เดือนธันวาคม เริ่มเข้าสู่ low season ของเส้นทางเดินเขาในเนปาล รวมทั้งเส้น Langtang ที่เพิ่งไปเดินมา
แต่ไกด์บอกว่าถึงจะ low season แต่ก็เป็นช่วงที่ชาวเนปาลที่ออกมาเดินเขาอยู่ ซึ่งระหว่างทางก็จะได้พบกับเด็กวัยรุ่นหลายกลุ่มที่มาเดินเส้นทางนี้
-

-

ไม่ค่อยได้ดูโชว์บ่อยนัก ที่เนปาลยิ่งเป็นครั้งแรก
Tharu Cultural Program เป็นโชว์เต้นง่ายๆ เคาะกลองตีไม้ฉิ่งฉาบไม่หรูหรา นักท่องเที่ยวคงไปดูตามโปรแกรมที่จัดให้แบบเรา
เราเข้าไปเลือกแถวนั่งต่อแถวที่ว่างต่อมา คิดกันว่าดูไปสักชั่วโมง การเต้นน่าจะธรรมดาๆ อย่างน้อยก็เห็นวิถีเสียงเพลงของคนท้องถิ่นที่แตกต่างไป แต่งงก็ตรงคนท้องถิ่นเข้ามาดูกันพอควร แถมมาทีหลังก็แทรกๆเข้าตามที่ว่างข้างหน้า ซึ่งนั่งกันอย่างหลวมๆ
แบบว่าสนใจ อยากดูกันเหลือเกินการเต้นเริ่มด้วยท่ารำแบบกระบี่กระบอง แนวสู้กันเบาๆ ไม้กระบองนี่ฉันเห็นไกด์และชาวบ้านแถบนี้มักพกพาเวลาเข้าป่า เค้าว่าเอาไว้ป้องกันตัวเผื่อเจอสัตว์ป่า แล้วก็เป็นระบำที่ผู้หญิงมาเต้นรำไปรอบๆ ดูไปคล้ายๆเซิ้งของไทย แต่ฉันว่าของไทยสนุกกว่า บางทีเราคงยังไม่ชินด้วยแหละ ที่ชอบที่สุดเป็นระบำนกยูง มองดูแล้วคนเต้นคงลำบากน่าดูภายใต้ชุดต้องย่อ หรือก้มตัวตลอดเวลา มีจังหวะรำแพนหางให้ตื่นใจ นับว่าเข้าใจทำไม่น้อย คนดูก็คว้ามือถือมาถ่ายกันใหญ่ ฉันเริ่มคิดว่าการแสดงนี้ก็มีอะไรที่น่าดูเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดูได้จนจบโดยไม่ง่วงคาการแสดงไป
ระบำนกยูง โชว์สุดท้าย คนเต้นมีการเชิญชวนขึ้นไปเต้นด้วยกัน เรายังคิดใคร้จะขึ้นไปเต้นวะ
ไม่น่าเชื่อ แป๊บเดียว วิ่งขึ้นไปต่อแถวเต้นบนเวทีเต็มเลย
คนเนปาลรักการเต้นกระมัง 
ปล. ไกด์บอกว่าชาว Tharu ที่อาศัยใกล้อุทยานแห่งชาติจิตวัน เป็นกลุ่มคนที่ย้ายมาจากอินเดีย แถบราชาสถาน
-

ช่วงเดือนธันวาคม กำลังเข้าสู่ low season การท่องเที่ยวของเนปาล ลงจากเครื่องมาเมื่อวาน คนต่อคิวทำวีซ่าจึงไม่มากมายจนไม่มีระเบียบแบบที่เคยมาเดือนเมษายน
สำหรับคนที่มาขอวีซ่า on arrival มีเอกสารให้กรอก 2 ใบ คือใบคำขอวีซ่า และใบ immigration (ใบเล็ก)
ฉันลงมากลุ่มแรกๆ ก็ไปต่อคิวเพื่อจ่ายเงินก่อน แค่แจ้งว่ากี่วันพร้อมทั้งยื่นเอกสารที่กรอกของวีซ่า ซึ่งมีให้ที่โต๊ะข้างๆหน้าต่างหรือขอจากแอร์โฮสเตสบนเครื่องก็มีแจกให้เจ้าหน้าที่บอกจำนวนเงิน เราจ่ายเงินแล้วรอใบเสร็จ จะได้ ใบเสร็จรับเงิน 2 ใบ และเอกสารที่กรอกคืนมาก่อน
ที่นี่รับเงินต่างชาติเกือบทุกสกุล แต่ที่แน่ๆไม่รับเงินเนปาลรูปี

