน่ห์ของการนั่งรถไฟ ไม่ใช่แค่วิวสองข้างทางที่ไม่เหมือนการเดินทางประเภทอื่น แต่ยังมีเสน่ห์ของคนเดินทาง อารมณ์ อิริยาบถวิถีชีวิต ให้เราได้นั่งมอง และบางครั้งได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาดีดีกับคนที่เราเพิ่งพบ เพราะพื้นที่ที่กว้างเพียงพอให้เราหันมาพูดคุย ทักทาย ส่งยิ้มอย่างไม่อึดอัด

    ทริปศรีลังกาเลยจัดการนั่งรถไฟ 3 เส้นทาง ทำให้เห็นความแตกต่างของแต่ละเส้นทาง

    CoastLine – จาก Colombo ไป Galle เส้นทางรถไฟผ่านชายทะเล หมู่บ้านชาวประมง โรงแรมหลายดาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมมาผ่อนคลายสปาอายุรเวชที่เลื่องชื่อของศรีลังกา

    Hill Country – เส้นทางรถไฟไต่ขึ้นลงไปตามหุบเขา ไร่ชา หมู่บ้านแรงงานในไร่ และบ้านเมืองสไตล์อังกฤษสมัยอาณานิคม อ่านเรื่อง นั่งรถไฟชมวิวไร่ชา Ella – Kandy

    Northern Line – สายเหนือวิ่งยาวไปถึง Jaffna แต่เราขึ้นที่ A-pura สายนี้วิวสวยธรรมดา คล้ายๆเส้นทางรถไฟเมืองไทยส่วนใหญ่ผ่านทุ่งนา หมู่บ้าน วิวพื้นราบ ไม่ใข่รถไฟที่ขายการชมวิวเช่นสองสายข้างบน รถไฟเลยวิ่งเร็ว โยกคลอนจนตัวสั่น แต่สายนี้ได้สัมผัสวิถีชีวิตคนศรีลังกามากที่สุด นักท่องเที่ยวมีแค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น เป็นเที่ยวที่มีของกิน ขนม น้ำชา ผลไม้ คนขายขึ้นลงกันตลอดทาง

    Coastline Train รถไฟวิ่งผ่านชายทะเลทางใต้ของศรีลังกา
    Hill Country นั่งรถไฟชมไร่ชา บนทิวทัศน์งดงามของทิวเขา หุบเขา ของศรีลังกา

    Northern Line รถไฟสายท้องถิ่น วิวทุ่งนา แต่สัมผัสผู้คนทัองถิ่นอย่างแท้จริง


    Hill Country เส้นทางรถไฟระหว่าง Kandy-Ella ที่ถูกกล่าวว่าเป็นเส้นที่สวยที่สุดสายหนึ่งของโลก ผ่านไร่ชา หุบเขา น้ำตก ทะเลสาบ หมู่บ้านเล็กๆระหว่างทางของชาวไร่ชา

    รถไฟในศรีลังกาก็ยังใช้ระบบเก่า ตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาสร้างอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เส้นทางสายนี้สร้างขึ้นเพื่อขนส่งชาจากไร่ เข้ามาส่งยัง Colombo ก่อนจะส่งออกไปทั่วโลกในนามของชาซีลอน (Cylon Tea)

    กลิ่นอายความเก่าแก่ของรถไฟ กับเวลาที่เนิ่นนานชมวิวสองข้างทางผสมไปกับกลิ่นของชาที่อบอวลติดจมูกในตอนเช้าที่เดินเข้าไปในไร่ชาข้างบ้าน ยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อเห็นคนงานผิวดำช่วยกันคัดเลือกและใส่ใบชาเข้าไปจนบรรจุออกมาเป็นผงชาหลากชนิด ทำให้การจิบชาครั้งต่อไปคงมีภาพเรื่องราวการเดินทางของชาเข้ามาด้วย

