พอก้าวเท้าลงจากรถไฟที่นั่งยาวมา 22 ชั่วโมงมาถึงตุนหวง อ่านเรื่อง นั่งรถไฟจากซีอานไปเมืองตุนหวง ฉันก็พบสาเหตุที่ทำให้รถไฟเข้าเทียบชานชาลากว่าเวลาที่แจ้งไว้ ทั้งที่ตลอดทางที่ผ่านมารถไฟเข้าเป๊ะตรงเวลาทุกสถานีจนกระทั่งที่นี่ ตอนแรกที่มองออกไปทางหน้าต่างรถไฟก็พอจะเห็นเค้าลางความลมแรงและพายุทราย เพียงแต่ไม่คิดว่านี่จะเป็นอุปสรรคในการเที่ยวครั้งนี้ของเรามากนัก จนกระทั่งเราต้องวิ่งหลบลมแรงขึ้นรถแท็กซี่ เหลาขู่คนขับรถแท็กซี่ที่เราเรียกให้ไปส่งที่โรงแรม แล้วคุยกันต่อว่าหลังจากส่งที่โรงแรมเรียบร้อย อาจจะให้พาไปที่ทะเลทรายหมิงซาซานต่อ เหลาขู่บอกว่าวันนี้อากาศไม่ดีลมพายุทรายแรงมาก หมิงซาซานจึงต้องปิดให้บริการ แต่เรายังสามารถไปเที่ยวถ้ำโม่เกา (Mogao Cave) ได้ คำตอบนี้ค่อยทำให้ใจชื้นขึ้น เพราะสาเหตุหลักที่ฉันมาตุนหวงคราวนี้ก็คือ ถ้ำโม่เกาหรือถ้ำพระพุทธรูปพันองค์
(เพิ่มเติม…)-

-
![รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 3 : บานาฮิลล์]](https://nimjourney.com/wp-content/uploads/2022/07/46295-img_9497.jpg?w=1024)
บานาฮิลล์ เป็นเมืองตากอากาศในตอนกลางของเวียดนามมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสยึดครอง โดยทางเหนือมีเมืองซาปา และทางใต้มีเมืองดาลัดเป็นเมืองตากอากาศของแต่ละพื้นที่ หลังฝรั่งเศสออกไปที่นี่ได้ถูกทิ้งร้าง สมัยก่อนการขึ้นไปบนยอดเขาต้องไปโดยเฮลิคอปเตอร์ หรือเดินขึ้นโดยใช้ลูกหาบช่วยแบบของ ด้านบนนี้อากาศจะเย็นกว่าเมืองด้านล่างประมาณ 5 องศา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ปลูกป่ากล้วย จึงเรียกว่า Banana Hills มีป่าทึบโดยรอบซึ่งเป็นพื้นที่ของรัฐบาล และยังมีสัตว์ป่าให้เห็น เจ้าของผู้รับสัมปทานสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ชื่อเหลย ของบริษัท Sunworld Group ซึ่งมีความชำนาญในการสร้างกระเช้ามาทั่วโลก จึงได้มาสร้างกระเช้าสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศของตน ทั้งที่ Ba Na Hills แห่งนี้ และที่ Fansipan เมืองซาปาด้วย สถานที่ท่องเที่ยวบน Ba Na Hills สร้างมา 10 ปีแล้ว ด้านบนมีสวนสนุก ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก ตอนนี้มีโรงแรมเดียวคือ โรงแรมเมอร์เคียว มีทางขึ้นกระเช้า 3 สาย ขณะนี้กำลังสร้างสายที่ 4 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจำนวนมาก

กระเช้าขึ้น BaNaHills ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีความยาว 5.8 กม.
Golden Bridge สะพานลอยฟ้าในอุ้งมือยักษ์ จุดถ่ายภาพยอดนิยมบนบานาฮิลล์ 
ร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติบนบานาฮิลล์ 
เดินไปยอดเขาบนสุดของบานาฮิลล์จะสร้างเป็นวัด เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นบานาฮิลล์ได้ทั้งเมือง 
สวนสนุกและเมืองแฟนตาซีบนเขา 
สวนสนุกและเมืองแฟนตาซีบนเขา 
สวนสนุกและเมืองแฟนตาซีบนเขา 
สวนสนุกและเมืองแฟนตาซีบนเขา 
พระพุทธรูปองค์ใหญ่บนบานาฮิลล์ 
ตลาดฮาน เมืองดานัง ด้านล่างเป็นตลาดสด ร้านขายของ ด้านบนขายเครื่องใช้เช่นกระเป๋า เสื้อผ้าข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ
- ค่าครองชีพสูงเนื่องจากรายได้ต่ำ วันละ 170 บาท แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆแพงเช่น ค่าน้ำมันที่เราเข้าไปเติมดีเซลอยู่ที่ประมาณ 17320 ดอง หรือ 28 บาท ,เบนซิน 29 บาท ราคาไข่ไก่ 4-5 บาท/ฟอง อาหารในตลอดเช่นเฝอ ชามละ 30-70 บาท
- คนเวียดนามชอบคลอดลูกในปีหมู เพราะจะได้อุดมสมบูรณ์
- การแต่งงานไม่มีค่าสินสอด พิธีแต่งงานเรียบง่าย มีเหล้าข้าวและขนมหอย(สำหรับขอแต่งงาน) ข้าวเหนียว และผลไม้
- คนเวียดนาม 98% มีลูกก่อนแต่ง
- นิยมแต่งงานตอนอายุประมาณ 24- 27 ปี ผู้หญิงนิยมแต่งงานกับผู้ชายที่อายุมากกว่า