คิวตรงนี้คือคิวจ่ายเงิน แจ้งจำนวนวันที่ต้องการทำ แล้วจ่ายเงินจะได้รับใบเสร็จ2 ใบ แล้วมาต่อแถว immigration แถว 15/30 วัน หรือถ้าขอ 90 วัน จะมีแถวพิเศษอีกแถว ดูแถวให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจจะ (ย้ำว่าแค่อาจจะ เอาแน่นอนไม่ได้เลย) โดนไล่ไปแถวที่ถูกต้อง ให้ยื่นเอกสารทั้งหมดอีกทีเพื่อติดวีซ่าตรงนี้ ที่จ่ายเงินเมื่อครู่ไม่ใช่ออกวีซ่าค่ะแค่รับเงิน
สรุปเอกสารที่ยื่นตรง immigration มีดังนี้
• ใบเสร็จรับเงิน
• ใบกรอกขอวีซ่า
• ใบ immigration
• รูปถ่าย 1 ใบ
จนท. จะติดตราวีซ่าและปั้มเข้าเมืองพร้อมกัน เป็นอันเสร็จออกไปรับกระเป๋าได้
หลายคนนึกว่าจ่ายเงินคือได้วีซ่า ไม่ได้กรอกเอกสาร ต้องไปกรอกแล้วเข้าคิวใหม่กันหลายคน
-

ถึงแม้ว่าการไปเที่ยวจีนรอบนี้เป็นการเริ่มต้นท่องเที่ยวเส้นทางสายไหมโดยวางเส้นทางไว้ระหว่างซีอานเรื่อยไปจนถึงตุนหวง โดยมีจางเย่เป็นเมืองตรงกลางของเส้นทางระหว่างสองเมืองที่ใครๆก็แวะเพื่อไปชมภูเขาสายรุ้ง จางเย่แกรนด์แคนยอน เราได้แวะที่นี่เช่นกันใช้เวลาแวะชมภูเขาสายรุ้งและวัด Mati แต่จุดหมายหลักอีกอย่างของการแวะที่เมืองนี้และทริปนี้คือไปเที่ยวทะเลทรายปาตันจี่หลิน (Badain Jaran Desert) ด้วยเหตุว่าช่วงหลังดูซีรี่ส์จีนทีไรมักจะมีภาพทะเลทรายสวยๆให้ตื่นตามาทั้งในแบบหนังผจญภัย ซีรี่ส์โบราณ มาจีนรอบนี้จึงไม่พลาดที่จะหาทะเลทรายมาใส่ไว้ในโปรแกรมเดินทางของเรา
(เพิ่มเติม…) -

8 โมงเช้า สมาชิกทุกคนมาถึงด่านบ้านแหลมตามเวลาที่นัดหมาย ที่นี่เป็นด่านถาวรข้ามแดนไทย-กัมพูชา 1 ในจำนวน 6 แห่ง (ข้อมูล: http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=2570&filename=index ) ในพื้นที่จันทบุรีมีด่านถาวร 2 แห่ง และจุดผ่อนปรนอีก 3 แห่ง ตอนนั้นก็แอบเสียวๆว่าจะไปเจอกันถูกสถานที่รึป่าวอยู่เหมือนกัน (ข้อมูล : https://mgronline.com/travel/detail/9520000090303)

ด่านถาวรไทย กัมพูชา บ้านแหลม เช้าวันนี้พวกเราน่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กลุ่มเดียวที่เดินทางเข้ากัมพูชา ส่วนใหญ่จะมีเดินทางประปรายคน หรือสองคน นอกนั้นจะเป็นกลุ่มชาวบ้าน แรงงาน พ่อค้าแม่ค้า ที่เข้าออกกันเป็นประจำ เจ้าหน้าที่ทั้งไทยและเขมรบริการดีมาก เป็นกันเอง ทุกคนดูแปลกใจกันเล็กน้อยว่าทำไมมาเข้าทางนี้แทนที่จะไปเข้าทางปอยเปต ซึ่งเดินทางต่อไปเสียมราฐใกล้กว่า สะดวกกว่า เราต่อคิวเพื่อสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ปั้มพาสปอร์ตแล้วก็แค่เดินลากกระเป๋าข้ามสะพานไปอีกฝั่งก็คือฝั่งกัมพูชา ที่นี่ต้องกรอกเอกสารนิดหน่อย แล้วปั้มตราเข้ากัมพูชา สำหรับฉันมันก็น่าแปลกหน่อยๆ ตรงที่ไม่มีการตรวจสิ่งของ ,x-ray กระเป๋าใดๆ แต่พอเจอไกด์ที่มารับกลับบ่นกันว่าวันนี้วุ่นวาย ต้องตรวจเยอะหน่อยเพราะช่วงนี้มีข่าวเรื่องฝ่ายค้านที่ประกาศว่าจะกลับมากัมพูชา ซึ่งพวกเราก็เห็นป้ายประกาศโชว์ใบหน้าเหล่านักการเมืองตรงบอร์ดทางเข้าอยู่ด้วย แต่ฉันว่าก็ไม่เห็นจะช้า และยุ่งยากอะไรเลย
แม้จะนั่งรถกันนานสักหน่อย แต่การเดินทางเข้าเขมรโดยให้ผ่านเมืองพระตะบอง ซึ่งเคยมีประวัติร่วมกับเมืองไทยในยุคสมัยหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่เติมเต็มให้ทริปนี้ทรงคุณค่ามากขึ้นอีกหลายเท่า