    ปัจจุบันรถไฟสายนี้เป็นสายยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้ว บางคนอาจจะนั่งแค่ครึ่งหนึ่ง หรือไม่กี่สถานี เพื่อชมบรรยากาศแต่สำหรับเราผู้ชื่นชอบชีวิตเอ้อระเหย เรื่อยๆ บนรถไฟ จองตั๋วนั่งยาว 7 ชั่วโมงจาก Ella ถึง เมืองKandy สามารถจองตั๋วแบบ Reserved Seat ชั้น 1 (มีแอร์),2,3 ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ แล้วไปรับตั๋วที่สถานีรถไฟก่อนรถออก เราแนะนำชั้น 3 ตรงบริเวณใกล้ประตูเพื่อสะดวกในการชมวิวและถ่ายรูป ที่นั่งหมายเลข 53-55 ,58-60 และ 63,64

    หรือจะซื้อแบบ Unreserved ซึ่งมีขายไม่อั้นก่อนรถออกก็ได้ ถ้าชอบความสนุกของการขึ้นรถไฟศรีลังกาที่ต้องแย่งกันขึ้นชนิดที่รถยังไม่ทันจอดก็มีคนกระโจนโหนขึ้นรถไฟเพื่อแย่งที่นั่งกันแล้ว และตั๋วก็ไม่แพงด้วย

    บรรยากาศบนรถไฟ

  • เดินป่าใกล้กรุงเทพ ชีวิตสดชื่นที่ผาหินกูบ

    บางทีก็คิดนะคะว่าเสาร์อาทิตย์ไม่จำเป็นที่เราจะต้องออกมาเดินตากแอร์ในห้างฯที่นับวันจะเหมือนๆกันไปหมด ความรู้สึกตื่นเต้นกับความเจริญหายไปนานแล้ว แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ตามนิสัยส่วนตัวที่ไม่เคยนั่งนิ่งๆได้ ประเภทคนอยู่ไม่สุข งั้นก็จัดเป้ เดินเข้าป่ากันดีกว่า

    แต่อาทิตย์นี้เที่ยวใกล้กรุงกันหน่อย ไปหลายวันไม่ไหว เข้าป่าไม่ต้องไปไกลค่ะ ใกล้กรุงเทพที่จริงแล้วมีป่าให้เดินมากมาย อาทิตย์นี้เรามีนัดกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวผาหินกูบ หน้าผาที่เห็นรูปแล้วน่าหวาดเสียว แต่ก็เห็นคนชอบไปนั่งชมวิวบนนั้นกันบ่อยๆ เคยคิดว่าสักครั้งต้องมีเราไปนั่งที่นั่นบ้าง มีโอกาส เวลาเหมาะเราไปกันเลยค่ะ

    เราออกเดินทางกันเย็นวันศุกร์ ไปหาที่พักในเมืองจันท์ก่อน 1 คืน เพื่อเตรียมตัวจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป ที่จริงแล้วสามารถออกจากกรุงเทพเช้าตรู่ก็ได้ เพราะเรามีนัดกับเจ้าหน้าที่ที่หน่วยพิทักษ์ทุ่งเพลตอน 8 โมงเช้า เริ่มเดินกันประมาณ 9 โมง บางคนก็มาหาที่นอนใกล้ๆหน่วยพิทักษ์ป่านี้เลย มีที่พักแบบโฮมสเตย์เยอะอยู่ค่ะ แล้วแต่สะดวก