Cong (กง) ร้านกาแฟตรงข้ามตลาดฮาน คนนขายแต่งชุดทหาร คล้ายชุดแบบเวียดกง ไกด์บอกห้ามใช้คำนี้ แต่แปลกที่คนขายที่นี่ก็แต่งชุดเวียดกงขายเอิกเกริก แถมชื่อร้านก็ชื่อ “กง”
ในอดีตดานังเป็นหมู่บ้านชาวประมง ที่สงบเงียบ ยังได้เห็นเรือประมงอยู่บ้างริมแม่น้ำฮัน
กลางคืนนั่งรถชมเมืองดานังรอบๆ ใช้เวลา 45 นาที ค่ารถ 290,000 ดอง เรียกจากหน้าโรงแรม ได้เห็นดานังในอีกมุมหนึ่งที่คึกคัก และเจริญมาก ปัจจุบันนี้ดานังคึกคักเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย โดยเฉพาะริมทะเล มีโรงแรม 4-5 ดาว ซึ่งภายในก็มีบ่อนคาสิโน จากการลงทุนของชาวจีน ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเจริญเติบโตขึ้นมาก ร้านค้า ร้านอาหารคึกคัก คนส่วนใหญ่จึงหันมาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และการทำประมงก็ค่อยๆลดน้อยลงไป

ปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารไทย ซึ่งมีความนิยมในเวียดนามเหมือนกัน 
เบียร์เมืองดานังยี่ห้อ Huda ราคา 12000 ดอง หรือ 17 บาท
เบียร์นุ่ม รสชาติไม่แรง

สะพานมังกร เมืองดานัง สะพานมังกร (Dragon Bridge) คือ สะพานข้ามแม่น้ำฮัน (Han River) ที่เมืองดานัง ที่สุดของแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวไม่อาจพลาดเมื่อแวะไปเยือนเมืองดานัง
สะพานถูกออกแบบและสร้างในรูปร่างของมังกร มีการแสดงไฟที่จะเปลี่ยนสีสันไปมาบนตัวมังกรในตอนกลางคืน และที่พิเศษไปกว่านั้นคือมังกรจะพ่นไฟและน้ำในทุกๆ คืนวันเสาร์และอาทิตย์
-
![รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 2 : เว้-ฮอยอัน]](https://nimjourney.com/wp-content/uploads/2022/07/60169-img_7133-1.jpg?w=1024)

วิวหน้าโรงแรมที่พัก หน้าโรงแรมยามเช้า ตื่นมาจึงพบว่าหน้าโรงแรมของเราคือแม่น้ำหอม ที่เราไปล่องเรือเมื่อวานตอนเย็นนี้เอง ยามเช้าที่นี่สวยสงบ และอากาศดี

คูน้ำรอบพระราชวังเว้ พระราชวังเว้ สร้างปี ค.ศ.1803 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปี 1996 พระราชวังตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม ตัวพระราชวังสร้างขึ้นตามแบบบความเชื่อของจีน เนื่องจากเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจีนร่วมพันปี อาคารบางส่วนเหลือรอดจากการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างเวียดนามทั้งสองฝ่ายในสงครามเวียดนามปี ค.ศ.1968 ที่เรียกกันว่า “สงครามตรุษญวณ”

ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ระหว่างประตูทิศใต้กับกับกำแพงใหญ่ตรงหอธง มีปืนใหญ่เก้าทัพตั้งเรียงอยู่ 9 กระบอก โดยแต่ละกระบอกนั้นมีน้ำหนักถึง 10 ตัน ห้ากระบอกทางด้านซ้ายเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีกสี่กระบอกทางด้านขวาเป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้งสี่

