Nim Journey

A Legend of Travel

  • รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 2 : เว้-ฮอยอัน]
    วิวหน้าโรงแรมที่พัก

    หน้าโรงแรมยามเช้า ตื่นมาจึงพบว่าหน้าโรงแรมของเราคือแม่น้ำหอม ที่เราไปล่องเรือเมื่อวานตอนเย็นนี้เอง ยามเช้าที่นี่สวยสงบ และอากาศดี

    คูน้ำรอบพระราชวังเว้

    พระราชวังเว้ สร้างปี ค.ศ.1803 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปี 1996 พระราชวังตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม ตัวพระราชวังสร้างขึ้นตามแบบบความเชื่อของจีน เนื่องจากเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจีนร่วมพันปี อาคารบางส่วนเหลือรอดจากการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างเวียดนามทั้งสองฝ่ายในสงครามเวียดนามปี ค.ศ.1968 ที่เรียกกันว่า “สงครามตรุษญวณ”

    ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน

    ระหว่างประตูทิศใต้กับกับกำแพงใหญ่ตรงหอธง มีปืนใหญ่เก้าทัพตั้งเรียงอยู่ 9 กระบอก โดยแต่ละกระบอกนั้นมีน้ำหนักถึง 10 ตัน ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีกสี่กระบอกทางด้านขวาเป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้งสี่

    พระราชวังมีพื้นที่ 5.2 ตารางกิโลเมตร มีกำแพงสร้างล้อมรอบ 3 ชั้น เนื่องจากเป็นทั้งวังและป้อมปราการ

    • กำแพงด้านนอกเป็นป้อมปราการของเมืองเว้
       สูง 8 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอก
    • กำแพงต่อมาเป็น
      ป้อมปราการหลวง กำแพงสูง 6 เมตร ล้อมรอบเขตพระราชวัง วัด และอุทยาน มีประตูทางเข้าออก
      4 ทาง ทางเข้าที่เราเดินเข้าไป (ประตูขายตั๋ว)
      เคยเป็นทางเข้าเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกได้ทั้ง
      4 ทาง
    • ด้านในสุดเป็นกำแพงป้อมปราการต้องห้าม
      ซึ่งเป็นพื้นที่ของกษัตริย์ และครอบครัว

    ราชวงศ์เหวียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ของเมืองเว้ มีกษัตริย์ทั้งสิ้น 13 พระองค์ กษัตริย์องค์สุดท้ายชื่อ “บ่าวด๋าย” เป็นลูกบุญธรรมขององค์ที่ 12 เนื่องจากท่านเป็นกระเทยจึงไม่มีลูก ต่อมากษัตริย์บ่าวด๋ายได้ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส และศพของพระองค์ถูกฝังอยู่ที่นั่น ไกด์เล่าอีกว่าปัจจุบันลูกหลานของกษัตริย์บ่าวด๋าย  ยังอยู่ในเว้ มีอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ

    • ชาวจาม
      ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่ จะให้ความสำคัญกับผู้หญิง
      เมื่อแต่งงานจะใช้นามสกุลฝ่ายหญิง และต้องเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายหญิง แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบัน
      เนื่องจากชาวจามดั้งเดิมลดน้อยลง
    • ในด้านครอบครัวรัฐบาลส่งเสริมให้มี
      สามี 1 ภรรยา 1 และมีลูก 2 คน แต่ชาวเวียดนามก็อยากได้ลูกชายสำหรับสืบสกุล
      จึงอาจจะมีมากกว่า 2 คน ดังนั้นสำหรับคนที่รับราชการหากมีลูกมากกว่า 2 คน จะถูกปรับเงินเดือนลงมา
    • รัฐบาลเริ่มส่งเสริมให้ชนเผ่ากลุ่มเล็กๆ
      ทั่วเวียดนามได้เข้าเรียนฟรีจนถึงมัธยมปลาย หรือดูตามฐานะของคนที่เข้าเรียน
    • ชาวเวียดนามนิยมนอนกลางวัน

    ชาวจาม แห่งอาณาจักรจามปา

    ไกด์เล่าถึงจามปา จึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจามปา เป็นกลุ่มรัฐอิสระของชาวจาม (Cham) ที่ตั้งอยู่ทั่วชายฝั่งของเวียดนามบริเวณภาคกลางและภาคใต้ ตั้งรกรากมาตั้งแต่ราวคริสต์-ศตวรรษที่  2 จนถูกรวมเข้ากับเวียดนามเมื่อปี 1832 ชาวจามรับศาสนาฮินดูเข้ามาจากอาณาจักรฟูนัน (เขมรในเวลาต่อมา)เมื่อราวค.ศ.4 ซึ่งได้ทำให้เกิดศิลปะและวัฒนธรรมแบบฮินดูในเขตแดนนี้ แม้ว่าต่อมาในศตวรรษที่ 10 ชาวจามส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้นับถือศาสนาฮินดูยังมีอยู่ ทำให้ยังมีพิธีกรรมและเทศกาลตามประเพณีชาวฮินดูกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในฮินดูนอกอินเดียสองกลุ่มดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ในโลก โดยมีวัฒนธรรมย้อนหลังไปได้หลายพันปี ฮินดูอีกกลุ่ม คือ ฮินดูบาหลีในอินโดนีเซีย