    มาถึงตอนเช้า 8 โมงตามเวลานัด จัดเตรียมของเพื่อเริ่มเดิน อุปกรณ์ไม่มีอะไรมากเพราะคืนนี้ไม่ได้อาบน้ำอยู่แล้ว สิ่งที่เราเตรียมไปก็มีเสื้อกันหนาว กันลม เพราะข้างบนลมแรง เจ้าหน้าที่บอกว่าอากาศหนาว ดังนั้นควรมีหมวกไหมพรม หรือผ้าบัฟใส่กันจะได้ไม่ปวดหัวตอนเจอลมแรง เย็นๆค่ะ
    เราเตรียมเปลไปนอนข้างบน เป็นครั้งแรกเลยที่จะได้นอนเปลกลางป่า ปกตินอนเต็นท์ แต่จนท.บอกว่าเปลจะสะดวกกว่า มีต้นไม้ให้ผูกเปลหลายจุด พื้นที่สำหรับกางเต็นท์มีน้อย เพื่อนๆช่วยเตรียมข้าวเหนียวหมูปิ้งสำหรับมื้อกลางวัน ส่วนอาหารเย็นให้ลูกหาบช่วยแบก คิดค่าแบกตามน้ำหนักของ กก.ละ 50 บาท /ขา ชั่งน้ำหนักทั้งขาขึ้น ขาลงนะคะ ยอมจ่ายกันไปค่ะ ไม่ฝืน จะได้เดินสบายๆ สนุกๆ ภาระบนหลังมีแค่สัมภาระส่วนตัว ที่เอาเตา แก๊สกระป่อง และหม้อต้มกาแฟ รวมทั้งน้ำอีก 2 ลิตร หลายโลแล้ว

    ทางเดินช่วงแรกยังไม่ชัน เดินสบายๆ ชมต้นไม้ ท่ามกลางอากาศดี ลมพัดเป็นระยะ

    เข้าห้องน้ำตรงที่ทำการเรียบร้อย ก็พร้อมออกเดินโดยมีเจ้าหน้าที่นำทาง (เราไม่ได้จ่ายเอง เพราะเพื่อนเป็นคนจัดการ แต่ดูเหมือนจนท.จะคิดค่านำทางคนละ 200 บาท ยังไงลองสอบถามอีกทีนะคะ)
    อากาศวันนี้เย็นสบาย ไม่ค่อยร้อน ยิ่งเข้าป่าปุ๊บก็เย็นสดชื่นจากความเขียวของต้นไม้ใหญ่ แต่คนขี้ร้อนอย่างเรา เหงื่อก็จะออกเร็วหน่อย ยังดีที่มีลมพัดผ่านต้นไม้มาเป็นระยะ ให้เย็นสบาย เดินได้เรื่อยๆ ช่วงแรกทางเป็นเนินขึ้นๆลงๆ มีใบไม้ปกคลุมและถาวัลย์ตามทาง จนถึงลำธาร จนท.หยุดแวะพักแป็บนึง วันนี้น้ำน้อยเพราะเป็นหน้าแล้ง ทางน้ำสายยาว ร่มรื่น เราหยุดไม่นานก็เดินต่อเมื่อเพื่อนๆ เดินมาทันกัน หลังจากนี้ทางเริ่มชันขึ้นนิดหน่อย เราไปแวะทานข้าวเหนียวหมูปิ้งตรงลานหินแปดเหลี่ยม ยังอิ่มจากเมื่อเช้า ก็เลยทานกันไม่ค่อยลง กะว่าเอาไว้กินตอนเย็นอีกที ที่จริงพกมาแค่นี้ก็คงอยู่ได้ทั้งวัน

    หลังจากนี้เริ่มเป็นของจริง ทางเริ่มชันชึ้นเรือ่ยๆ เห็นหินก้อนใหญ่ที่ทำให้เราต้องใช้แรงปีนขึ้น บางจุดชันจนต้องมีเชือกโรยไว้ให้คอยจับเพื่อความปลอดภัย มือจับต้นไม้คอยกันไม่ให้ลื่นล้ม ใบไม้ที่ร่วงตามทางยิ่งทำให้ลื่นไถลง่าย ยิ่งพอเหนื่อยมากๆ ขาก็เริ่มยกไม่ค่อยจะขึ้น พาลจะสะดุดรากไม้ ต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็สนุก มันส์ดี เพราะระยะทางไม่ไกลพวกเราก็ถึงบนยอดผาหินกูบ ใช้เวลาขาขึ้นประมาณ 4 ชั่วโมง กับระยะทาง 7 กม.