พระราชวังเว้ 
พระราชวังเว้ 
พระราชวังเว้ พระราชวังมีพื้นที่ 5.2 ตารางกิโลเมตร มีกำแพงสร้างล้อมรอบ 3 ชั้น เนื่องจากเป็นทั้งวังและป้อมปราการ
- กำแพงด้านนอกเป็นป้อมปราการของเมืองเว้
สูง 8 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบอยู่ด้านนอก - กำแพงต่อมาเป็น
ป้อมปราการหลวง กำแพงสูง 6 เมตร ล้อมรอบเขตพระราชวัง วัด และอุทยาน มีประตูทางเข้าออก
4 ทาง ทางเข้าที่เราเดินเข้าไป (ประตูขายตั๋ว)
เคยเป็นทางเข้าเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกได้ทั้ง
4 ทาง - ด้านในสุดเป็นกำแพงป้อมปราการต้องห้าม
ซึ่งเป็นพื้นที่ของกษัตริย์ และครอบครัว
ราชวงศ์เหวียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ของเมืองเว้ มีกษัตริย์ทั้งสิ้น 13 พระองค์ กษัตริย์องค์สุดท้ายชื่อ “บ่าวด๋าย” เป็นลูกบุญธรรมขององค์ที่ 12 เนื่องจากท่านเป็นกระเทยจึงไม่มีลูก ต่อมากษัตริย์บ่าวด๋ายได้ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส และศพของพระองค์ถูกฝังอยู่ที่นั่น ไกด์เล่าอีกว่าปัจจุบันลูกหลานของกษัตริย์บ่าวด๋าย ยังอยู่ในเว้ มีอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ
- ชาวจาม
ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่ จะให้ความสำคัญกับผู้หญิง
เมื่อแต่งงานจะใช้นามสกุลฝ่ายหญิง และต้องเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายหญิง แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบัน
เนื่องจากชาวจามดั้งเดิมลดน้อยลง - ในด้านครอบครัวรัฐบาลส่งเสริมให้มี
สามี 1 ภรรยา 1 และมีลูก 2 คน แต่ชาวเวียดนามก็อยากได้ลูกชายสำหรับสืบสกุล
จึงอาจจะมีมากกว่า 2 คน ดังนั้นสำหรับคนที่รับราชการหากมีลูกมากกว่า 2 คน จะถูกปรับเงินเดือนลงมา - รัฐบาลเริ่มส่งเสริมให้ชนเผ่ากลุ่มเล็กๆ
ทั่วเวียดนามได้เข้าเรียนฟรีจนถึงมัธยมปลาย หรือดูตามฐานะของคนที่เข้าเรียน - ชาวเวียดนามนิยมนอนกลางวัน
ชาวจาม แห่งอาณาจักรจามปา
ไกด์เล่าถึงจามปา จึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจามปา เป็นกลุ่มรัฐอิสระของชาวจาม (Cham) ที่ตั้งอยู่ทั่วชายฝั่งของเวียดนามบริเวณภาคกลางและภาคใต้ ตั้งรกรากมาตั้งแต่ราวคริสต์-ศตวรรษที่ 2 จนถูกรวมเข้ากับเวียดนามเมื่อปี 1832 ชาวจามรับศาสนาฮินดูเข้ามาจากอาณาจักรฟูนัน (เขมรในเวลาต่อมา)เมื่อราวค.ศ.4 ซึ่งได้ทำให้เกิดศิลปะและวัฒนธรรมแบบฮินดูในเขตแดนนี้ แม้ว่าต่อมาในศตวรรษที่ 10 ชาวจามส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้นับถือศาสนาฮินดูยังมีอยู่ ทำให้ยังมีพิธีกรรมและเทศกาลตามประเพณีชาวฮินดูกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในฮินดูนอกอินเดียสองกลุ่มดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ในโลก โดยมีวัฒนธรรมย้อนหลังไปได้หลายพันปี ฮินดูอีกกลุ่ม คือ ฮินดูบาหลีในอินโดนีเซีย

แม่ค้าชาวเวียดนามขายผลไม้ น้ำผลไม้ราคาไม่แพงหน้าร้านกาแฟ ชื่อดังของเวียดนาม 
เวียดนามอากาศร้อนมาก มาเที่ยวควรพกพัดลม หมวก และสมชุดสบายๆในการเที่ยวชม 
ปลาก้ามเป็นปลาที่หาทานได้ที่อ่าวลังโก เนื้อเยอะ อร่อยดี หลังจากชมพระราชวังเว้ เราเดินทางกลับมาดานัง ระหว่างทางแวะทานอาหารกลางวันที่อ่าวลังโกซึ่งเรานั่งรถผ่านเมื่อวานนี้ โดยได้แวะชมที่เพาะเลี้ยงไข่มุก และโรงงานขายไข่มุก

