Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • พระตะบอง ต้องลองมา

    8 โมงเช้า สมาชิกทุกคนมาถึงด่านบ้านแหลมตามเวลาที่นัดหมาย ที่นี่เป็นด่านถาวรข้ามแดนไทย-กัมพูชา 1 ในจำนวน 6 แห่ง (ข้อมูล: http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=2570&filename=index ) ในพื้นที่จันทบุรีมีด่านถาวร 2 แห่ง และจุดผ่อนปรนอีก 3 แห่ง ตอนนั้นก็แอบเสียวๆว่าจะไปเจอกันถูกสถานที่รึป่าวอยู่เหมือนกัน (ข้อมูล : https://mgronline.com/travel/detail/9520000090303)

    ด่านถาวรไทย กัมพูชา บ้านแหลม

    เช้าวันนี้พวกเราน่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กลุ่มเดียวที่เดินทางเข้ากัมพูชา ส่วนใหญ่จะมีเดินทางประปรายคน หรือสองคน นอกนั้นจะเป็นกลุ่มชาวบ้าน แรงงาน พ่อค้าแม่ค้า ที่เข้าออกกันเป็นประจำ เจ้าหน้าที่ทั้งไทยและเขมรบริการดีมาก เป็นกันเอง ทุกคนดูแปลกใจกันเล็กน้อยว่าทำไมมาเข้าทางนี้แทนที่จะไปเข้าทางปอยเปต ซึ่งเดินทางต่อไปเสียมราฐใกล้กว่า สะดวกกว่า เราต่อคิวเพื่อสแกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ปั้มพาสปอร์ตแล้วก็แค่เดินลากกระเป๋าข้ามสะพานไปอีกฝั่งก็คือฝั่งกัมพูชา ที่นี่ต้องกรอกเอกสารนิดหน่อย แล้วปั้มตราเข้ากัมพูชา สำหรับฉันมันก็น่าแปลกหน่อยๆ ตรงที่ไม่มีการตรวจสิ่งของ ,x-ray กระเป๋าใดๆ แต่พอเจอไกด์ที่มารับกลับบ่นกันว่าวันนี้วุ่นวาย ต้องตรวจเยอะหน่อยเพราะช่วงนี้มีข่าวเรื่องฝ่ายค้านที่ประกาศว่าจะกลับมากัมพูชา ซึ่งพวกเราก็เห็นป้ายประกาศโชว์ใบหน้าเหล่านักการเมืองตรงบอร์ดทางเข้าอยู่ด้วย แต่ฉันว่าก็ไม่เห็นจะช้า และยุ่งยากอะไรเลย

    แม้จะนั่งรถกันนานสักหน่อย แต่การเดินทางเข้าเขมรโดยให้ผ่านเมืองพระตะบอง ซึ่งเคยมีประวัติร่วมกับเมืองไทยในยุคสมัยหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่เติมเต็มให้ทริปนี้ทรงคุณค่ามากขึ้นอีกหลายเท่า

    หน้าตึกเก่าสร้างในสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เหมือนกับตึกที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศ ซึ่งเจ้าเมืองและครอบครัวได้ย้ายออกจากพระตะบองมาอาศัยที่ปราจีนบุรี ชาวเขมรยังเรียกพระยาคทาธรฯ(ชุ่ม) ก่อนเปลี่ยนยศเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่า เจ้าเมืองปราจีน
    ภายในตัวอาคารมี 2 ชั้น ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
    ภายในตัวอาคารมี 2 ชั้น ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์


