Nim Journey

A Legend of Travel

  • Tilicho Lake [Annapurna Circuit and Tilicho Lake Trek ตอนที่ 2]

    Tilicho Lake เป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ถูกกล่าวถึง เขียนถึงอยู่ทั่วไปตามเส้นทางระหว่างเดินเทรค เป็นเรื่องที่เราต่างก็รู้กันอยู่ แม้เมื่อถามไกด์ซึ่งได้แต่หันมายิ้มๆ ถึงอย่างไรนั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราเลือกที่จะชมทะเลสาบแห่งนี้ และแม้อีกเหตุผลหนึ่งว่า Tilicho lake อาจจะเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่กล่าวถึงในมหากาพย์ชื่อดัง “รามายณะ” ของอินเดีย ก็ยังไม่ใช่เหตุผลสำหรับฉันที่เลือกจะยังปลายทางนี้ แต่อะไรคือเหตุผล

    (เพิ่มเติม…)
  • Kathmandu-Manang [Annapurna Circuit and Tilicho Lake Trek ตอนที่ 1]

    Annapurna เป็นชื่อกลุ่มเทือกเขาที่มีความหมายว่าความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญาหารตามภาษาสันสกฤต กลุ่มเทือกเขานี้ประกอบด้วย Annapurna I, II, III ,IV และSouth หากใครเคยไปเส้น ABC มาแล้ว ยอดเขาที่เรายืนมองที่ Base Camp นั้นคือยอด Annapurna South ส่วนอีกยอดสำคัญที่ได้เห็นบนเส้นทาง ABC ก็คือยอดหางปลา หรือ Machapuchare ส่วน Annapurna ที่เหลือถ้าอยากชมก็ต้องมาเดินที่เส้นทาง Annapurna Circuit เส้นทางเก่าแก่มีชื่อเสียงอีกเส้นทางหนึ่งของเนปาล ซึ่งจะได้เห็นกลุ่ม Annapurna ที่เหลือทั้งหมด และยอดสำคัญเช่น Manuslu , Pisang , Lamjung Himal, Gangapurna , Tilicho ,Nilgiri แถมด้วยยอด Dhulagiri เมื่อข้ามช่องเข้าสำเร็จ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวยแค่ไหนด้วย

    (เพิ่มเติม…)
  • ย้อนอดีตประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมที่ถ้ำตุนหวง

    พอก้าวเท้าลงจากรถไฟที่นั่งยาวมา 22 ชั่วโมงมาถึงตุนหวง อ่านเรื่อง นั่งรถไฟจากซีอานไปเมืองตุนหวง ฉันก็พบสาเหตุที่ทำให้รถไฟเข้าเทียบชานชาลากว่าเวลาที่แจ้งไว้ ทั้งที่ตลอดทางที่ผ่านมารถไฟเข้าเป๊ะตรงเวลาทุกสถานีจนกระทั่งที่นี่ ตอนแรกที่มองออกไปทางหน้าต่างรถไฟก็พอจะเห็นเค้าลางความลมแรงและพายุทราย เพียงแต่ไม่คิดว่านี่จะเป็นอุปสรรคในการเที่ยวครั้งนี้ของเรามากนัก จนกระทั่งเราต้องวิ่งหลบลมแรงขึ้นรถแท็กซี่ เหลาขู่คนขับรถแท็กซี่ที่เราเรียกให้ไปส่งที่โรงแรม แล้วคุยกันต่อว่าหลังจากส่งที่โรงแรมเรียบร้อย อาจจะให้พาไปที่ทะเลทรายหมิงซาซานต่อ เหลาขู่บอกว่าวันนี้อากาศไม่ดีลมพายุทรายแรงมาก หมิงซาซานจึงต้องปิดให้บริการ แต่เรายังสามารถไปเที่ยวถ้ำโม่เกา (Mogao Cave) ได้ คำตอบนี้ค่อยทำให้ใจชื้นขึ้น เพราะสาเหตุหลักที่ฉันมาตุนหวงคราวนี้ก็คือ ถ้ำโม่เกาหรือถ้ำพระพุทธรูปพันองค์

    (เพิ่มเติม…)
  • รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 3 : บานาฮิลล์]