เรือกระด้ง 
เรือกระด้ง 
เรือกระด้ง เรือกระด้งฮอยอัน
หลังจากผิดหวังกับเรือมังกร ฉันก็ไม่ค่อยคาดหวังกับเรือกระด้งมากนัก แถมชื่อก็ธรรมดาๆ แต่พอได้มาเห็นและขึ้นไปนั่งกลับมีความประทับใจกว่าที่คาด ภายในแม่น้ำสายเล็กๆของหมู่บ้าน ที่น่าจะเคยเป็นวิถีชาวบ้านธรรมดา ถ้าแค่นั่งเรือกระด้งที่แม้จะแปลกกว่าเรือประเภทอื่น แต่ถ้าไม่มีการจัดการ ความตั้งใจของชาวบ้านและชุมชนที่นี่สุดท้ายก็คงเป็นแค่นั่งเรือชมวิวที่น่าเบื่อหน่าย แต่ด้วยความคึกคักของชาวบ้านที่สร้างความประทับใจตั้งแต่เริ่มด้วยการยื่นตัวแมลงที่ทำจากก้านใบไม้แสนธรรมดาเอามาส่งให้ด้วยความซื่อๆ ลีลาการพายเรือวนๆให้สนุกสนานตื่นเต้น ไปพร้อมๆกับมีการจัดให้มีเรือกลาง 2-3 จุด ให้เราได้แวะไปดูลีลาการร้องเพลงบนเรือที่หมุนไปมา ตามด้วยเพลงไทย จีน เวียดนาม ฝรั่ง ตามแต่ประเทศของกลุ่มลูกค้า วางบรรยากาศให้สงบนิ่งด้วยการหยุดถ่ายรูปคนที่เหวี่ยงแหจับปลาซึ่งรอคอยสำหรับการถ่ายรูป ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างมีแบบแผน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ 30 นาทีที่น่าประทับใจ ยิ่งนึกเปรียบเทียบกับ การนั่งเรือคล้ายๆกันแบบนี้เพื่อชมเหยี่ยวแดงที่ขลุง จันทบุรี แล้วต้องยกนิ้วให้ เพราะของไทยแค่ลากเรือให้เราเที่ยว แล้วนั่งมองโดยที่ไม่มีการเสริมความสนุกแบบนี้ เห็นการทำงานที่นี่แล้วนึกว่าเราน่าจะเอาไปทำตามอย่างบ้าง แทนที่จะเอาไปแค่เรือกระด้งๆหมุนๆ เพราะได้ข่าวว่ามีจังหวัดหนึ่งคิดจะเอาเรือกระด้งไปทำเลียนแบบ ซึ่งจริงๆแล้วเราคิดว่ารูปแบบเรือไม่สำคัญเท่าความใส่ใจและความตั้งใจที่ได้จากชาวบ้านในช่วงเวลาสั้นๆนี้เลย
นั่งเรือกระด้งแบบมันส์ ๆ 
สะพานญี่ปุ่น เมืองฮอยอัน ฮอยอันเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1999 ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่างๆภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี (วิกิพีเดีย)

ประเพณีแต่งงานดั้งเดิมของฮอยอัน เป็นการจำลองภาพในอดีตที่มีหนุ่มชาวญี่ปุ่น มาขอสาวฮอยอันแต่งงาน 
บรรยากาศในฮอยอัน 
บรรยากาศในฮอยอัน 
บรรยากาศในฮอยอัน บ้านเก่าในเขตมรดกโลกของฮอยอันจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการมรดกโลก ภายในบ้านยังมีเจ้าของอาศัยอยู่ แต่ห้ามทำการตกแต่งหรือซ่อมแซมใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต เราจึงได้เห็นความดั้งเดิมของบ้านเมือง และจินตนาการภาพความเป็นไปในอดีตได้ไม่ยาก

ภายในถนนเส้นเล็กๆของฮอยอัน ยังมีบ้านเก่าแก่และวัดจีนโบราณ เช่นบ้านเลขที่ 101 และบ้านของบุคคลสำคัญ ชื่อ บ่อ วิน ยะ ที่เป็นมือขวาของลุงโฮ หรือ โฮจิมินท์

โฮจิมินห์ เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม
โฮจิมินห์ หรือลุงโฮ เคยมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเป็นเวลา 7 ปี โดยใช้ชื่อว่าเฒ่าจิ๋น ปี 1923-1931 โดยอาศัยที่จังหวัดพิจิตร อุดรธานี และหนองคาย ซึ่งขณะนั้นท่านได้สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ต่อมาหลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่ยุทธการเดียนเบียนฟู เวียดนามประกาศอิสรภาพ โฮจิมินห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเป็นคนแรก โฮจิมินห์ได้รับการนับถือและยกย่องจากชาวเวียดนามมาจนทุกวันนี้
คนไทยมักจะเรียกคนเวียดนามว่า “คนแกว” เพราะตอนเวียดนามหนีภัยสงครามมาประเทศไทยทางเรือเมื่อร้องเรียกให้ช่วยจะพูดว่า “แกวดือ” ซึ่งแปลว่า ดึงเราหน่อย แต่คนไทยไม่เข้าใจ คิดว่าเขาบอกว่าคือคนแกว เลยเรียกชาวเวียดนามว่า คนแกว (ไกด์บอม)
อาหารหน้าตาแปลกๆ ถามชื่อมาจากพนักงาน (อาจจะผิดก็ได้ค่ะ)

แบคคูน น่าจะแบบที่คนไทยเรียกว่า บั๋นก๋วน ปากหม้อญวน แต่ไม่มีไส้ด้านใน ทานกับน้ำจิ้มหวานๆ
แบคไกแบว 
หรอย - กำแพงด้านนอกเป็นป้อมปราการของเมืองเว้
-
![รายงานเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน [ตอนที่ 1 : ดานัง-เว้]](https://nimjourney.com/wp-content/uploads/2022/07/d5b3d-img_7029.jpg?w=1024)
11.46 น. มายืนรอตม.เข้าประเทศเวียดนาม ที่สนามบินดานัง เจ้าหน้าที่ตม.ทำงานช้ามาก ต่อคิวนาน พอถึงคิวก็ยังนาน เจ้าหน้าที่ทำงานไป ผิวปากไป เหมือนไม่ค่อยตั้งใจทำงาน ทำแบบช้าๆ ไปเรื่อยๆ