    ที่เมืองพระตะบองเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองเขมรส่วนในจากสยามในฐานะเป็นเมืองประเทศราช โดยความร่วมมือของชาวเขมร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ต่อมาเป็นต้นตระกูลอภัยวงศ์
    เราเข้าไปชมตึกเก่าบริเวณที่ทำการศาลากลาง ซึ่งสร้างในสมัยพระยาคทาธรฯ(ชุ่ม) เจ้าเมืองคนสุดท้ายที่จ้างช่างจากอิตาลีมาสร้าง ตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ มีคู่แต่งงานมาถ่ายภาพ wedding ที่นี่ด้วย เพราะความสวยงามภายในและภายนอกของอาคาร ตัวอาคารและสถานที่แสดงให้เห็นถึงความอู้ฟู่ ร่ำรวยของเจ้าของ ขนาดที่ไกด์เอ่ยปากว่า ก็ไม่รวยได้ยังไง เก็บภาษีไป แต่คงส่งให้ทางไทยไม่ครบ ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็พอเดาได้ว่าทางเขมรคงไม่ค่อยชอบเจ้าเมืองกลุ่มนี้กันนัก อ่านประวัติมาหลายเล่มก็ไม่ค่อยมีเสียงชื่นชมจากฝ่ายชาวเขมรเลย

    บนหน้าบันวัดดรัมรัยซอ มีตราแผ่นดินสยาม สมัยรัชกาลที่ 5
    รูปปูนปั้นประดับทั้งภายใน ภายนอกอุโบสถ


    จากศาลากลางเราไปดูวัดดรัมรัยซอ 1 ใน 5 วัดที่สร้างในสมัยการปกครองแบบประเทศราช วัดนี้หลงเหลือสมบูรณ์ที่สุด ที่เหลือถูกเผาทำลายไปช่วงสงครามภายในเขมร วัดนี้ถูกจัดให้เป้นสถานที่เก็บเสบียงก็เลยรอดพ้นจาการถูกทำลาย ทางเข้าอุโบสถยังมีตราแผ่นดินสยาม สมัยรัชกาลที่ 5 อยู่บนซุ้มหน้าบัน ส่วนที่โดดเด่นของวัดคงเป็นรูปปูนปั้นที่อยู่รอบๆ ลวดลายโดดเด่น สวยงามลอยออกมาชัดเจนมาก ระหว่างยืนคุยกันตรงหน้าอุโบสถก็หันไปเห็นรูปตราพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถูกสลักอยู่บนใบเสมาของวัด ซึ่งเป็นตราของพรรคประชาธิปัตย์ที่นายควง อภัยวงศ์เป็นผู้ก่อตั้ง ยิ่งทำให้เห็นว่าเมืองพระตะบองมีความเกี่ยวพันกับไทยอยู่มากทีเดียว

    ที่มา :  https://www.sarakadee.com/2010/10/22/pratabong-siamreab-srisopon/2/ 
    บรรยากาศเมืองพระตะบอง

    ใกล้ๆร้านอาหารที่เราไปทานกลางวันบรรยากาศดีแม้วันนี้แดดจะแรงไปหน่อย แต่ตัวตึกเก่าสมัยฝรั่งเศสยังมีให้เห็นอยู่ ไกด์บอกว่าเมืองพระตะบองเป็นเมืองที่หลงเหลือสิ่งก่อสร้างยุคอาณานิคมมากที่สุดในเขมร ฉันมองออกไปพบว่า บรรยากาศและตัวตึกแบบนี้ก็คล้ายๆกับเมืองจันท์อยู่บ้าง บางตึกของเราถูกรื้อออกไปหลายตึกด้วยความทรุดโทรมตามกาลเวลา
    เมืองพระตะบองยังเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของเขมร เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวพื้นที่ใหญ่ที่สุด เราเห็นพื้นที่นา สวนผัก ผลไม้ เช่นเงาะ ทุเรียน แต่ก็ยังนำเข้าผลไม้จากจันท์เข้ามามากและเป็นที่นิยมของชาวเขมรมากกว่าของทัองถิ่น
    ฉันบอกว่าพระตะบองอาจคล้ายกับจันทบุรี แต่ไกด์แย้งและบอกว่าเมืองพระตะบองมีความคล้ายกับเมืองสุพรรณบุรีของไทยมากกว่า เพราะที่นี่นอกจากมีพื้นที่นาข้าวมาก ยังเป็นเมืองศิลปินนักร้องอีกด้วย สมัยก่อนนักร้องเขมรที่โด่งดังมักมาจากเมืองนี้ ยังมีรูปคนดังยุคเก่าติดอยู่ที่ศาลากลางอภัยภูเบศที่ไกด์ชี้ให้เราดูขณะเดินชมอยู่ในตึกศาลากลาง คงออกแนวศิลปินลูกทุ่งยุคก่อนของเรา ภูมิประเทศที่คล้ายกันก็ทำให้ท่วงทำนองชีวิตคล้ายกันได้