    แม่ค้าชาวเวียดนามขายผลไม้ น้ำผลไม้ราคาไม่แพงหน้าร้านกาแฟ ชื่อดังของเวียดนาม
    เวียดนามอากาศร้อนมาก มาเที่ยวควรพกพัดลม หมวก และสมชุดสบายๆในการเที่ยวชม
    ปลาก้ามเป็นปลาที่หาทานได้ที่อ่าวลังโก เนื้อเยอะ อร่อยดี

    หลังจากชมพระราชวังเว้ เราเดินทางกลับมาดานัง ระหว่างทางแวะทานอาหารกลางวันที่อ่าวลังโกซึ่งเรานั่งรถผ่านเมื่อวานนี้ โดยได้แวะชมที่เพาะเลี้ยงไข่มุก และโรงงานขายไข่มุก

    เรือกระด้งฮอยอัน

    หลังจากผิดหวังกับเรือมังกร ฉันก็ไม่ค่อยคาดหวังกับเรือกระด้งมากนัก แถมชื่อก็ธรรมดาๆ แต่พอได้มาเห็นและขึ้นไปนั่งกลับมีความประทับใจกว่าที่คาด ภายในแม่น้ำสายเล็กๆของหมู่บ้าน ที่น่าจะเคยเป็นวิถีชาวบ้านธรรมดา ถ้าแค่นั่งเรือกระด้งที่แม้จะแปลกกว่าเรือประเภทอื่น แต่ถ้าไม่มีการจัดการ ความตั้งใจของชาวบ้านและชุมชนที่นี่สุดท้ายก็คงเป็นแค่นั่งเรือชมวิวที่น่าเบื่อหน่าย แต่ด้วยความคึกคักของชาวบ้านที่สร้างความประทับใจตั้งแต่เริ่มด้วยการยื่นตัวแมลงที่ทำจากก้านใบไม้แสนธรรมดาเอามาส่งให้ด้วยความซื่อๆ ลีลาการพายเรือวนๆให้สนุกสนานตื่นเต้น ไปพร้อมๆกับมีการจัดให้มีเรือกลาง 2-3 จุด ให้เราได้แวะไปดูลีลาการร้องเพลงบนเรือที่หมุนไปมา ตามด้วยเพลงไทย จีน เวียดนาม ฝรั่ง ตามแต่ประเทศของกลุ่มลูกค้า วางบรรยากาศให้สงบนิ่งด้วยการหยุดถ่ายรูปคนที่เหวี่ยงแหจับปลาซึ่งรอคอยสำหรับการถ่ายรูป ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างมีแบบแผน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ 30 นาทีที่น่าประทับใจ ยิ่งนึกเปรียบเทียบกับ การนั่งเรือคล้ายๆกันแบบนี้เพื่อชมเหยี่ยวแดงที่ขลุง จันทบุรี แล้วต้องยกนิ้วให้ เพราะของไทยแค่ลากเรือให้เราเที่ยว แล้วนั่งมองโดยที่ไม่มีการเสริมความสนุกแบบนี้ เห็นการทำงานที่นี่แล้วนึกว่าเราน่าจะเอาไปทำตามอย่างบ้าง แทนที่จะเอาไปแค่เรือกระด้งๆหมุนๆ เพราะได้ข่าวว่ามีจังหวัดหนึ่งคิดจะเอาเรือกระด้งไปทำเลียนแบบ ซึ่งจริงๆแล้วเราคิดว่ารูปแบบเรือไม่สำคัญเท่าความใส่ใจและความตั้งใจที่ได้จากชาวบ้านในช่วงเวลาสั้นๆนี้เลย

    นั่งเรือกระด้งแบบมันส์ ๆ
    สะพานญี่ปุ่น เมืองฮอยอัน

    ฮอยอันเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1999 ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่างๆภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี (วิกิพีเดีย)

    ประเพณีแต่งงานดั้งเดิมของฮอยอัน เป็นการจำลองภาพในอดีตที่มีหนุ่มชาวญี่ปุ่น มาขอสาวฮอยอันแต่งงาน