มีร้านขายซิมอยู่ฝั่งตรงข้ามที่รับกระเป๋า ราคาซิมไม่แพง และสัญญาณเน็ตดี เมื่อผ่านเข้ามาก็เดินไปซื้อซิมสำหรับใช้งานในเวียดนาม เราซื้อซิมราคา 240 บาท คนขายพูดไทยได้ เพราะคนไทยมาเที่ยวเยอะมาก จ่ายเงินไทยได้เลย คนขายขายของเร็วมาก คว้ามือถือจากมือเราไปเปลี่ยนทันที ยังไม่ทันได้ถามไถ่ ตอนรับมือถือกลับคืนมา ควรทดสอบว่าใช้งานได้หรือไม่ มีสัญญาณหรือเปล่า เช่นของเราที่รับมาแล้วไม่มีสัญญาณ ต้องกลับไปเปลี่ยนซิมใหม่

ไก่อบฟักทอง กุ้งผัดหัวปลี ดูแปลกๆสำหรับเรา อาหารกลางวัน มื้อแรกสำหรับทริปนี้ที่ดานัง
มาถึงดานังในวันที่ร้อน ไม่มีฝน ออกจากสนามบินเราก็มุ่งตรงไปที่ร้านอาหาร นั่งรถประมาณ 15 นาที ทัวร์จัดอาหาร 8 อย่าง สำหรับโต๊ะละ 7 คน อาหารเต็มโต๊ะ ทานกันไม่หมด อาหารคล้ายอาหารไทยผสมจีน บางอย่างแปลกตาไม่เคยทานมาก่อน เช่นกุ้งผัดกับหัวปลีที่หั่นฝอยๆ , ไก่ผัดอบในลูกฟักทอง รสชาติอาหารกลางๆไม่จัด มีความมัน แต่ก็มีน้ำจิ้มเพื่อเพิ่มรสชาติและตัดความเลี่ยน ทางร้านจัดอาหารมาสวยงามปริมาณเต็มที่ นอกจากไก่ ก็มีกุ้ง ปลาหมึก กั้ง และปลา ผัดผักรสชาติดี โดยรวมถือว่าเป็นมื้อแรกที่น่าประทับใจ และจัดเต็มมาก

เจ้าแม่กวนอิม องค์สูงที่สุดในเวียดนาม 
ภายในวัดหลิงอึง 
ทิวทัศน์อ่าวดานัง วัดหลิงอึง (Linh Ung) มีเจ้าแม่กวนอิมใหญ่สูงที่สุด 90 เมตร สร้างตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งมีพระองค์ใหญ่อยู่ 3 จุด ระหว่างที่นี่ , ฝั่งตรงข้าม และบนเขาที่บาน่าฮิลล์ เชื่อว่าทำให้พายุที่เข้าบริเวณชายฝั่งนี้ลดความรุนแรงลง

ฟังไกด์บรรยายบนรถ 
ร้านขายของริมทางหน้าร้านอาหาร ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ
- ค่าแรงเวียดนาม 170 กว่าบาทต่อวัน
- อายุ 18 ปี จึงมีมอเตอร์ไซค์ได้
- ภาษีนำเข้ารถยนต์สูงมาก 200% ค่าทะเบียน 100% ทำให้คนยังนิยมใช้มอเตอร์ไซค์
- ส่วนใหญ่รถที่ใช้เป็นของเกาหลี มีคนเกาหลีมาลงทุนในเวียดนามมากที่สุด และรถเกาหลีราคาถูกกว่ารถญี่ปุ่น
- กฎหมายจราจรเข้มงวด เช่นมอเตอร์ไซค์ค่าปรับการฝ่าไฟแดงฝ่า 5 แยก คิดตามแต่ละแยก ตำรวจปรับหนักและเอาจริง สมัยก่อนตำรวจชอบรีดไถ แต่ปัจจุบันทำได้ยากเพราะมี Social ทำให้ทำแบบนั้นได้ยากขึ้น
- ขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อค
- ดานังเป็นเมืองตากอากาศมานานตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส ที่ดินตอนนี้ราคากำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
- คนเวียดนามนิยมฝังศพมากกว่าการเผา แม้ราคาที่ดินจะสูงขึ้น แต่คิดว่าในอนาคตคงต้องเปลี่ยนไป
- Vin Plus เป็นกลุ่มลงทุนชาวเวียดนามรายใหญ่ ลงทุนทั้งโรงแรม คอนโด มินิมาร์ท แท็กซี่ เจ้าของรวยที่สุดในเวียดนามขณะนี้

อุโมงค์ไหวาน มีความยาว 6.3 กม. เป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในแถบอินโดจีน ระหว่างทางจากดานังไปเว้ ต้องผ่านอุโมงค์ไหวานที่เจาะเขาซึ่งเคยกั้นระหว่างดานังกับเว้ ก่อนหน้านี้การเดินทางระหว่างสองเมืองช่วงนี้ต้องขับรถขึ้นเขา เพื่อข้ามไปใช้เวลา 2 ชั่วโมง การตัดอุโมงค์ช่วยย่นระยะเวลาได้มาก อุโมงค์ยาวนี้ได้รับการดูแล และเช็คระบบความปลอดภัยอย่างดี มีช่วงเวลาเช็คระบบวันละ 2 ครั้ง คือเวลา 13.15-13.45น. และ ช่วง 03.00-04.00 น. อุโมงค์นี้ห้ามมอเตอร์ไซค์เข้าใช้ทาง