    บานาฮิลล์ เป็นเมืองตากอากาศในตอนกลางของเวียดนามมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสยึดครอง โดยทางเหนือมีเมืองซาปา และทางใต้มีเมืองดาลัดเป็นเมืองตากอากาศของแต่ละพื้นที่ หลังฝรั่งเศสออกไปที่นี่ได้ถูกทิ้งร้าง สมัยก่อนการขึ้นไปบนยอดเขาต้องไปโดยเฮลิคอปเตอร์ หรือเดินขึ้นโดยใช้ลูกหาบช่วยแบบของ ด้านบนนี้อากาศจะเย็นกว่าเมืองด้านล่างประมาณ 5 องศา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ปลูกป่ากล้วย จึงเรียกว่า Banana Hills มีป่าทึบโดยรอบซึ่งเป็นพื้นที่ของรัฐบาล และยังมีสัตว์ป่าให้เห็น เจ้าของผู้รับสัมปทานสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ชื่อเหลย ของบริษัท Sunworld Group ซึ่งมีความชำนาญในการสร้างกระเช้ามาทั่วโลก จึงได้มาสร้างกระเช้าสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศของตน ทั้งที่ Ba Na Hills แห่งนี้ และที่  Fansipan เมืองซาปาด้วย สถานที่ท่องเที่ยวบน Ba Na Hills สร้างมา 10 ปีแล้ว ด้านบนมีสวนสนุก ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก ตอนนี้มีโรงแรมเดียวคือ โรงแรมเมอร์เคียว มีทางขึ้นกระเช้า 3 สาย ขณะนี้กำลังสร้างสายที่ 4 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจำนวนมาก





    กระเช้าขึ้น BaNaHills ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีความยาว 5.8 กม.
    Golden Bridge สะพานลอยฟ้าในอุ้งมือยักษ์ จุดถ่ายภาพยอดนิยมบนบานาฮิลล์
    ร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติบนบานาฮิลล์
    เดินไปยอดเขาบนสุดของบานาฮิลล์จะสร้างเป็นวัด เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นบานาฮิลล์ได้ทั้งเมือง
    พระพุทธรูปองค์ใหญ่บนบานาฮิลล์




    ตลาดฮาน เมืองดานัง ด้านล่างเป็นตลาดสด ร้านขายของ ด้านบนขายเครื่องใช้เช่นกระเป๋า เสื้อผ้า

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ

    • ค่าครองชีพสูงเนื่องจากรายได้ต่ำ วันละ 170 บาท แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆแพงเช่น ค่าน้ำมันที่เราเข้าไปเติมดีเซลอยู่ที่ประมาณ 17320 ดอง หรือ 28 บาท ,เบนซิน 29 บาท ราคาไข่ไก่ 4-5 บาท/ฟอง อาหารในตลอดเช่นเฝอ ชามละ 30-70 บาท
    • คนเวียดนามชอบคลอดลูกในปีหมู เพราะจะได้อุดมสมบูรณ์
    • การแต่งงานไม่มีค่าสินสอด พิธีแต่งงานเรียบง่าย มีเหล้าข้าวและขนมหอย(สำหรับขอแต่งงาน) ข้าวเหนียว และผลไม้
    • คนเวียดนาม 98% มีลูกก่อนแต่ง
    • นิยมแต่งงานตอนอายุประมาณ 24- 27 ปี ผู้หญิงนิยมแต่งงานกับผู้ชายที่อายุมากกว่า




    Cong (กง) ร้านกาแฟตรงข้ามตลาดฮาน คนนขายแต่งชุดทหาร คล้ายชุดแบบเวียดกง ไกด์บอกห้ามใช้คำนี้ แต่แปลกที่คนขายที่นี่ก็แต่งชุดเวียดกงขายเอิกเกริก แถมชื่อร้านก็ชื่อ “กง”



    ในอดีตดานังเป็นหมู่บ้านชาวประมง ที่สงบเงียบ ยังได้เห็นเรือประมงอยู่บ้างริมแม่น้ำฮัน
    กลางคืนนั่งรถชมเมืองดานังรอบๆ ใช้เวลา 45 นาที ค่ารถ 290,000 ดอง เรียกจากหน้าโรงแรม ได้เห็นดานังในอีกมุมหนึ่งที่คึกคัก และเจริญมาก