    บ้านเก่าในเขตมรดกโลกของฮอยอันจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการมรดกโลก ภายในบ้านยังมีเจ้าของอาศัยอยู่ แต่ห้ามทำการตกแต่งหรือซ่อมแซมใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต เราจึงได้เห็นความดั้งเดิมของบ้านเมือง และจินตนาการภาพความเป็นไปในอดีตได้ไม่ยาก

    ภายในถนนเส้นเล็กๆของฮอยอัน ยังมีบ้านเก่าแก่และวัดจีนโบราณ เช่นบ้านเลขที่ 101 และบ้านของบุคคลสำคัญ ชื่อ บ่อ วิน ยะ ที่เป็นมือขวาของลุงโฮ หรือ โฮจิมินท์

    โฮจิมินห์ เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม

    โฮจิมินห์ หรือลุงโฮ เคยมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเป็นเวลา 7 ปี โดยใช้ชื่อว่าเฒ่าจิ๋น ปี 1923-1931 โดยอาศัยที่จังหวัดพิจิตร อุดรธานี และหนองคาย ซึ่งขณะนั้นท่านได้สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ต่อมาหลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่ยุทธการเดียนเบียนฟู เวียดนามประกาศอิสรภาพ โฮจิมินห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเป็นคนแรก โฮจิมินห์ได้รับการนับถือและยกย่องจากชาวเวียดนามมาจนทุกวันนี้

    คนไทยมักจะเรียกคนเวียดนามว่า “คนแกว” เพราะตอนเวียดนามหนีภัยสงครามมาประเทศไทยทางเรือเมื่อร้องเรียกให้ช่วยจะพูดว่า “แกวดือ” ซึ่งแปลว่า ดึงเราหน่อย แต่คนไทยไม่เข้าใจ คิดว่าเขาบอกว่าคือคนแกว เลยเรียกชาวเวียดนามว่า คนแกว (ไกด์บอม)

    อาหารหน้าตาแปลกๆ ถามชื่อมาจากพนักงาน (อาจจะผิดก็ได้ค่ะ)

  • รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 1 : ดานัง-เว้]

    11.46 น. มายืนรอตม.เข้าประเทศเวียดนาม ที่สนามบินดานัง เจ้าหน้าที่ตม.ทำงานช้ามาก ต่อคิวนาน พอถึงคิวก็ยังนาน เจ้าหน้าที่ทำงานไป ผิวปากไป เหมือนไม่ค่อยตั้งใจทำงาน ทำแบบช้าๆ ไปเรื่อยๆ

    มีร้านขายซิมอยู่ฝั่งตรงข้ามที่รับกระเป๋า ราคาซิมไม่แพง และสัญญาณเน็ตดี

    เมื่อผ่านเข้ามาก็เดินไปซื้อซิมสำหรับใช้งานในเวียดนาม เราซื้อซิมราคา 240 บาท คนขายพูดไทยได้ เพราะคนไทยมาเที่ยวเยอะมาก จ่ายเงินไทยได้เลย คนขายขายของเร็วมาก คว้ามือถือจากมือเราไปเปลี่ยนทันที ยังไม่ทันได้ถามไถ่ ตอนรับมือถือกลับคืนมา ควรทดสอบว่าใช้งานได้หรือไม่ มีสัญญาณหรือเปล่า เช่นของเราที่รับมาแล้วไม่มีสัญญาณ ต้องกลับไปเปลี่ยนซิมใหม่

    ไก่อบฟักทอง กุ้งผัดหัวปลี ดูแปลกๆสำหรับเรา

    อาหารกลางวัน มื้อแรกสำหรับทริปนี้ที่ดานัง

    มาถึงดานังในวันที่ร้อน ไม่มีฝน ออกจากสนามบินเราก็มุ่งตรงไปที่ร้านอาหาร นั่งรถประมาณ 15 นาที ทัวร์จัดอาหาร 8 อย่าง สำหรับโต๊ะละ 7 คน อาหารเต็มโต๊ะ ทานกันไม่หมด อาหารคล้ายอาหารไทยผสมจีน บางอย่างแปลกตาไม่เคยทานมาก่อน เช่นกุ้งผัดกับหัวปลีที่หั่นฝอยๆ , ไก่ผัดอบในลูกฟักทอง รสชาติอาหารกลางๆไม่จัด มีความมัน แต่ก็มีน้ำจิ้มเพื่อเพิ่มรสชาติและตัดความเลี่ยน ทางร้านจัดอาหารมาสวยงามปริมาณเต็มที่ นอกจากไก่ ก็มีกุ้ง ปลาหมึก กั้ง และปลา ผัดผักรสชาติดี โดยรวมถือว่าเป็นมื้อแรกที่น่าประทับใจ และจัดเต็มมาก