    หินกูบ หินหลังช้าง ที่มาของชื่อผาหินกูบ

    พอขึ้นไปถึงบนยอด ก็ถามหาหินกูบกับจนท. ที่นำทาง ลุงชี้ขึ้นมาด้านบน เราก็เดินขึ้นไปแล้วมองหาลานหินชมวิวที่มีหินซ้อนกัน แต่ไม่มีวี่แววบนทางที่เดินขึ้นไป จนท. บอกว่าหินกูบคือเนินหินตรงนี้


    “หินกูบ” ภาษาชองแปลว่าหลังช้าง หินก้อนที่เราเห็นมีลักษณะเหมือนหลังช้างจึงเรียกว่าหินกูบ

    ส่วนรูปที่เราเห็นกันจนเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ตรงนั้นเป็นจุดชมวิว แค่นั้นเอง ถ้าไม่มาถึงที่คงจะเข้าใจผิดไปอีกนานเลย

    จุดชมวิวผาหินกูบ มองดูแล้วหวาดเสียว ดีใจที่ได้มาถึง

    เรามาถึงประมาณบ่ายสอง นั่งเล่น นอนเล่น หาพื้นที่สำหรับกลุ่มของเรา 15 คน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดบนนี้ในวันนี้ วันนี้คนที่มาเที่ยวมีประมาณ 25 คน บางคนมาคนเดียว บางกลุ่มมา 2 คนบ้าง 5 คนบ้าง พอบ่ายคล้อยๆ แดดร่มเราออกไปเดินสำรวจ ถ่ายรูปหลายมุมด้านบ้าน ทั้งจุดชมวิว บนหินกูบของแท้ และยังมีผาหมีที่เดินไปไม่ไกล มองเห็นป่าเขียวด้านล่าง ต้นไม้หนาแน่น มีเมืองจันท์อยู่ไกลๆ ฉันอดเทียบกับศรีลังกาที่เพิ่งไปเดินชมวิวเมื่อต้นเดือนไม่ได้ว่า ความหนาแน่นของป่าไม้ที่นี่ยังน้อยกว่าอาจเพราะบนเขานี้ใกล้กับตัวเมืองจันท์ห่างแค่ 30 กม. และเมืองนี้ก็กำลังเติบโตเรื่อยๆ ได้แต่หวังว่าความเจริญจะไม่ทำให้ป่ายิ่งหดหายไป โดยไม่มีการดูแลอย่างที่ควรเป็น วิวด้านบนงดงาม อากาศดี เรากล้าสูดลมหายใจให้เต็มปอด ภาพความงามเราเก็บไว้ด้วยกล้อง ความทรงจำเราเก็บไว้ด้วยสมอง แต่อากาศบริสุทธิ์แบบนี้เราจะเก็บไว้ได้ยังไง หลังจากช่วงนี้อากาศและฝุ่นในเมืองเริ่มทำให้เราไม่ค่อยมั่นใจนักเมื่อจะสูดลมหายใจ ป่ามีความงดงาม และยังให้ความสดชื่น อากาศที่บริสูทธิ์ มนุษย์เราคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับป่าให้มากกว่านี้

    ฉันกลับมาหาที่เหมาะกางเปลนอน แล้วรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ คืนนี้เรามีพ่อครัวฝีมือดี มาทำสุกี้หมู สุกี้เนื้อ และคอหมูย่างให้ทาน เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้นั่งคุย นั่งฟังชีวิตสนุกๆของแต่ละคน บนนี้ยังมีสัญญาณมือถือบ้าง แต่ดูเหมือนเราทุกคนพร้อมใจจะวางมันลง แล้วนั่งลงทานอาหารด้วยกัน พูดคุยกัน มองหน้ากัน บรรยากาศแบบนี้หาได้ทุกครั้งที่เราอยู่กับธรรมชาติ อาหารหน้าตาธรรมดาแต่อร่อยยิ่งกว่าร้านหรู ที่นั่งไม่สบายแบบร้านกาแฟ แต่ทำให้เราได้นั่งมองหน้าคุยกันจริงๆ มีเวลาได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง ได้คิดถึงเรื่องราวต่างๆระหว่างการเดินลัดเลาะไปตามป่าเขา บางทีสิ่งที่เราถามหาทั้งหมดอาจจะเป็นแค่เรื่องง่ายๆแบบนี้ ซึ่งทำได้ยากเมื่ออยู่ในเมืองใหญ่ รายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย
    ฉันหมดคำถามในหัวไปทันทีว่าทำไมเราต้องมานั่งพับเต็นท์ เก็บเปล เก็บของ เดินให้เหนื่อยในเช้าวันต่อมา