    ปัจจุบันนี้ดานังคึกคักเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย โดยเฉพาะริมทะเล มีโรงแรม 4-5 ดาว ซึ่งภายในก็มีบ่อนคาสิโน จากการลงทุนของชาวจีน ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเจริญเติบโตขึ้นมาก ร้านค้า ร้านอาหารคึกคัก คนส่วนใหญ่จึงหันมาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และการทำประมงก็ค่อยๆลดน้อยลงไป

    ปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารไทย ซึ่งมีความนิยมในเวียดนามเหมือนกัน

    เบียร์เมืองดานังยี่ห้อ Huda ราคา 12000 ดอง หรือ 17 บาท

    เบียร์นุ่ม รสชาติไม่แรง

    สะพานมังกร เมืองดานัง

    สะพานมังกร (Dragon Bridge) คือ สะพานข้ามแม่น้ำฮัน (Han River) ที่เมืองดานัง ที่สุดของแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวไม่อาจพลาดเมื่อแวะไปเยือนเมืองดานัง

    สะพานถูกออกแบบและสร้างในรูปร่างของมังกร มีการแสดงไฟที่จะเปลี่ยนสีสันไปมาบนตัวมังกรในตอนกลางคืน และที่พิเศษไปกว่านั้นคือมังกรจะพ่นไฟและน้ำในทุกๆ คืนวันเสาร์และอาทิตย์

  • รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 2 : เว้-ฮอยอัน]
    วิวหน้าโรงแรมที่พัก

    หน้าโรงแรมยามเช้า ตื่นมาจึงพบว่าหน้าโรงแรมของเราคือแม่น้ำหอม ที่เราไปล่องเรือเมื่อวานตอนเย็นนี้เอง ยามเช้าที่นี่สวยสงบ และอากาศดี

    คูน้ำรอบพระราชวังเว้

    พระราชวังเว้ สร้างปี ค.ศ.1803 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปี 1996 พระราชวังตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม ตัวพระราชวังสร้างขึ้นตามแบบบความเชื่อของจีน เนื่องจากเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจีนร่วมพันปี อาคารบางส่วนเหลือรอดจากการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างเวียดนามทั้งสองฝ่ายในสงครามเวียดนามปี ค.ศ.1968 ที่เรียกกันว่า “สงครามตรุษญวณ”

    ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน

    ระหว่างประตูทิศใต้กับกับกำแพงใหญ่ตรงหอธง มีปืนใหญ่เก้าทัพตั้งเรียงอยู่ 9 กระบอก โดยแต่ละกระบอกนั้นมีน้ำหนักถึง 10 ตัน ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีกสี่กระบอกทางด้านขวาเป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้งสี่

    พระราชวังมีพื้นที่ 5.2 ตารางกิโลเมตร มีกำแพงสร้างล้อมรอบ 3 ชั้น เนื่องจากเป็นทั้งวังและป้อมปราการ

    • กำแพงด้านนอกเป็นป้อมปราการของเมืองเว้
       สูง 8 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอก
    • กำแพงต่อมาเป็น
      ป้อมปราการหลวง กำแพงสูง 6 เมตร ล้อมรอบเขตพระราชวัง วัด และอุทยาน มีประตูทางเข้าออก
      4 ทาง ทางเข้าที่เราเดินเข้าไป (ประตูขายตั๋ว)
      เคยเป็นทางเข้าเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกได้ทั้ง
      4 ทาง
    • ด้านในสุดเป็นกำแพงป้อมปราการต้องห้าม
      ซึ่งเป็นพื้นที่ของกษัตริย์ และครอบครัว

    ราชวงศ์เหวียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ของเมืองเว้ มีกษัตริย์ทั้งสิ้น 13 พระองค์ กษัตริย์องค์สุดท้ายชื่อ “บ่าวด๋าย” เป็นลูกบุญธรรมขององค์ที่ 12 เนื่องจากท่านเป็นกระเทยจึงไม่มีลูก ต่อมากษัตริย์บ่าวด๋ายได้ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส และศพของพระองค์ถูกฝังอยู่ที่นั่น ไกด์เล่าอีกว่าปัจจุบันลูกหลานของกษัตริย์บ่าวด๋าย  ยังอยู่ในเว้ มีอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

    ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ

    • ชาวจาม
      ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่ จะให้ความสำคัญกับผู้หญิง
      เมื่อแต่งงานจะใช้นามสกุลฝ่ายหญิง และต้องเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายหญิง แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบัน
      เนื่องจากชาวจามดั้งเดิมลดน้อยลง
    • ในด้านครอบครัวรัฐบาลส่งเสริมให้มี
      สามี 1 ภรรยา 1 และมีลูก 2 คน แต่ชาวเวียดนามก็อยากได้ลูกชายสำหรับสืบสกุล
      จึงอาจจะมีมากกว่า 2 คน ดังนั้นสำหรับคนที่รับราชการหากมีลูกมากกว่า 2 คน จะถูกปรับเงินเดือนลงมา
    • รัฐบาลเริ่มส่งเสริมให้ชนเผ่ากลุ่มเล็กๆ
      ทั่วเวียดนามได้เข้าเรียนฟรีจนถึงมัธยมปลาย หรือดูตามฐานะของคนที่เข้าเรียน
    • ชาวเวียดนามนิยมนอนกลางวัน

    ชาวจาม แห่งอาณาจักรจามปา

    ไกด์เล่าถึงจามปา จึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจามปา เป็นกลุ่มรัฐอิสระของชาวจาม (Cham) ที่ตั้งอยู่ทั่วชายฝั่งของเวียดนามบริเวณภาคกลางและภาคใต้ ตั้งรกรากมาตั้งแต่ราวคริสต์-ศตวรรษที่  2 จนถูกรวมเข้ากับเวียดนามเมื่อปี 1832 ชาวจามรับศาสนาฮินดูเข้ามาจากอาณาจักรฟูนัน (เขมรในเวลาต่อมา)เมื่อราวค.ศ.4 ซึ่งได้ทำให้เกิดศิลปะและวัฒนธรรมแบบฮินดูในเขตแดนนี้ แม้ว่าต่อมาในศตวรรษที่ 10 ชาวจามส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้นับถือศาสนาฮินดูยังมีอยู่ ทำให้ยังมีพิธีกรรมและเทศกาลตามประเพณีชาวฮินดูกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในฮินดูนอกอินเดียสองกลุ่มดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ในโลก โดยมีวัฒนธรรมย้อนหลังไปได้หลายพันปี ฮินดูอีกกลุ่ม คือ ฮินดูบาหลีในอินโดนีเซีย

    แม่ค้าชาวเวียดนามขายผลไม้ น้ำผลไม้ราคาไม่แพงหน้าร้านกาแฟ ชื่อดังของเวียดนาม
    เวียดนามอากาศร้อนมาก มาเที่ยวควรพกพัดลม หมวก และสมชุดสบายๆในการเที่ยวชม
    ปลาก้ามเป็นปลาที่หาทานได้ที่อ่าวลังโก เนื้อเยอะ อร่อยดี

    หลังจากชมพระราชวังเว้ เราเดินทางกลับมาดานัง ระหว่างทางแวะทานอาหารกลางวันที่อ่าวลังโกซึ่งเรานั่งรถผ่านเมื่อวานนี้ โดยได้แวะชมที่เพาะเลี้ยงไข่มุก และโรงงานขายไข่มุก