    สองข้างทางจากด่านไปถึงพระตะบอง และจากพระตะบองไปถึงเสียมราฐเป็นทุ่งนาโล่ง มีชุมชนบ้านคนเป็นช่วงๆ ถนนสองเลน เล็กๆ สภาพถนนยังไม่ดีนัก และการขับขี่ของคนต่างจังหวัดที่ยังมีรถเก่าๆ ประกอบกับการขับตามกฎจราจรที่ทำความเร็วไม่มาก ทำให้เราใช้เวลานั่งรถกันนานสักหน่อย ในเส้นทางนี้ แต่ได้ชื่นชมบรรยากาศสบายๆสีเขียว ก็ชื่นใจดี เหมือนนั่งมองชีวิตไทยๆที่ย้อนยุคไป 30 ปีก่อน

    เส้นทางถนนเส้นรองของเขมรเข้าไปชมปราสาทบานอน แต่ถ้าถนนเส้นหลักก็จะลาดยางแต่สภาพยังไม่ดี
    ขึ้นบันได 358 ขั้น เพื่อชมปราสาทบานอน พระตะบอง
    ปราสาทบานอน สร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ปี ค.ศ.1050-1066
    บรรยากาศบนปราสาทบานอน รอบๆป่ายังสมบูรณ์ สดชื่น

    ห้วงเวลาที่คล้ายถูกหยุดไว้ บ้านหลังเก่า บรรยากาศไม่พลุกพล่านเกินไป นักท่องเที่ยวยังไม่มาก แต่มีร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟดีดี ทำให้พระตะบองมีเสน่ห์จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีเวลาว่างๆก็น่ามานั่งเล่น นอนเล่น สบายๆสัก 2-3 วัน เบื่อๆอยากๆก็ออกกำลังด้วยการไปเที่ยวปราสาทหินที่เก่าแก่ยัอนหลังไปเกือบพันปีให้ขึ้นไปออกแรง ชื่นชมบรรยากาศป่าหนาทึบรอบๆเช่น ปราสาทบานอนทึ่เราไป ไกด์บอกว่ายังมีปราสาทหินอีกหลายแห่งในพระตะบอง ฟังดูแล้วน่าสนใจดี กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชอบอีกอย่างคือไปนั่งรถไม้ไผ่บนรางรถไฟ ซึ่งปรับมาจากวิถีชาวบ้านที่ใช้รางรถไฟเก่าในการเดินทางไปมาหาสู่กัน (โนรี)

    ชาวบ้านนั่งรถไฟไม้ไผ่ เรียกว่า โนรี บนรางรถไฟที่ไม่ใช้แล้ว ภาพจาก : https://program.thaipbs.or.th/Loklakmiti/episodes/45103 ปล.ปัจจุบันทางรถไฟของรัฐได้ถูกนำมาใช้งานอีกครั้งเพื่อเดินรถไฟจริงๆ แต่ไกด์บอกว่ามีการสร้างรถไฟสั้นๆไว้อีกทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเล่นกันอยู่

    พระตะบองจึงเป็นเมืองที่ต้องลองมา แล้วเชื่อว่าหลายคนจะหลงรักที่นี่ ขนาดว่าฉันไปมาแค่ครึ่งวัน ก็ยังติดใจจนอยากหนีไปเที่ยวอีกสักครั้ง นอนสักคืนให้ชื่นใจ