    วัดหลิงอึง (Linh Ung) มีเจ้าแม่กวนอิมใหญ่สูงที่สุด 90 เมตร สร้างตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งมีพระองค์ใหญ่อยู่ 3 จุด ระหว่างที่นี่ , ฝั่งตรงข้าม และบนเขาที่บาน่าฮิลล์ เชื่อว่าทำให้พายุที่เข้าบริเวณชายฝั่งนี้ลดความรุนแรงลง

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ

    • ค่าแรงเวียดนาม 170 กว่าบาทต่อวัน
    • อายุ 18 ปี จึงมีมอเตอร์ไซค์ได้
    • ภาษีนำเข้ารถยนต์สูงมาก 200% ค่าทะเบียน 100% ทำให้คนยังนิยมใช้มอเตอร์ไซค์
    • ส่วนใหญ่รถที่ใช้เป็นของเกาหลี มีคนเกาหลีมาลงทุนในเวียดนามมากที่สุด และรถเกาหลีราคาถูกกว่ารถญี่ปุ่น
    • กฎหมายจราจรเข้มงวด เช่นมอเตอร์ไซค์ค่าปรับการฝ่าไฟแดงฝ่า 5 แยก คิดตามแต่ละแยก ตำรวจปรับหนักและเอาจริง สมัยก่อนตำรวจชอบรีดไถ แต่ปัจจุบันทำได้ยากเพราะมี Social ทำให้ทำแบบนั้นได้ยากขึ้น
    • ขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อค
    • ดานังเป็นเมืองตากอากาศมานานตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส ที่ดินตอนนี้ราคากำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
    • คนเวียดนามนิยมฝังศพมากกว่าการเผา แม้ราคาที่ดินจะสูงขึ้น แต่คิดว่าในอนาคตคงต้องเปลี่ยนไป
    • Vin Plus เป็นกลุ่มลงทุนชาวเวียดนามรายใหญ่ ลงทุนทั้งโรงแรม คอนโด มินิมาร์ท แท็กซี่ เจ้าของรวยที่สุดในเวียดนามขณะนี้
    อุโมงค์ไหวาน มีความยาว 6.3 กม. เป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในแถบอินโดจีน

    ระหว่างทางจากดานังไปเว้ ต้องผ่านอุโมงค์ไหวานที่เจาะเขาซึ่งเคยกั้นระหว่างดานังกับเว้ ก่อนหน้านี้การเดินทางระหว่างสองเมืองช่วงนี้ต้องขับรถขึ้นเขา เพื่อข้ามไปใช้เวลา 2 ชั่วโมง การตัดอุโมงค์ช่วยย่นระยะเวลาได้มาก อุโมงค์ยาวนี้ได้รับการดูแล และเช็คระบบความปลอดภัยอย่างดี มีช่วงเวลาเช็คระบบวันละ 2 ครั้ง คือเวลา 13.15-13.45น. และ ช่วง 03.00-04.00 น. อุโมงค์นี้ห้ามมอเตอร์ไซค์เข้าใช้ทาง






    อ่าวลังโก ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงไข่มุกอันดับสอง

    เมื่อออกจากอุโมงค์จะพบกับอ่าวลังโก ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงไข่มุกอันดับสอง รองจากฮาลองเบย์ ฝั่งซ้ายที่เห็นในรูปเป็นด้านแม่น้ำ มีสะพานอยู่ไกลๆ คือทางลงสำหรับรถที่ไม่ได้เข้าอุโมงค์ไหวาน แต่ขึ้นทางเขาที่ใช้เวลานานกว่า ฝั่งขวาของรถเป็นอ่าวลังโกที่เลี้ยงไข่มุก

    รูปแบบบ้านเก่าของเวียดนาม จะเป็นแนวลึกยาว และมีช่องเปิดตรงกลางบ้าน

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ (ต่อ)

    บ้านในเวียดนามจะเน้นความยาวหรือความลึกกกว่าความกว้าง บ้านที่ลึกมากยิ่งราคาแพง ราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้บ้านมีราคาแพงตามไปด้วย ราคาตอนนี้ประมาณตารางเมตรละ 400,000 บาท ข้าวของเวียดนามส่งออกเป็นอันดับ 1 มีปลูกกันมากที่แม่น้ำแดง ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเวียดนาม สามารถปลูกได้ 3-4 ครั้งต่อปี




    ร้านที่แวะอยู่ระหว่างทางดานัง – เว้ สงสัยตรายี่ห้อว่ามีธงไทย เลยถามคนขายปรากฏว่าเจ้าของมีเมียเป็นคนไทยนั่นเอง