    ติดต่อเดินป่า ได้ที่เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพล ได้ที่ FB fanpage : จุดชมวิวผาหินกูบ จ.จันทบุรี

  • ไหว้พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา

    ครั้งหนึ่งหลายปีก่อนเคยมีโอกาสได้ไปเยือนสังเวชนียสถานทั้ง 4 อันเป็นสถานที่ๆพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพาน

    “สังเวชนียสถาน หมายถึงสถานที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี เมื่อได้ไปพบเห็น”

    แม้จะไม่ได้เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดในศาสนาพุทธมากนัก และต้องบอกว่าการไปยังสังเวชนียสถานทั้ง4 ในครั้งนั้นก็เป็นในเชิงท่องเที่ยวเพื่อเห็น เพื่อรู้เช่นการเดินทางทั่วๆไป ว่าเราหาทางไปเพื่อดูโบสถ์คริสต์เกือบทุกนิกาย ดูมัสยิดมากมาย ก็ควรมีสักครั้งที่เดินทางไปถึงสถานที่อันเป็นต้นกำเนิดแห่งความเชื่อหลักของตัวเอง 
    และเมื่อไปถึงความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้านั้นก็สามารถสร้างความเบิกบาน แช่มชื่น ชื่นชม อย่างนั้นจริงๆ

    ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา แผ่กิ่งก้านสาขาครึ้มให้ความร่มเย็น สร้างความสงบแก่เหล่าผู้แสวงบุญที่เดินทางมาจากหลายชาติ หลายภาษา พ้นจากความวุ่นวายและทุกขเวทนาที่รายล้อมอยู่รอบวัด

    ฉันนั่งนิ่งๆเพื่อย้อนนึกถึงวันหนึ่งในอดีตที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เพื่อนำธรรมจากธรรมชาติอันธรรมดาทั้งปวงมารวบรวมเพื่อสั่งสอนมนุษย์เราอันเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ คือ “อริยสัจ4” ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

    ภายใต้ต้นโพธิ์ และหัวใจที่ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันนั้น นำมาซึ่งความสงบ เยือกเย็น ความตั้งใจทำความดี ฉันเดินวนรอบตามแบบอย่างผู้แสวงบุญคนอื่นที่เดินอย่างเงียบๆ แล้วลงนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่นานพักใหญ่ ความรู้สึกเป็นสุขเช่นนี้ทำให้ฉันเดินเข้าออกที่วัดอยู่หลายรอบ และยังเข้ามาฟังพระไทยสวดมนต์เย็นในตอนกลางคืนอีกรอบ มารู้ในตอนสวดเสร็จว่าพระไทยที่มานำสวดเย็นนั้นเป็นพระอาจารย์สมชาย จากวัดป่าสว่างบุญ ซึ่งอยู่ที่แก่งคอย สระบุรี อันเป็นวัดที่ไม่ได้ไกลจากบ้านเลย