  • เขมรส่วนใน และปัญหาการแลกดินแดน

    ไม่รู้ว่าคนจันท์หรือคนแหลมสิงห์จะตั้งคำถามแบบที่ฉันคิดบ้างรึป่าวเมื่อได้เห็นตึกแดง คุกขี้ไก่ หรือหากได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์จากห้องเรียน ฉันมองเห็นตึกแดง ตึกร้างเก่าที่ตั้งอยู่หน้าบ้านทีไร ก็อดตั้งคำถามสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเลือกที่จะเอาสละทรัพย์สินส่วนพระองค์มากมาย ทำสนธิสัญญาที่ดูจะเป็นข้อเสียเปรียบยอมเสียดินแดนทั้งลาว เขมรพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อแลกกับเมืองเล็กๆอย่างจันทบุรี และตราดที่อยู่ชายแดนไกลโพ้น ส่วนใหญ่เวลาฉันตั้งคำถามนี้ขึ้นมากับครูหรือผู้ใหญ่บางคน คำตอบที่ได้รับก็คือ แล้วมันไม่ดีเหรอ จะสงสัยไปทำไม อยากไปเป็นเขมรรึไง

    การได้เป็นคนไทย คนจันทบุรีเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่เราก็ควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือแย่เพียงใด ไม่ใช่เพียงแค่ยอมรับในสิ่งที่เป็นในวันนี้ คำถามนั้นก็ยังคงคาใจอยู่เสมอมา ยิ่งมองดูตึกแดงหน้าบ้านก็อยากจะคำตอบอยู่เรื่อยมา แม้จะไม่ได้ตั้งใจค้นหาจริงจังนัก แต่ถ้าได้อ่านเจอเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงนั้นก็เป็นต้องหยุดที่จะอ่านเสมอไป ช่วงหลังๆนี้ดีขึ้นมากเพราะการหาข้อมูลเพียงแค่เปิดเน็ต ค้นกูเกิ้ล ข้อมูลก็ท่วมท้น แต่ข้อมูลก็หลากหลาย และต้องคัดกรองให้มากขึ้นโดยอ่านจากหลายข้อมูล แล้วมาปะติดปะต่อเรื่องราวให้เกิดความเข้าใจ

    ปัญหาการแลกดินแดนมีความซับซ้อน

    การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสที่เข้าในแถบอินโดจีนเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1887-1909 คือช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 (ค.ศ.1851-1868) และรัชกาลที่ 5 (ค.ศ.1868-1910)

    จากปัญหาภายในของเขมร และการสู้รบกับญวนด้านหนึ่ง กับสยามอีกด้านหนึ่งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ 3 ชนชาตินี้ชิงความเป็นใหญ่กันมาตลอดเวลา ในที่สุดสมัยรัชกาลที่ 1 สยามได้เข้าปกครองดินแดนของเขมรส่วนในคือพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมเรียบ โดยความร่วมมือของขุนนางชาวเขมรที่เข้ามาพึ่งพาและขอปกครองเมืองพระตะบองในฐานะประเทศราช โดยที่ในขณะนั้นกษัตริย์เขมรโดยนักองค์เองปกครองดินแดนเขมรจากเมืองอุดงมีชัย ซึ่งเป็นเมืองหลวง

    ขุนนางชาวเขมรที่ปกครองเมืองพระตะบอง เสียมราบและศรีโสภณได้รับพระราชทานยศจากฝ่ายสยามเป็นพระยาอภัยธิเบศ(แบน) ในการนี้นักองค์เอง แม้จะไม่ยินยอมนัก แต่ก็ทรงยอมยกเมืองให้เป็นประเทศราชเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากรัชกาลที่ 1 ทรงเคยให้การอุปถัมภ์รับเป็นราชบุตรบุญธรรมขณะที่หลบหนึภัยจากเขมร โดยตกลงว่าต้องส่งคืนเมืองดังกล่าวให้กับทางเขมรเมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่1 แต่นักองค์เองก็มาเสด็จสวรรคตไปก่อนประกอบกับความวุ่นวายภายในราชสำนักเขมรเองก็เลยไม่ได้เรียกร้องคืนตามข้อตกลง สยามจึงได้ปกครองเมืองพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราบไปตลอดโดยได้รับบรรณาการจากเจ้าเมืองที่สืบทอดเชื้อสายจากพระยาอภัยธิเบศ(แบน) ปกครองเมืองถึง 6 รุ่น จนกระทั่งเกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศส

    จุดมุ่งหมายในอินโดจีนของฝรั่งเศสคือเส้นทางแม่น้ำโขงเพื่อจะเชื่อมต่อไปยังจีน ทิเบต แข่งกับทางอังกฤษซึ่งเข้าจีนผ่านทางอินเดียและพม่า ฝรั่งเศสเข้ายึดเวียดนาม เขมร แต่ติดปัญหาที่เขมรเป็นประเทศราชของสยาม ฝรั่งเศสกับสยามจึงบาดหมางกัน ในขณะเดียวกันเขมรก็ยินยอมทำสัญญาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1867 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเซ็นสนธิสัญญากับฝรั่งเศสรองรับอย่างเป็นทางการว่าเขมรเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส สยามจะไม่เรียกร้องเครื่องบรรณาการดังแต่ก่อน ส่วนดินแดนเขมรส่วนใน ซึ่งประกอบด้วยพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมเรียบยังยอมให้อยู่ในความปกครองของสยามตามเดิม

    ฝรั่งเศสยังรุกคืบต่อไปตามแผนการณ์ที่ต้องการควบคุมเส้นทางแม่น้ำโขง จึงอ้างสิทธิเหนือดินแดนลาวซึ่งเป็นดินแดนอารักขาของสยามอีกเช่นกันในเวลานั้น ว่าเมื่อญวนและเขมรเป็นดินแดนในอารักขาของตนแล้ว ลาวซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของญวนและเขมรมาก่อนก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสเช่นกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ร.ศ.112 ซึ่งฝรั่งเศสส่งกองทัพเรือเข้ามายังแม่น้ำโขงและส่งเรือรบ 2 ลำเข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทหารสยามได้ทำการยิงต่อสู้ไม่สำเร็จ มีคนได้รับบาดเจ็บและเรือเสียหายมาก ทางฝรั่งเศสจึงได้ยื่นคำขาดที่จะปิดน่านน้ำไทย และให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายยิงมาก่อน ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ทางฝรั่งเศสจะปิดอ่าวไทยทันที เราจึงต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องและเสียดินแดนอาณาจักรลาวที่เป็นประเทศราชขณะนั้นให้กับฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสถอยร่นลงไปและยึดจันทบุรีไว้เป็นประกันด้วย ในร.ศ.112

    ข้อมูล :  https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/historical_period/13.html 

    ตรงนี้เองที่ทำให้หน้าบ้านมีตึกแดงมาตั้งตระหง่านเป็นตึกร้างให้ฉันเห็นตั้งแต่เด็กๆ เป็นเวลา 10 ปีที่จันทบุรีถึงฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีอันเป็นส่วนที่สยามถือว่าเป็นดินแดนของสยามมาแต่ต้น ทางราชการและรัชกาลที่ 5 พยายามเจรจาเพื่อเอาดินแดนของเรากลับคืนมาโดยยอมยกเมืองมโนไพรและจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองปากเซ และดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบางให้ใน ค.ศ.1905 ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจันทบุรี แต่ก็ไปยึดเมืองตราดไว้แทน

    ที่จริงในระหว่างนั้นสยามพยายามผลักดันเรื่องแผนที่ และรวมพระตะบอง ศรีโสภณ รวมทั้งเสียมเรียบเข้าเป็นดินแดนของไทยโดยตั้งให้เป็นมณฑลบูรพา โดยจัดส่งข้าหลวงจากทางกรุงเทพไปปกครอง แต่ไม่ได้ผลเท่าใดนัก เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือ แม้สุดท้ายได้ตั้งเจ้าเมืองเดิมคือ พระยาคทาธรฯ (ชุ่ม) ควบตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลแล้วก็ตาม แต่เจ้าเมืองก็ยังรักษาอำนาจแบบเป็น “เจ้าประเทศราช”อยู่