    น้ำมันยูคาลิปตัน ช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ไล่แมลง รักษาแผล ควบคุมน้ำตาล สรรพคุณเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อ เพราะน้ำมันยูคาลิปตัสนี้ นำขึ้นเครื่องบินไม่ได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดประกายไฟ

    ชงกาแฟกันมือระวิง พันกันมั่วไปหมด กาแฟดำที่นี่จืดสนิท

    เราไม่ได้อุดหนุนน้ำมันยูคาลิปตัส ก็เลยอุดหนุนกาแฟที่ขายในร้านแทน เป็นครั้งแรกทีได้เห็นน้ำแข็งก้อนในเวียดนามก้อนใหญ่มาก เวลาจะใส่ทานกับกาแฟ ก็เลยต้องทุบก่อน (น้ำแข็งเรียกว่า “ดา” ในภาษาเวียดนาม)

    น้ำแข็งก้อนของเวียดนามก้อนใหญ่มาก เวลาทจะทานใส่ในกาแฟ พนักงานเลยต้องทุบน้ำแข็งให้เล็กก่อน
    บตหลอบ

    บตหลอบ แป้งห่อกุ้ง เป็นของฝากจากคนขับรถ เขาจอดรถรับระหว่างทางให้เราได้ทานกันตอนร้อนๆ น่าจะเป็นของว่าง ทานเล่น มีความคาวเนื่องจากทำจากกุ้งตัวเล็กผัดแล้วเอามาห่อแป้งใสๆ รสชาติแบบกุ้งผัดหวานบ้านเรา แป้งเหนียวหนึบมาก

    ภาษาเวียดนาม จะมีลักษณะภาษาละตินใส่สระ

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ (ต่อ)

    แต่เดิมเวียดนามใช้ภาษาจีนเป็นภาษาเขียน และคนเวียดนามนับถือศาสนาพุทธตามประเทศจีน ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสยึดครองเวียดนาม ก็คิดค้นภาษาเขียนให้เวียดนามใหม่ โดยการเอาภาษาละตินมาใส่สระ ภาษาเขียนเวียดนามจึงมีความคล้ายกับภาษาอังกฤษ หรือฝรั่งเศส สาเหตุที่นำมาออกแบบใหม่ให้ชาวเวียดนามใช้ก็เพื่อความง่ายในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเวียดนาม เพราะถูกออกแบบโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส

    เวียดนามเป็นชาติที่มีสงครามมาตลอดตั้งแต่สงครามกับฝรั่งเศส สงครามเวียดนาม และสงครามจบสิ้นเมื่อปี 1975 ชาวเวียดนามมีความภูมิใจมากที่สามารถเอาชนะชาติใหญ่อย่างฝรั่งเศส และ อเมริกาได้ (เวียดนามมีความไม่พอใจไทยอยู่บ้าง ที่ไทยเคยให้พื้นที่อเมริกามาตั้งฐานทัพเพื่อรบกับเวียดนามในสงครามเวียดนาม)

    ข้ามถนนในเวียดนาม ไม่ว่าเมืองเล็กเมืองใหญ่ต้องใจกล้า เดินข้ามไปเรื่อยๆอย่าหยุด อย่าชะงัก อย่าถอยหลัง

    เวลาข้ามถนนในเวียดนาม ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าถอยหลังห้ามกลัว เพราะทางม้าลายและไฟแดงในเวียดนามเป็นเครื่องประดับสำหรับคนข้ามถนนเท่านั้น

    • บ้านในเวียดนามทำจากอิฐก้อนใหญ่
      ขนาดจะใหญ่กว่าของเมืองไทยผสมเกลือ ปูน เพื่อทำบ้าน
      จะแข็งแรงกว่าป้องกันพายุที่พัดแรง
    • สุนัขที่เลี้ยงในบ้าน
      ห้ามปล่อยออกมาข้างนอก ต้องดูแลภายในบ้านเท่านั้น หากหลุดออกมาครั้งแรกอาจจะคืนให้
      แต่ครั้งที่สองจะไม่คืน ทั้งนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
    • คนเวียดนามนิยมเดินทางด้วยรถบัสแม้จะใช้เวลานาน
      เพราะค่าโดยสารบินภายในประเทศแพงมาก
    • ล็อตเตอรี่เวียดนามออกทุกวัน
      และขึ้นอยู่กับจังหวัดที่ออก
    แม่น้ำหอม หรอแม่น้ำเฮืองยามเย็นก่อนแสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