    เรือกระด้งฮอยอัน

    หลังจากผิดหวังกับเรือมังกร ฉันก็ไม่ค่อยคาดหวังกับเรือกระด้งมากนัก แถมชื่อก็ธรรมดาๆ แต่พอได้มาเห็นและขึ้นไปนั่งกลับมีความประทับใจกว่าที่คาด ภายในแม่น้ำสายเล็กๆของหมู่บ้าน ที่น่าจะเคยเป็นวิถีชาวบ้านธรรมดา ถ้าแค่นั่งเรือกระด้งที่แม้จะแปลกกว่าเรือประเภทอื่น แต่ถ้าไม่มีการจัดการ ความตั้งใจของชาวบ้านและชุมชนที่นี่สุดท้ายก็คงเป็นแค่นั่งเรือชมวิวที่น่าเบื่อหน่าย แต่ด้วยความคึกคักของชาวบ้านที่สร้างความประทับใจตั้งแต่เริ่มด้วยการยื่นตัวแมลงที่ทำจากก้านใบไม้แสนธรรมดาเอามาส่งให้ด้วยความซื่อๆ ลีลาการพายเรือวนๆให้สนุกสนานตื่นเต้น ไปพร้อมๆกับมีการจัดให้มีเรือกลาง 2-3 จุด ให้เราได้แวะไปดูลีลาการร้องเพลงบนเรือที่หมุนไปมา ตามด้วยเพลงไทย จีน เวียดนาม ฝรั่ง ตามแต่ประเทศของกลุ่มลูกค้า วางบรรยากาศให้สงบนิ่งด้วยการหยุดถ่ายรูปคนที่เหวี่ยงแหจับปลาซึ่งรอคอยสำหรับการถ่ายรูป ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างมีแบบแผน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ 30 นาทีที่น่าประทับใจ ยิ่งนึกเปรียบเทียบกับ การนั่งเรือคล้ายๆกันแบบนี้เพื่อชมเหยี่ยวแดงที่ขลุง จันทบุรี แล้วต้องยกนิ้วให้ เพราะของไทยแค่ลากเรือให้เราเที่ยว แล้วนั่งมองโดยที่ไม่มีการเสริมความสนุกแบบนี้ เห็นการทำงานที่นี่แล้วนึกว่าเราน่าจะเอาไปทำตามอย่างบ้าง แทนที่จะเอาไปแค่เรือกระด้งๆหมุนๆ เพราะได้ข่าวว่ามีจังหวัดหนึ่งคิดจะเอาเรือกระด้งไปทำเลียนแบบ ซึ่งจริงๆแล้วเราคิดว่ารูปแบบเรือไม่สำคัญเท่าความใส่ใจและความตั้งใจที่ได้จากชาวบ้านในช่วงเวลาสั้นๆนี้เลย

    นั่งเรือกระด้งแบบมันส์ ๆ
    สะพานญี่ปุ่น เมืองฮอยอัน

    ฮอยอันเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1999 ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่างๆภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี (วิกิพีเดีย)

    ประเพณีแต่งงานดั้งเดิมของฮอยอัน เป็นการจำลองภาพในอดีตที่มีหนุ่มชาวญี่ปุ่น มาขอสาวฮอยอันแต่งงาน

    บ้านเก่าในเขตมรดกโลกของฮอยอันจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการมรดกโลก ภายในบ้านยังมีเจ้าของอาศัยอยู่ แต่ห้ามทำการตกแต่งหรือซ่อมแซมใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต เราจึงได้เห็นความดั้งเดิมของบ้านเมือง และจินตนาการภาพความเป็นไปในอดีตได้ไม่ยาก

    ภายในถนนเส้นเล็กๆของฮอยอัน ยังมีบ้านเก่าแก่และวัดจีนโบราณ เช่นบ้านเลขที่ 101 และบ้านของบุคคลสำคัญ ชื่อ บ่อ วิน ยะ ที่เป็นมือขวาของลุงโฮ หรือ โฮจิมินท์

    โฮจิมินห์ เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม

    โฮจิมินห์ หรือลุงโฮ เคยมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเป็นเวลา 7 ปี โดยใช้ชื่อว่าเฒ่าจิ๋น ปี 1923-1931 โดยอาศัยที่จังหวัดพิจิตร อุดรธานี และหนองคาย ซึ่งขณะนั้นท่านได้สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ต่อมาหลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่ยุทธการเดียนเบียนฟู เวียดนามประกาศอิสรภาพ โฮจิมินห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเป็นคนแรก โฮจิมินห์ได้รับการนับถือและยกย่องจากชาวเวียดนามมาจนทุกวันนี้

    คนไทยมักจะเรียกคนเวียดนามว่า “คนแกว” เพราะตอนเวียดนามหนีภัยสงครามมาประเทศไทยทางเรือเมื่อร้องเรียกให้ช่วยจะพูดว่า “แกวดือ” ซึ่งแปลว่า ดึงเราหน่อย แต่คนไทยไม่เข้าใจ คิดว่าเขาบอกว่าคือคนแกว เลยเรียกชาวเวียดนามว่า คนแกว (ไกด์บอม)

    อาหารหน้าตาแปลกๆ ถามชื่อมาจากพนักงาน (อาจจะผิดก็ได้ค่ะ)