    นอกจากปัญหาของผู้ปกครองแล้ว ประชาชนชาวเขมรในเขตเขมรส่วนในก็ไม่ใคร่จะยินยอมพร้อมใจเข้าอยู่ในการปกครองของสยามเนื่องจากโดนกดขี่จากเจ้าเมือง และต้องการที่จะหลีกหนีความกดขี่เดือดร้อนของวิธีการปกครองแบบเก่า ทำให้ทางสยามจำเป็นต้องปล่อยเขมรส่วนในออกไปเพื่อแลกกับ ตราดและเกาะต่างๆ ที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ ลงไปจนถึงเกาะกูดที่ฝรั่งเศสยึดไว้ รวมทั้งอ.ด่านซ้าย จ.เลย

    ข้อมูล : https://www.sarakadee.com/2010/10/22/pratabong-siamreab-srisopon/2/ 

    ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อพระตะบองต้องไปอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศส เจ้าเมืองคือ พระยาคทาธรฯ (ชุ่ม) ก็ขอย้ายเข้ามาอยู่กับสยาม ที่เมืองปราจีนบุรี เข้ารับราชการและได้รับบรรดาศักด์เป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นต้นตระกูลอภัยวงศ์ในเวลาต่อมา

    สยามยังมีความพยายามอีกครั้งที่จะเอาดินแดนเขมรส่วนในกลับคืนมา โดยได้กลับมาปกครองระยะเวลาสั้นในปี 1942-1946 จากการสู้รบกับกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ยุทธนาวีเกาะช้าง ฝ่ายไทยสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็ได้ยังได้สิทธิในการปกครองเขมรส่วนในหลังการเซ็นสนธิสัญญาที่โตเกียว แต่สุดท้ายก็ต้องคืนให้ฝรั่งเศสเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

    ข้อมูล : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5721 

    ฉันได้คำตอบจากความสงสัย ต่อไปมองตึกแดงไปอีกแบบ ที่จริงระหว่างนี้ก็ได้อ่านหนังสือจดหมายเหตุสมัยฝรั่งเศสปกครองเมืองจันทบุรีในช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้นด้วย เท่าที่อ่านทุกอย่างราบรื่นดี ไม่ได้มีการกดขี่ข่มเหง ทหารฝรั่งเศสและคนในพื้นที่ทำความผิดก็มีบทลงโทษทั้งสองฝ่าย แม้บางครั้งจะเข้าข้างฝ่ายพวกเขาบ้างก็ตามแต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต คุกขี้ไก่ได้นำมาใช้เพื่อลงโทษคนทำผิดจริงๆ ตามกฎระเบียบที่วางไว้ แต่อย่างไรเสียชาวจันทบุรีส่วนใหญ่ต่างก็โล่งใจกันไปเมือ่ฝรั่งเศสย้ายออกไปจากเมืองจันท์ นอกเสียจากบรรดาพ่อค้าหรือคนทีมีผลประโยชน์จากการที่ทหารฝรั่งเศสเข้ามายึดเมืองจันท์ในครั้งนั้นก็จะมีความเสียดายกันบ้าง

    สิ่งทีรู้ส่วนใหญ่ได้จากการอ่านหนังสือ หรือข้อมูล ซึ่งฉันก็ยังยืนยันว่าไม่ได้เชื่อทั้งหมด ข้อมูลยังคงมีเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อให้เสาะหาสืบค้น แต่ได้รู้กว้างมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

    การได้มีโอกาสไปเขมรและไปเห็นเมืองพระตะบองที่เคยเป็นศูนย์กลางปกครองของเขมรส่วนในในยุคเมืองประเทศราชของไทย แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ฉันว่าการเดินทางไปด้วยความรู้ในประวัติความเป็นมา ทำให้เรามีจุดหมายในการมองพระตะบองว่าเมืองนี้ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ได้ผ่านอะไรมาบ้าง และมีสิ่งอะไรที่หลงเหลือความเป็นสยามให้เราได้เห็นบ้าง ที่จริงแล้วสยามเองก็เสียเลือดเนื้อไปเพื่อพื้นที่ที่นี่ไปมากมาย กระทั่งการเมืองของไทยก็เติบโตมาจากบางส่วนของการแย่งชิงดินแดนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