หน้าตึกเก่าสร้างในสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เหมือนกับตึกที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศ ซึ่งเจ้าเมืองและครอบครัวได้ย้ายออกจากพระตะบองมาอาศัยที่ปราจีนบุรี ชาวเขมรยังเรียกพระยาคทาธรฯ(ชุ่ม) ก่อนเปลี่ยนยศเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่า เจ้าเมืองปราจีน 
ภายในตัวอาคารมี 2 ชั้น ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ 
ภายในตัวอาคารมี 2 ชั้น ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
ที่เมืองพระตะบองเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองเขมรส่วนในจากสยามในฐานะเป็นเมืองประเทศราช โดยความร่วมมือของชาวเขมร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ต่อมาเป็นต้นตระกูลอภัยวงศ์
เราเข้าไปชมตึกเก่าบริเวณที่ทำการศาลากลาง ซึ่งสร้างในสมัยพระยาคทาธรฯ(ชุ่ม) เจ้าเมืองคนสุดท้ายที่จ้างช่างจากอิตาลีมาสร้าง ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ มีคู่แต่งงานมาถ่ายภาพ wedding ที่นี่ด้วย เพราะความสวยงามภายในและภายนอกของอาคาร ตัวอาคารและสถานที่แสดงให้เห็นถึงความอู้ฟู่ ร่ำรวยของเจ้าของ ขนาดที่ไกด์เอ่ยปากว่า ก็ไม่รวยได้ยังไง เก็บภาษีไป แต่คงส่งให้ทางไทยไม่ครบ ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็พอเดาได้ว่าทางเขมรคงไม่ค่อยชอบเจ้าเมืองกลุ่มนี้กันนัก อ่านประวัติมาหลายเล่มก็ไม่ค่อยมีเสียงชื่นชมจากฝ่ายชาวเขมรเลย
บนหน้าบันวัดดรัมรัยซอ มีตราแผ่นดินสยาม สมัยรัชกาลที่ 5 
รูปปูนปั้นประดับทั้งภายใน ภายนอกอุโบสถ
จากศาลากลางเราไปดูวัดดรัมรัยซอ 1 ใน 5 วัดที่สร้างในสมัยการปกครองแบบประเทศราช วัดนี้หลงเหลือสมบูรณ์ที่สุด ที่เหลือถูกเผาทำลายไปช่วงสงครามภายในเขมร วัดนี้ถูกจัดให้เป้นสถานที่เก็บเสบียงก็เลยรอดพ้นจาการถูกทำลาย ทางเข้าอุโบสถยังมีตราแผ่นดินสยาม สมัยรัชกาลที่ 5 อยู่บนซุ้มหน้าบัน ส่วนที่โดดเด่นของวัดคงเป็นรูปปูนปั้นที่อยู่รอบๆ ลวดลายโดดเด่น สวยงามลอยออกมาชัดเจนมาก ระหว่างยืนคุยกันตรงหน้าอุโบสถก็หันไปเห็นรูปตราพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถูกสลักอยู่บนใบเสมาของวัด ซึ่งเป็นตราของพรรคประชาธิปัตย์ที่นายควง อภัยวงศ์เป็นผู้ก่อตั้ง ยิ่งทำให้เห็นว่าเมืองพระตะบองมีความเกี่ยวพันกับไทยอยู่มากทีเดียวที่มา : https://www.sarakadee.com/2010/10/22/pratabong-siamreab-srisopon/2/