    แม่น้ำหอม หรือแม่น้ำเฮือง เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองเว้ ริมแม่น้ำมีสถานที่สำคัญเช่นพระราชวังเว้ เจดีย์วัดเทียนหมู่ และมีสะพานข้ามแม่น้ำนี้หลายแห่ง ไกด์บอกว่าชื่อแม่น้ำหอมเพราะมีกลิ่นของดอกไม้ที่หล่นลงไปในแม่น้ำ แต่ระหว่างล่องเรือไม่ได้กลิ่นนะคะ

    เจดีย์เทียนมู่ สร้างในปี พ.ศ.2144 (คศ.1601) ตามดำริของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) เจ้าผู้ปกครองเมืองเว้ ในขณะนั้น เมื่อครั้งที่ท่านได้ล่องเรือเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของบ้านเมืองโดยรอบ และมาได้ยินเรื่องเล่าของชาวบ้านบริเวณนี้ว่า มีเรื่องเล่ากันว่า เคยมีคนเห็นหญิงสูงอายุคนหนึ่ง( Thiên Mụ หรือเทพธิดา) สวมชุดสีแดง ฟ้า นั่งเช็ดแก้ม ตรงบริเวณภูเขาที่ได้สร้างเจดีย์ในปัจจุบัน หญิงผู้นี้ได้บอกว่าวันหนึ่งจะมีผู้ยิ่งใหญ่มาสร้างเจดีย์บริเวณนี้และจะนำสันติสุขมาสู่เมือง เมื่อขุนนาง Nguyen Hoang ได้ผ่านมาและทราบเรื่องเข้าจึงสร้างเจดีย์ขึ้น

    ที่วัดเทียนหมู่ แห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญของชาวพุทธในเวียดนาม เมื่อเจ้าอาวาสของวัด ชื่อ พระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก วัย 73 ปี ได้เผาตัวเองประท้วงรัฐบาล เมื่อมีการกวาดล้าง ทำร้ายผู้นับถือศาสนาพุทธ เพราะประเทศเวียดนามนี้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพื้นบ้าน หรือไม่มีศาสนา  เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2506   ณ กรุงไซง่อน (โฮจิมินห์ ซิตี้ ในปัจจุบัน) ข้างรถออสตินสีฟ้าคันนี้ที่ขับไป โดยอธิษฐานว่า ถ้าศาสนาพุทธจะยังมั่นคงในเวียดนาม หัวใจของท่านจะไม่ไหม้ และปรากฎว่าร่างกายของท่านถูกไฟไหม้ ยกเว้นเพียงหัวใจของท่าน ซึ่งถูกนำมาเก็บไว้ที่วัดเทียนหมู่แห่งนี้ ที่วัดแห่งนี้จึงเป็นเหมือนที่รวมจิตใจของชาวพุทธในเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตามศาสนาพุทธ ก็ยังไม่ใช่ศาสนาหลักของเวียดนาม ซึ่งยังคงนับถือศาสนาพื้นบ้านเช่นเดิม





    วิถีชีวิตชาวบ้าน คนเวียดนามชอบนั่งทางอาหารบนเก้าอี้เตี้ยๆแบบนี้ ว่ากันว่า ถ้านั่งสูงขึ้น ราคาอาหารจะแพงขึ้น

    ตลาดดองบา ในเมืองเว้ เป็นตลาดเก่าแก่ ขายของใช้มากมาย เราแวะซื้อชุดอ๋าวหย่าย ราคา 250 บาท สำหรับผู้ชายเป็นเสื้อตัวยาวคล้ายชุดจีน ราคา100 บาท

    เบียร์ในเวียดนามมีหลายยี่ห้อ ตามเมืองที่ผลิต เช่นเบียร์ดานัง ยี่ห้อ Larue , Huda เบียร์ไซ่ง่อน ชื่อยี่ห้อ ไซ่ง่อน เมืองใหญ่ๆจะมีเบียร์ของตัวเอง

    ล่องเรือมังกร แม่น้ำหอม

    ขึ้นชื่อว่าเรือมังกร ตอนอ่านในโปรแกรมนึกว่าจะเป็นเรือลำใหญ่ ปรากฏว่าเป็นเรือลำเล็กดูน่าผิดหวัง แต่การที่พบเจอสิ่งที่ไม่ใช่อย่างที่คาดก็เป็นสีสันการเดินทางเล็กๆ แบบหนึ่งแม้ว่าจะมากับทัวร์ก็ตาม นอกจากนั้นดนตรีและสิ่งที่ได้นั่งมองระหว่างอยู่บนเรือก็ไม่ทำให้ทุกอย่างแย่เกินไปในช่วงยามเย็นครึ่งชั่วโมงนี้ ในอดีตการล่องเรือนี้มีไว้สำหรับคนชั้นสูง ปัจจุบันทำให้นักท่องเที่ยวนั่งเที่ยวชมวิว ชมวิถีชีวิตสองฝั่งในยามเย็น ประมาณ 30 นาที ระหว่างล่องเรือจะมีหนุ่มสาวมาเล่นดนตรี ร้องเพลง ปิดท้ายด้วยเพลงรำวงลอยกระทงของไทย ก่อนลงจากเรือมีกระทงกระดาษจุดเทียนเพื่อลอยลงแม่น้ำหอม  