    แม้ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ไม่ใช่ต้นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงนั่งตรัสรู้แล้ว แต่ก็เป็นผลจากการแตกหน่อจากต้นโพธิ์ต้นเดิม ต้นโพธิ์ถูกตัดบ้าง ทำลายบ้าง หรือเสียหายเพราะธรรมชาติกาลเวลา แต่ในที่สุดจะมีหน่อให้กำเนิดต้นใหม่ขึ้นมาเสมอ อาจเพราะรากต้นโพธิ์กว่าหลายพันปีได้หยั่งรากลึกลงสู่แผ่นดินจนยากจะสลายสิ้น 
    เช่นเดียวกับหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้แก่ชาวเราทั้งปวง ซึ่งอาจถูกบิดเบือน ถูกผู้ใช้ศาสนาพุทธในทางที่ผิดทำให้ศาสนาแปดเปื้อน แต่หลักแก่นแท้ และความจริงนั้นยังคงอยู่เสมอ ตราบเท่าที่หัวใจของเราใกล้ชิดกับหลักธรรมอันเป็นความจริงเที่ยงแท้ตัวแทนที่แท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผ่านมาตั้งหลายปีเพิ่งรู้ว่าวันนั้นที่ไปพุทธคยาเป็น”วันต้นโพธิ์” 
    ซึ่งจัดทุกวันที่ 8 ธันวาคม 
    ชาวพุทธจะกล่าวทักทายด้วยคำว่า 
    “Budu saranai!” แปลว่า 
    “may the peace of the Buddha be yours.” – ความสงบสันติของพระพุทธเจ้าจะเป็นของคุณ

    ปล. ต้นพระศรีมหาโพธิ์สำคัญอีก 2 ต้น คือต้นอานันทโพธิ์ เมืองสาวัตถีที่หน่อมาจากต้นแรกปลูกโดยพระอานนท์ และ ต้นชายาศรีมหาโพธิ์ อยู่ที่ประเทศศรีลังกานำหน่อจากต้นดั้งเดิมเช่นกันไปปลูกโดยธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช 245BC(King Asoka’s daughter, the nun Sanghamittra) ทั้งสองต้นยังเติบโตจนทุกวันนี้

    ต้นศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา 9 ธันวาคม 2013
  • เทคนิคหาลูกค้าของตุ๊ก ตุ๊ก Dambulla

    “100 รูปี” สำหรับค่ารถไปส่งที่โรงแรมจากท่ารถ

    คนขับตุ๊ก ตุ๊กเข้ามากุลีกุจอช่วยยกกระเป๋าขณะที่เราลงจากรถบัส บอกราคามา ทำเอาอ้าปากค้างขณะจะสวนต่อราคาออกไป ตามธรรมเนียมที่มักจะโดนบอกราคาสูงกว่าปกติทำให้ต้องต่อราคากันทุกครั้งไป

    100 รูปี 20 บาท จะต่อยังไงวะ เหลือ 50 รูปี 10 บาทก็ดูจะเกินไป เปิดมือถือขึ้นมาดูหรือโรงแรมจะอยู่ตรงนี้ ดูอีกทีก็ 2 กม. ทั่วๆไปก็เปิดมาที่ 500 รูปี ต่อเหลือ 200 รูปี เราก็ไปแล้ว พอเจอแบบนี้ไปแทบไม่เป็นเลย

    งั้นคนนี้คงเป็นคนดี ไม่โก่งราคา ไปก็ได้

    เราช่วยกันขนกระเป๋าขึ้นไปนั่งเบียดเรียบร้อยบนรถ แล้วในที่สุด ก็รู้แล้วว่าทำไมราคาถูก

    ตุ๊ก ตุ๊กเปิดการขายทัวร์ทันที เสนอเหมารถเที่ยว แนะนำสถานที่ต่างๆเพื่อจูงใจให้ใช้บริการของเขา สุดท้าย Gayan คนขับตุ๊ก ตุ๊กก็ได้เงินจากเราไป 4,000 รูปี สำหรับเที่ยว 2 วันที่ Dambulla และ Sigiriya

    • วันแรก – เที่ยววัดถ้ำ Dambulla แล้วไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ Pidurangala Rock หรือ small rock แล้วส่งกลับที่พักที่เมือง Dambulla
    • วันที่สอง – รับ-ส่งไป Sigiriya ออกแต่เช้า 6.30 น.