อ่าวลังโก ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงไข่มุกอันดับสองเมื่อออกจากอุโมงค์จะพบกับอ่าวลังโก ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงไข่มุกอันดับสอง รองจากฮาลองเบย์ ฝั่งซ้ายที่เห็นในรูปเป็นด้านแม่น้ำ มีสะพานอยู่ไกลๆ คือทางลงสำหรับรถที่ไม่ได้เข้าอุโมงค์ไหวาน แต่ขึ้นทางเขาที่ใช้เวลานานกว่า ฝั่งขวาของรถเป็นอ่าวลังโกที่เลี้ยงไข่มุก

รูปแบบบ้านเก่าของเวียดนาม จะเป็นแนวลึกยาว และมีช่องเปิดตรงกลางบ้าน ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ (ต่อ)
บ้านในเวียดนามจะเน้นความยาวหรือความลึกกกว่าความกว้าง บ้านที่ลึกมากยิ่งราคาแพง ราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้บ้านมีราคาแพงตามไปด้วย ราคาตอนนี้ประมาณตารางเมตรละ 400,000 บาท ข้าวของเวียดนามส่งออกเป็นอันดับ 1 มีปลูกกันมากที่แม่น้ำแดง ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเวียดนาม สามารถปลูกได้ 3-4 ครั้งต่อปี

ร้านที่แวะอยู่ระหว่างทางดานัง – เว้ สงสัยตรายี่ห้อว่ามีธงไทย เลยถามคนขายปรากฏว่าเจ้าของมีเมียเป็นคนไทยนั่นเองน้ำมันยูคาลิปตัน ช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ไล่แมลง รักษาแผล ควบคุมน้ำตาล สรรพคุณเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อ เพราะน้ำมันยูคาลิปตัสนี้ นำขึ้นเครื่องบินไม่ได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดประกายไฟ

ชงกาแฟกันมือระวิง พันกันมั่วไปหมด กาแฟดำที่นี่จืดสนิท เราไม่ได้อุดหนุนน้ำมันยูคาลิปตัส ก็เลยอุดหนุนกาแฟที่ขายในร้านแทน เป็นครั้งแรกทีได้เห็นน้ำแข็งก้อนในเวียดนามก้อนใหญ่มาก เวลาจะใส่ทานกับกาแฟ ก็เลยต้องทุบก่อน (น้ำแข็งเรียกว่า “ดา” ในภาษาเวียดนาม)
น้ำแข็งก้อนของเวียดนามก้อนใหญ่มาก เวลาทจะทานใส่ในกาแฟ พนักงานเลยต้องทุบน้ำแข็งให้เล็กก่อน 
บตหลอบ บตหลอบ แป้งห่อกุ้ง เป็นของฝากจากคนขับรถ เขาจอดรถรับระหว่างทางให้เราได้ทานกันตอนร้อนๆ น่าจะเป็นของว่าง ทานเล่น มีความคาวเนื่องจากทำจากกุ้งตัวเล็กผัดแล้วเอามาห่อแป้งใสๆ รสชาติแบบกุ้งผัดหวานบ้านเรา แป้งเหนียวหนึบมาก

ภาษาเวียดนาม จะมีลักษณะภาษาละตินใส่สระ ข้อมูลจากไกด์เวียดนามพูดไทยบรรยายบนรถ (ต่อ)
แต่เดิมเวียดนามใช้ภาษาจีนเป็นภาษาเขียน และคนเวียดนามนับถือศาสนาพุทธตามประเทศจีน ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสยึดครองเวียดนาม ก็คิดค้นภาษาเขียนให้เวียดนามใหม่ โดยการเอาภาษาละตินมาใส่สระ ภาษาเขียนเวียดนามจึงมีความคล้ายกับภาษาอังกฤษ หรือฝรั่งเศส สาเหตุที่นำมาออกแบบใหม่ให้ชาวเวียดนามใช้ก็เพื่อความง่ายในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเวียดนาม เพราะถูกออกแบบโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส
เวียดนามเป็นชาติที่มีสงครามมาตลอดตั้งแต่สงครามกับฝรั่งเศส สงครามเวียดนาม และสงครามจบสิ้นเมื่อปี 1975 ชาวเวียดนามมีความภูมิใจมากที่สามารถเอาชนะชาติใหญ่อย่างฝรั่งเศส และ อเมริกาได้ (เวียดนามมีความไม่พอใจไทยอยู่บ้าง ที่ไทยเคยให้พื้นที่อเมริกามาตั้งฐานทัพเพื่อรบกับเวียดนามในสงครามเวียดนาม)