บรรยากาศเมืองพระตะบอง ใกล้ๆร้านอาหารที่เราไปทานกลางวันบรรยากาศดีแม้วันนี้แดดจะแรงไปหน่อย แต่ตัวตึกเก่าสมัยฝรั่งเศสยังมีให้เห็นอยู่ ไกด์บอกว่าเมืองพระตะบองเป็นเมืองที่หลงเหลือสิ่งก่อสร้างยุคอาณานิคมมากที่สุดในเขมร ฉันมองออกไปพบว่า บรรยากาศและตัวตึกแบบนี้ก็คล้ายๆกับเมืองจันท์อยู่บ้าง บางตึกของเราถูกรื้อออกไปหลายตึกด้วยความทรุดโทรมตามกาลเวลา
เมืองพระตะบองยังเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของเขมร เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวพื้นที่ใหญ่ที่สุด เราเห็นพื้นที่นา สวนผัก ผลไม้ เช่นเงาะ ทุเรียน แต่ก็ยังนำเข้าผลไม้จากจันท์เข้ามามากและเป็นที่นิยมของชาวเขมรมากกว่าของทัองถิ่น
ฉันบอกว่าพระตะบองอาจคล้ายกับจันทบุรี แต่ไกด์แย้งและบอกว่าเมืองพระตะบองมีความคล้ายกับเมืองสุพรรณบุรีของไทยมากกว่า เพราะที่นี่นอกจากมีพื้นที่นาข้าวมาก ยังเป็นเมืองศิลปินนักร้องอีกด้วย สมัยก่อนนักร้องเขมรที่โด่งดังมักมาจากเมืองนี้ ยังมีรูปคนดังยุคเก่าติดอยู่ที่ศาลากลางอภัยภูเบศที่ไกด์ชี้ให้เราดูขณะเดินชมอยู่ในตึกศาลากลาง คงออกแนวศิลปินลูกทุ่งยุคก่อนของเรา ภูมิประเทศที่คล้ายกันก็ทำให้ท่วงทำนองชีวิตคล้ายกันได้สองข้างทางจากด่านไปถึงพระตะบอง และจากพระตะบองไปถึงเสียมราฐเป็นทุ่งนาโล่ง มีชุมชนบ้านคนเป็นช่วงๆ ถนนสองเลน เล็กๆ สภาพถนนยังไม่ดีนัก และการขับขี่ของคนต่างจังหวัดที่ยังมีรถเก่าๆ ประกอบกับการขับตามกฎจราจรที่ทำความเร็วไม่มาก ทำให้เราใช้เวลานั่งรถกันนานสักหน่อย ในเส้นทางนี้ แต่ได้ชื่นชมบรรยากาศสบายๆสีเขียว ก็ชื่นใจดี เหมือนนั่งมองชีวิตไทยๆที่ย้อนยุคไป 30 ปีก่อน

เส้นทางถนนเส้นรองของเขมรเข้าไปชมปราสาทบานอน แต่ถ้าถนนเส้นหลักก็จะลาดยางแต่สภาพยังไม่ดี 
ขึ้นบันได 358 ขั้น เพื่อชมปราสาทบานอน พระตะบอง 
ปราสาทบานอน สร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ปี ค.ศ.1050-1066 
บรรยากาศบนปราสาทบานอน รอบๆป่ายังสมบูรณ์ สดชื่น ห้วงเวลาที่คล้ายถูกหยุดไว้ บ้านหลังเก่า บรรยากาศไม่พลุกพล่านเกินไป นักท่องเที่ยวยังไม่มาก แต่มีร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟดีดี ทำให้พระตะบองมีเสน่ห์จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีเวลาว่างๆก็น่ามานั่งเล่น นอนเล่น สบายๆสัก 2-3 วัน เบื่อๆอยากๆก็ออกกำลังด้วยการไปเที่ยวปราสาทหินที่เก่าแก่ยัอนหลังไปเกือบพันปีให้ขึ้นไปออกแรง ชื่นชมบรรยากาศป่าหนาทึบรอบๆเช่น ปราสาทบานอนทึ่เราไป ไกด์บอกว่ายังมีปราสาทหินอีกหลายแห่งในพระตะบอง ฟังดูแล้วน่าสนใจดี กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชอบอีกอย่างคือไปนั่งรถไม้ไผ่บนรางรถไฟ ซึ่งปรับมาจากวิถีชาวบ้านที่ใช้รางรถไฟเก่าในการเดินทางไปมาหาสู่กัน (โนรี)

ชาวบ้านนั่งรถไฟไม้ไผ่ เรียกว่า โนรี บนรางรถไฟที่ไม่ใช้แล้ว ภาพจาก : https://program.thaipbs.or.th/Loklakmiti/episodes/45103 ปล.ปัจจุบันทางรถไฟของรัฐได้ถูกนำมาใช้งานอีกครั้งเพื่อเดินรถไฟจริงๆ แต่ไกด์บอกว่ามีการสร้างรถไฟสั้นๆไว้อีกทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเล่นกันอยู่ พระตะบองจึงเป็นเมืองที่ต้องลองมา แล้วเชื่อว่าหลายคนจะหลงรักที่นี่ ขนาดว่าฉันไปมาแค่ครึ่งวัน ก็ยังติดใจจนอยากหนีไปเที่ยวอีกสักครั้ง นอนสักคืนให้ชื่นใจ