    จากเงิน 100รูปี เพื่อโอกาสในการได้เจรจาธุรกิจ

  • นั่งรถไฟชมวิวไร่ชา Ella – Kandy

    เส้นทางรถไฟที่ถูกกล่าวว่าเป็นเส้นที่สวยที่สุดสายหนึ่งของโลก ระหว่าง Kandy-Ella 
    ผ่านไร่ชา หุบเขา น้ำตก ทะเลสาบ หมู่บ้านเล็กๆระหว่างทางของชาวไร่ชา

    ประวัติความเป็นมา

    รถไฟในศรีลังกาก็ยังใช้ระบบเก่า ตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาสร้างอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เส้นทางสายนี้สร้างขึ้นเพื่อขนส่งชาจากไร่ เข้ามาส่งยัง Colombo ก่อนจะส่งออกไปทั่วโลกในนามของชาซีลอน (Cylon Tea)

    ผ่านป่า หุบเขา เขียวชอุ่ม
    ชมไร่ชาบนเขาระหว่างทาง

    กลิ่นอายความเก่าแก่ของรถไฟ กับเวลาที่เนิ่นนานชมวิวสองข้างทางผสมไปกับกลิ่นของชาที่อบอวลติดจมูกในตอนเช้าที่เดินเข้าไปในไร่ชาข้างบ้าน ยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อเห็นคนงานผิวดำช่วยกันคัดเลือกและใส่ใบชาเข้าไปจนบรรจุออกมาเป็นผงชาหลากชนิด ทำให้การจิบชาครั้งต่อไปคงมีภาพเรื่องราวการเดินทางของชาเข้ามาด้วย

    การจองซื้อตั๋วรถไฟสาย Ella – Kandy

    ปัจจุบันรถไฟสายนี้เป็นสายยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้ว บางคนอาจจะนั่งแค่ครึ่งหนึ่ง หรือไม่กี่สถานี เพื่อชมบรรยากาศแต่สำหรับเราผู้ชื่นชอบชีวิตเอ้อระเหย เรื่อยๆ บนรถไฟ จองตั๋วนั่งยาว 7 ชั่วโมงจาก Ella ถึง เมืองKandy สามารถจองตั๋วแบบ Reserved Seat ชั้น 1 (มีแอร์),2,3 ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ ดูรายละเอียดการซื้อได้ที่ https://www.seat61.com/SriLanka.htm#How_to_buy_tickets มีหลายแบบ แต่เราเลือกใช้บริการ https://www.visitsrilankatours.co.uk/train-tickets-1.html จ่ายเงินทาง Paypal จะได้รับ Email เป็นเลขการจอง แล้วนำไปรับตั๋วได้ที่สถานีรถไฟก่อนรถออก ล่วงหน้ากี่วันก็ได้
    รถไฟชั้น 1 จะเป็นแบบมีแอร์ แต่ไม่สะดวกในการออกมาถ่ายรูป ขอแนะนำเป็นชั้น 2 หรือชั้น 3 ซึ่งจะมีช่วงประตูเปิดระหว่างตู้ให้ออกมาเดินเล่น ถ่ายรูปได้ เราจองไปสองครั้ง พอดีมีเพื่อนมาเพิ่มก็เลยจะจองไปเพิ่มไปอีก ปรากฎว่าชั้น2 ที่จองไปครั้งแรกเต็ม ก็เลยต้องเลือกชั้น 3 พอมานั่งแล้วเราชอบชั้น 3 มากกว่า เพราะขบวนที่เรานั่งเป็นขบวน Ella-Kandy ตู้ชั้นสองจะเป็นแบบนั่งติดกันเหมือนรถทัวร์ 2 ที่นั่งเป็นแถว สายนี้ต้องนั่งแบบโดนลากไปข้างหลัง ซึ่งถ้านั่งจาก Kandy – Ella ก็คงไม่เป็นไร สำหรับชั้น 3 ที่นั่งเป็นแบบมีโต๊ะกลางเล็กๆไว้วางของนั่งหันหน้าชนกัน เหมาะสำหรับไปเป็นกลุ่ม ที่นั่งเบียดๆหน่อย ฝั่งละ 3 คน ..เราแนะนำชั้น3 ตรงบริเวณใกล้ประตูเพื่อสะดวกในการชมวิวและถ่ายรูป ที่นั่งหมายเลข 53-55 ,58-60 และ 63,64 อยู่หัวขบวนสำหรับสาย Ella-Kandy