  • ปราสาทบาปวน : เมื่อความศรัทธาเปลี่ยนไป

    ปราสาทบาปวน เป็นปราสาทที่สร้างในเมืองนครธม โดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ช่วงปี 1050-1066 เพื่อถวายแด่พระศิวะในศาสนาฮินดู เป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองนครธม ความสูง 40-50 เมตร ฐานขนาด 130*104 เมตร ลักษณะทรงคล้ายปิรามิด มีระเบียงคต 3 ชั้นเชื่อมต่อกัน

    ตามบันทึกของโจวต้ากวน ราชทูตจากจีนในศตวรรษที่ 13 กล่าวถึงความโดดเด่น และสวยงามของปราสาทว่า เป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ สวยงาม บนยอดสูงสุดของปราสาทมีศิวลึงค์ทองคำ (ตัวแทนพระศิวะ) สุกอร่ามอยู่ด้านบนทำให้ปราสาทนี้ยิ่งสวยงามโดดเด่นเห็นแต่ไกล จากทุกมุมของเมือง ทางเดินเข้าปราสาทเป็นสะพานหินทอดยาวผ่านคูน้ำที่ล้อมรอบทำให้ตัวปราสาทสวยงามมาก

    ปราสาทบาปวนจากด้านนอก มุมนี้จะเห็นความสมบูรณ์ของปราสาท แต่ยอดด้านบนสูงได้ถูกทำลายลงมาจากธรรมชาติและฝีมือของคนเขมรในรุ่นหลัง
    สะพานทางเดินเข้าปราสาทบาปวน
    ลวดลายบางส่วนในปราสาท
    ทางขึ้นปราสาทแต่ละชั้นเป็นทางสูงชัน

    ต่อมาในสมัยค.ศ.ที่ 15 ปราสาทบาปวนถูกปรับเปลี่ยนเพื่อถวายให้กับพุทธศาสนาที่กำลังรุ่งเรือง เปลี่ยนวัดให้เป็นรูปพระพุทธปางไสยาสน์ขนาด 9*70 เมตร โดยรื้อหินจากตัวปราสาทเดิม ด้วยการรื้อหอสูงประมาณ 8 เมตรด้านบนลงมานับว่าเป็นการทำลายสิ่งก่อสร้างเก่าเดิมที่สวยงามและมีค่าอย่างน่าเสียดาย

    พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ที่ถูกสร้างจากหินที่รื้อลงมาจากตัวปราสาทบาปวน

    ด้วยเหตุที่ตัวปราสาทมีขนาดใหญ่และสร้างบนพื้นดินทราย รวมทั้งการรื้อเพื่อเปลี่ยนมาทำพระพุทรูป ทำให้ตัวปราสาทไม่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลากลายเป็นซากปรักหักพังทรุดโทรมมาก

    รูปร่างปราสาทบาปวนจากบันทึกเก่า (ภาพจาก wiki)

    แต่ปัจจุบันปราสาทนี้ได้รับการบูรณะขึ้นจากหลักฐานบันทึกต่างๆ และด้วยความร่วมมือของนักโบราณคดี สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ปราสาทบาปวนจึงได้เปิดให้เข้าชมอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2554

    ปราสาทบาปวนคุ้มค่ากับการไปเที่ยวชม อยู่ไม่ไกลจากปราสาทบายน เราเดินลัดเลาะและขึ้นไปยังยอดบนสุดที่เคยเป็นที่เคยวางศิวลึงค์ทองคำตามบันทึกเก่า และเพื่อมองดูรอบปราสาท ก่อนจะเดินลงมาด้านหลังเพื่อมองกลับไปกลายเป็นปราสาทรูปพระพุทธรูปปางไสยาสน์ อันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการนับถือศาสนาของเขมรโบราณผ่านตัวปราสาทที่ชัดเจนที่สุด