ข้ามถนนในเวียดนาม ไม่ว่าเมืองเล็กเมืองใหญ่ต้องใจกล้า เดินข้ามไปเรื่อยๆอย่าหยุด อย่าชะงัก อย่าถอยหลัง เวลาข้ามถนนในเวียดนาม ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าถอยหลังห้ามกลัว เพราะทางม้าลายและไฟแดงในเวียดนามเป็นเครื่องประดับสำหรับคนข้ามถนนเท่านั้น
- บ้านในเวียดนามทำจากอิฐก้อนใหญ่
ขนาดจะใหญ่กว่าของเมืองไทยผสมเกลือ ปูน เพื่อทำบ้าน
จะแข็งแรงกว่าป้องกันพายุที่พัดแรง - สุนัขที่เลี้ยงในบ้าน
ห้ามปล่อยออกมาข้างนอก ต้องดูแลภายในบ้านเท่านั้น หากหลุดออกมาครั้งแรกอาจจะคืนให้
แต่ครั้งที่สองจะไม่คืน ทั้งนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน - คนเวียดนามนิยมเดินทางด้วยรถบัสแม้จะใช้เวลานาน
เพราะค่าโดยสารบินภายในประเทศแพงมาก - ล็อตเตอรี่เวียดนามออกทุกวัน
และขึ้นอยู่กับจังหวัดที่ออก

แม่น้ำหอม หรอแม่น้ำเฮืองยามเย็นก่อนแสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แม่น้ำหอม หรือแม่น้ำเฮือง เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองเว้ ริมแม่น้ำมีสถานที่สำคัญเช่นพระราชวังเว้ เจดีย์วัดเทียนหมู่ และมีสะพานข้ามแม่น้ำนี้หลายแห่ง ไกด์บอกว่าชื่อแม่น้ำหอมเพราะมีกลิ่นของดอกไม้ที่หล่นลงไปในแม่น้ำ แต่ระหว่างล่องเรือไม่ได้กลิ่นนะคะ

ไหว้พระเจดีย์เทียนหมู่ เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา และศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเว้
อยู่ริมแม่น้ำหอม 
เป็นสถานที่เคารพของผู้นับถือศาสนาพุทธ เจดีย์เทียนมู่ สร้างในปี พ.ศ.2144 (คศ.1601) ตามดำริของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) เจ้าผู้ปกครองเมืองเว้ ในขณะนั้น เมื่อครั้งที่ท่านได้ล่องเรือเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของบ้านเมืองโดยรอบ และมาได้ยินเรื่องเล่าของชาวบ้านบริเวณนี้ว่า มีเรื่องเล่ากันว่า เคยมีคนเห็นหญิงสูงอายุคนหนึ่ง( Thiên Mụ หรือเทพธิดา) สวมชุดสีแดง ฟ้า นั่งเช็ดแก้ม ตรงบริเวณภูเขาที่ได้สร้างเจดีย์ในปัจจุบัน หญิงผู้นี้ได้บอกว่าวันหนึ่งจะมีผู้ยิ่งใหญ่มาสร้างเจดีย์บริเวณนี้และจะนำสันติสุขมาสู่เมือง เมื่อขุนนาง Nguyen Hoang ได้ผ่านมาและทราบเรื่องเข้าจึงสร้างเจดีย์ขึ้น

รถออสตินสีฟ้าคันที่เจ้าอาวาสขับไปเผาตัวเองที่ไซง่อน 
หัวใจที่ไม่ไหม้ของท่านถูกเก็บไว้ที่วัดเทียนมู่ ที่วัดเทียนหมู่ แห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญของชาวพุทธในเวียดนาม เมื่อเจ้าอาวาสของวัด ชื่อ พระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก วัย 73 ปี ได้เผาตัวเองประท้วงรัฐบาล เมื่อมีการกวาดล้าง ทำร้ายผู้นับถือศาสนาพุทธ เพราะประเทศเวียดนามนี้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพื้นบ้าน หรือไม่มีศาสนา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2506 ณ กรุงไซง่อน (โฮจิมินห์ ซิตี้ ในปัจจุบัน) ข้างรถออสตินสีฟ้าคันนี้ที่ขับไป โดยอธิษฐานว่า ถ้าศาสนาพุทธจะยังมั่นคงในเวียดนาม หัวใจของท่านจะไม่ไหม้ และปรากฎว่าร่างกายของท่านถูกไฟไหม้ ยกเว้นเพียงหัวใจของท่าน ซึ่งถูกนำมาเก็บไว้ที่วัดเทียนหมู่แห่งนี้ ที่วัดแห่งนี้จึงเป็นเหมือนที่รวมจิตใจของชาวพุทธในเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตามศาสนาพุทธ ก็ยังไม่ใช่ศาสนาหลักของเวียดนาม ซึ่งยังคงนับถือศาสนาพื้นบ้านเช่นเดิม