    หรือจะซื้อแบบ Unreserved Seat ซึ่งมีขายไม่อั้นก่อนรถออกก็ได้ ถ้าชอบความสนุกของการขึ้นรถไฟศรีลังกาที่ต้องแย่งกันขึ้นชนิดที่รถยังไม่ทันจอดก็มีคนกระโจนโหนขึ้นรถไฟเพื่อแย่งที่นั่งกัน แย่งไม่ทันก็ยืนไป ค่าตั๋วไม่แพงประมาณ 175 รูปีและ310 รูปี สำหรับชั้น 3 และชั้น 2 จาก Ella-Kandy ขบวนรถไฟสายนี้ค่อนข้างเข้มงวดในการเดินเข้าออกระหว่างตู้ต่างชั้นกัน และตู้แบบ Reserved กับ Unreserved มีเจ้าหน้าที่คอย่ตรวจและล็อคประตู

    ทริคอีกอย่างหนึ่งสำหรับการซื้อตั๋วรถไฟแบบ Reserved Seat ถ้าไม่จองล่วงหน้าซึ่งมีค่าธรรมเนียม แพงกว่าการซื้อที่สถานี ก็คือถ้าสายต้นทางอย่าง Ella หรือ Kandy เต็ม ให้เช็คสถานีถัดไปเรื่อยๆ เพราะจะมีคนลงระหว่างทาง โดยเฉพาะสถานีใหญ่เช่น Nuwara Eliya นักท่องเที่ยวลงกันเยอะ จนตู้ว่างโล่ง ฉันได้นั่งคนเดียวตั้งแต่สถานีนั้นจนถึง Kandy

    หากวางแผนมาเที่ยวศรีลังกา การนั่งรถไฟขบวนนี้ไม่ควรพลาด อาจจะนั่งสั้นๆ หรือนั่งยาว เพราะวิวที่สวยงามแบบที่หาได้ยากในเมืองอื่น เป็นขบวนที่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ

    ระหว่างทางบนรถไฟ

    วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าสดใส แดดส่องประกายกับไร่ชาสีเขียวระหว่างทาง มีเมฆขาวคอยบังเแดดแรงขณะที่ล่องลอยผ่านไร่ชาเขียวในหุบเขา นอกจากไร่ชารถไฟยังพาเราผ่าน ป่าไม้หนาทึบ น้ำตก ทะเลสาบ แม่น้ำ สะพานเหล็กเก่าที่พาดผ่านเป็นทางรถไฟ ฉันเห็นบ้านหลังเล็กของชาวไร่ระหว่างทาง คล้ายวิถีชีวิตริมทางรถไฟที่เมืองไทย คนข้างทางยกมือทักทายกับคนบนรถไฟเมื่อต่างฝ่ายสบตากัน
    การบอกว่าเส้นทางนี้เป็นทางรถไฟที่สวยที่สุดสายหนึ่งก็ไม่ผิดนัก เพราะนอกจากวิวสวย ยังมีชีวิตชีวาให้ได้ชมด้วย

    บนรถไฟมีผลไม้ ขนมทอด และน้ำที่ชาวบ้านใส่ตะกร้าขึ้นมาเดินขาย ฉันซื้อซาโมซ่าจากลุงคนขายที่มานั่งพักฝั่งตรงข้ามที่นั่งของฉัน เขาชายให้ฉัน 3 ชิ้น 150 รูปี แต่อีกสักพักฉันเห็นคนศรีลังกาจ่ายไปแค่ 3 ชิ้น 100 รูปี :(