    แหนมเนืองเวียดนาม อาหารเวียดนามแท้ๆ แต่อร่อยสู้ทานที่เมืองไทยไม่ได้เลย

    อาหารเย็น มื้อนี้คล้ายๆกับมื้อกลางวัน แต่มีแหนมเนืองหรือหมูเนืองแบบของเวียดนามแท้ๆให้ได้ลองชิม ซึ่งของที่นี่นั้นแป้งจะบางและกรอบกว่าแหนมเนืองที่เราทานในเมืองไทย


    ฟังดนตรีเวียดนามที่เมื่อก่อนคนที่มีโอกาสได้ล่องเรือฟังเพลงแบบนี้มีแต่คนชั้นสูง
  • สะพานข้ามทางรถไฟ Nine Arch Bridge

    สะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายชา จาก Ella – Kandy สร้างอยู่ท่ามกลางไร่ชาหมู่บ้าน Demodara ใกล้เมือง Ella คล้ายๆเป็นเส้นทางต่อขยายจากสถานีหลักของเมืองใน Ella เพื่อให้รถไฟเข้าไปรับชาจากหมู่บ้าน หรือโรงงานที่ทำไร่ชาขนาดใหญ่ด้านในซึ่งอยู่ไกลจากสถานีออกไปอีกประมาณ 1-2 กม.

    ในเส้นทางที่ผ่านป่า และหุบเขา อังกฤษผู้ปกครองในยุคนั้นเป็นผู้สร้างสะพานนี้ขึ้นสำหรับทำทางรถไฟ ด้วยเอกลักษณ์และสไตล์ของทรงโค้งแบบโรมันของอังกฤษ ที่มีช่องโค้ง 9 ช่องรองรับสะพานทางรถไฟ สะพานถูกก่อสร้างในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ดังนั้นจึงเกิดปัญหาว่าทางอังกฤษไม่สามารถส่งเหล็กมาเพื่อใช้ในการก่อสร้างเพราะต้องส่งเหล็กไปใช้ในสงครามก่อน สะพานนี้จึงถูกสร้างจากหิน อิฐ และซีเมนต์เท่านั้น แต่ยังมีความแข็งแรงและใช้งานได้มาจนถึงปัจจุบัน

    วิธีการง่ายๆในการมายังสะพานนี้ ก็ด้วยการเดินย้อนเส้นทางของทางรถไฟจากสถานี Ella ที่จะมุ่งหน้าไป Kandy มาด้านตรงข้าม จนผ่านอุโมงค์ ก็จะถึงสะพานหินที่ยังแข็งแรงท่ามกลางป่าเขียวและไร่ชาสองฝั่ง

    ปัจจุบันยังมีรถไฟใช้งานวิ่งวันละ 5-6 ขบวน ก็สามารถนั่งมาได้ โดยเช็คเวลาที่สถานีรถไฟ แต่การเดินเลาะทางรถไฟมาก็ให้บรรยากาศสดชื่น และมีเสน่ห์ของเมืองอาณานิคมเก่าในยุคโคโลเนี่ยน

  • Pidurangala หรือ Small Rock จุดชมวิว Lion Rock

    เขาไม่เรียกว่าเนิน หรือภูเขา แต่เขาบอกว่ามันคือหินก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นบนทุ่งป่าใหญ่เมืองสิกิริยา หินฝั่งที่ยืนอยู่เป็นก้อนที่เล็ก เราขึ้นมาเพื่อไปชมหินก้อนใหญ่ ที่ใหญ่จนสามารถสร้างเมืองอยู่บนนั้น ที่เรียกกันว่า Lion Rock

    ทางเดินขึ้นบนหินนี้อต้องผ่านวัดถ้ำเล็กๆ ที่อยู่ด้านล่างเป็นทางขึ้น Gayan คนขับตุ๊กๆ เดินนำพาเราขึ้นไป