วิถีชีวิตชาวบ้าน คนเวียดนามชอบนั่งทางอาหารบนเก้าอี้เตี้ยๆแบบนี้ ว่ากันว่า ถ้านั่งสูงขึ้น ราคาอาหารจะแพงขึ้น
ตลาดดองบา 
ตลาดดองบา 
ตลาดดองบา ตลาดดองบา ในเมืองเว้ เป็นตลาดเก่าแก่ ขายของใช้มากมาย เราแวะซื้อชุดอ๋าวหย่าย ราคา 250 บาท สำหรับผู้ชายเป็นเสื้อตัวยาวคล้ายชุดจีน ราคา100 บาท
เบียร์ในเวียดนามมีหลายยี่ห้อ ตามเมืองที่ผลิต เช่นเบียร์ดานัง ยี่ห้อ Larue , Huda เบียร์ไซ่ง่อน ชื่อยี่ห้อ ไซ่ง่อน เมืองใหญ่ๆจะมีเบียร์ของตัวเอง

ล่องเรือมังกรแม่น้ำหอม 
นักร้องร้องเพลงบนเรือ ขณะแสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า 
ลอยกระทงกระดาษบนเรือ ล่องเรือมังกร แม่น้ำหอม
ขึ้นชื่อว่าเรือมังกร ตอนอ่านในโปรแกรมนึกว่าจะเป็นเรือลำใหญ่ ปรากฏว่าเป็นเรือลำเล็กดูน่าผิดหวัง แต่การที่พบเจอสิ่งที่ไม่ใช่อย่างที่คาดก็เป็นสีสันการเดินทางเล็กๆ แบบหนึ่งแม้ว่าจะมากับทัวร์ก็ตาม นอกจากนั้นดนตรีและสิ่งที่ได้นั่งมองระหว่างอยู่บนเรือก็ไม่ทำให้ทุกอย่างแย่เกินไปในช่วงยามเย็นครึ่งชั่วโมงนี้ ในอดีตการล่องเรือนี้มีไว้สำหรับคนชั้นสูง ปัจจุบันทำให้นักท่องเที่ยวนั่งเที่ยวชมวิว ชมวิถีชีวิตสองฝั่งในยามเย็น ประมาณ 30 นาที ระหว่างล่องเรือจะมีหนุ่มสาวมาเล่นดนตรี ร้องเพลง ปิดท้ายด้วยเพลงรำวงลอยกระทงของไทย ก่อนลงจากเรือมีกระทงกระดาษจุดเทียนเพื่อลอยลงแม่น้ำหอม

แหนมเนืองเวียดนาม อาหารเวียดนามแท้ๆ แต่อร่อยสู้ทานที่เมืองไทยไม่ได้เลย อาหารเย็น มื้อนี้คล้ายๆกับมื้อกลางวัน แต่มีแหนมเนืองหรือหมูเนืองแบบของเวียดนามแท้ๆให้ได้ลองชิม ซึ่งของที่นี่นั้นแป้งจะบางและกรอบกว่าแหนมเนืองที่เราทานในเมืองไทย
ฟังดนตรีเวียดนามที่เมื่อก่อนคนที่มีโอกาสได้ล่องเรือฟังเพลงแบบนี้มีแต่คนชั้นสูง -

สะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายชา จาก Ella – Kandy สร้างอยู่ท่ามกลางไร่ชาหมู่บ้าน Demodara ใกล้เมือง Ella คล้ายๆเป็นเส้นทางต่อขยายจากสถานีหลักของเมืองใน Ella เพื่อให้รถไฟเข้าไปรับชาจากหมู่บ้าน หรือโรงงานที่ทำไร่ชาขนาดใหญ่ด้านในซึ่งอยู่ไกลจากสถานีออกไปอีกประมาณ 1-2 กม.
ในเส้นทางที่ผ่านป่า และหุบเขา อังกฤษผู้ปกครองในยุคนั้นเป็นผู้สร้างสะพานนี้ขึ้นสำหรับทำทางรถไฟ ด้วยเอกลักษณ์และสไตล์ของทรงโค้งแบบโรมันของอังกฤษ ที่มีช่องโค้ง 9 ช่องรองรับสะพานทางรถไฟ สะพานถูกก่อสร้างในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ดังนั้นจึงเกิดปัญหาว่าทางอังกฤษไม่สามารถส่งเหล็กมาเพื่อใช้ในการก่อสร้างเพราะต้องส่งเหล็กไปใช้ในสงครามก่อน สะพานนี้จึงถูกสร้างจากหิน อิฐ และซีเมนต์เท่านั้น แต่ยังมีความแข็งแรงและใช้งานได้มาจนถึงปัจจุบัน
วิธีการง่ายๆในการมายังสะพานนี้ ก็ด้วยการเดินย้อนเส้นทางของทางรถไฟจากสถานี Ella ที่จะมุ่งหน้าไป Kandy มาด้านตรงข้าม จนผ่านอุโมงค์ ก็จะถึงสะพานหินที่ยังแข็งแรงท่ามกลางป่าเขียวและไร่ชาสองฝั่ง
ปัจจุบันยังมีรถไฟใช้งานวิ่งวันละ 5-6 ขบวน ก็สามารถนั่งมาได้ โดยเช็คเวลาที่สถานีรถไฟ แต่การเดินเลาะทางรถไฟมาก็ให้บรรยากาศสดชื่น และมีเสน่ห์ของเมืองอาณานิคมเก่าในยุคโคโลเนี่ยน