    เมื่อเข้าวัดก็ต้องถอดรองเท้า เราแวะเข้าไปไหว้พระนอนเก่าแก่ใต้ถ้ำ แล้วค่อยใส่รองเท้าเดินบันไดหินขึ้นไป ทางชันแต่มีบันไดในช่วงแรกทำให้เดินไม่ยาก แต่ก่อนถึงหินด้านบนต้องปีนป่ายกันนิดหน่อย จังหวะขึ้นของเราสวนทางกับคนกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นคนศรีลังกา ลักษณะเหมือนมากันทั้งหมู่บ้านดูสูงอายุทั้งชายหญิง ทางขึ้นแม้ไม่ยากนัก แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับชาวบ้านอายุมากหลายคนที่เดินสวนลงมา แถมหิ้วกระเป๋าน่ารักใบเล็กๆในมือ จะช่วยถือให้เดินสะดวกกก็หวงซะด้วย พวกเขาเดินแบบตีนเปล่าด้วย ต่างคนต่างช่วยกันระวังให้ปีนลงกันเป็นแถว น่าขื่นชมกันทุกฝ่ายป้าๆก็เก่ง คนเดินขึ้นก็ใจเย็นดี ซักพักเราก็ได้เดินขึ้นไป

    พอถึงยอดด้านบน ลมดี อากาศดี ได้นั่งพักเหนื่อยอย่างสดชื่น เห็นวิวด้านล่างเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวหนาทึบ สมบูรณ์มากๆ นึกถึงระหว่างทางนั่งรถบัสมา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปี แม้อากาศที่นี่จะร้อน แต่ก็ยังได้รับความเย็นสดชื่นจากต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น

    สีเขียวเข้มทึบให้ความสดชื่น สบายตา ไกลสุดลูกหูลูกตา เราเดินไปรอบๆ เพื่อชมวิว หิน Lion rock อยู่อีกฝั่งตรงข้าม รูปทรงสวยงาม เด่นสง่า น่าเกรงขามท่ามกลางป่าดงเขียวด้านล่าง เพราะอย่างนี้มั้งจึงได้มีกษัตริย์ที่คิดสร้างเมืองอยู่บนนั้น และถ้าใครบางคนสนุกกับตำนานเรื่องเล่าเก่าแก่ของอินเดียเรื่อง “รามายณะ” แบบฉัน มันคิดเป็นอื่นไม่ได้เลยว่าเมืองบนยอดหินข้างหน้านั้นคือเมืองของท้าวราพณาสูร หรือทศกัณฐ์ที่เรารู้จัก เพราะลักษณะช่างคล้ายคลึงกันจริงๆกับคำบรรยาย

    ความแรงของลมเริ่มลดลง พระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีของท้องฟ้าคลืบคลานก่อนจะลาลับ หลายคนหามุมถ่ายรูป บางคนเลือกนั่งมองแสงสุดท้ายของวันอย่างซาบซึ้ง ฉันเฝ้าดูและรู้สึกเต็มตื้นกับความงาม ขณะที่เรื่องราวของราพณาสูรในรามายณะวนเวียนในหัวเต็มไปด้วยความสงสัย แปลกใจ พอๆกันกับทั้งธรรมชาติ สิ่งที่มนุษย์เล่าขาน กับงานสร้างบนยอดหินฝั่งตรงข้าม

    เรารอจนแสงเกือบจะหมดลงใกล้เวลาหกโมงก็ค่อยเดินลง พอมาถึงทางออกใกล้วัดฟ้าก็มืดสนิท แล้วนั่งตุ๊กตุ๊กกลับที่พักเมือง Dambulla

    Pidurangala rock หรือ small rock จากมุมทาง Lion Rock

  • การเดินทางระหว่างเกาะในฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะกว่า 7000 เกาะ ชีวิตของคนที่นี่ถ้านึกถึงเมืองไทย ฉันนึกถึงคนบนเกาะสมุย เกาะช้าง และคนริมชายฝั่งที่ชีวิตมีทะเลกว้างใหญ่อยู่ข้างๆตัวเราเสมอ เช่นชีวิตของตัวเองสมัยเด็กๆที่อยู่ริมทะเล

    วิถีชีวิตของคนที่เซบู (Cebu) ในปัจจุบันเท่าที่สัมผัสคล้ายตอนที่ฉันเคยไปเที่ยวเกาะสมุยเมื่อหลายสิบปีก่อน มีทำประมงเป็นแบบเรียบง่าย ใช้เรือลำเล็กออกไปจับปลาเพียงพอแค่เท่าที่กินใช้ในครัวเรือน ขณะที่การท่องเที่ยวกำลังค่อยๆเติบโตขึ้น ฉันสังเกตุว่าในหมู่คนอาเซียนด้วยกัน คนฟิลิปปินส์นี่แหละที่หน้าตาคล้ายคนไทยมากที่สุดแล้ว นิสัยใจคอก็เรื่อยๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจไม่ต่างกัน

    (เพิ่มเติม…)