  • ขอมโบราณ กับตำนานเรื่องเล่าและปราสาทพิมานอากาศ

    ตำนานเรื่องเล่า ช่วยผดุงกฎหมาย และระเบียบแบบแผน

    Sapiens

    เขมร หรือ ขอม เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ด้านศิลปและวัฒนธรรม สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยความวิจิตรที่เราเห็นย้อนไปถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน คนสมัยก่อนสามารถรวมตัวและสร้างสิ่งยิ่งใหญ่เหล่านี้ด้วยตำนานเรื่องเล่าเพื่อให้เกิดความเชื่อ ศรัทธา เช่นที่ขอมโบราณตำนานเก่าแก่ย้อนหลังไปสมัยคริสศตวรรษที่ 2-6 ก่อนจะมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวถึงการกำเนิดของอาณาจักรโบราณบริเวณปากแม่น้ำโขงว่า พราหมณ์โกญธัญญะ (สันนิษฐานว่ามาจากอินเดีย) ได้เดินทางมายังชายฝั่งเขมร ได้พบกับธิดาพญานาคที่ครองดินแดนแถบนี้ออกมาต้อนรับ แล้วพบรักแต่งงานกัน พญานาคผู้เป็นบิดาได้ทรงดื่มน้ำทะเลจนเหือดแห้งเพื่อสร้างอาณาจักรให้ราชบุตรเขยและพระธิดา ตั้งชื่ออาณาจักรที่สร้างขึ้นว่า “กัมโพช” จากตำนานทำให้ชาวเขมรเชื่อว่าตนนั้นสืบเชื้อสายมาจากพญานาค เป็นการรวมตัวกันของชาวขอมมาแต่อดีต และช่วยกันสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่โดยกษัตริย์ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดูมาตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนมีบันทึกลายลักษณ์อักษรในศิลาจารึกแรกที่ให้คนรุ่นหลังได้สืบค้นความเป็นมา ซึ่งยังเต็มไปด้วยความเชื่อความศรัทธา เพื่อสร้างแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาวขอมโบราณ

    พญานาค จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคติการดำเนินชีวิตของชาวเขมรมานาน ปรากฎผ่านสถาปัตยกรรมในเขมรเช่นหัวบันได สะพาน และเรื่องเล่า

    ปราสาทพิมานอากาศ

    เป็นปราสาทที่มีเรื่องเล่าถึงอำนาจของกษัตริย์ที่ปกครองผ่านความเชื่อ ความศรัทธาว่า ทุกคืนกษัตริย์เขมรจะต้องออกจากพระราชวังไปยังปราสาทพิมานอากาศที่มีลักษณะคล้ายปิรามิต ซึ่งอยู่ข้างๆกำแพงพระราชวัง เพื่อดำเนินขึ้นไปยังยอดปราสาททองผ่านประตูทางเข้าขนาดเล็กเพื่อหลับนอนกับนางนาคที่แปลงกายเป็นสตรี จึงค่อยลงมากลับไปบรรทมกับมเหสี ไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวาย กษัตริย์จะสวรรคต

    เรื่องราวนี้แม้แต่ไกด์เขมรก็ส่ายหัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวขอม หรือเขมรโบราณสามารถรวมตัว สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เราได้มายืนชมกันจนทุกวันนี้ และความเคารพต่อสายเลือดของกษัตริย์ก็ยังดูจะเข้มข้นอยู่ไม่น้อยในตัวไกด์เขมรของเรา

    กำแพงพระราชวัง ตรงข้ามกับปราสาทพิมานอากาศ ถึงแม้จะสร้างปราสาทหินใหญ่โต แต่พระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ก็ทำจากบ้านไม้ มุงจากธรรมดา ปัจจุบันจึงไม่มีสิงหลงเหลือของพระราชวังให้เห็น เพราะผุพังไปตามกาลเวลา

    ปราสาทพิมานอากาศ สร้างในปีค.ศ. 950-1050 สมัยพระเจ้าราเชนวรมันที่2 หรือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อยู่ใกล้ๆกับปราสาทบาปวน บายนและพระราชวังหลวง สร้างเพื่ออุทิศให้กับความเชื่อในศาสนาฮินดู ชื่อพิมานอากาศแปลว่าวังสวรรค์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ให้ถือเป็นวัดส่วนพระองค์ของท่าน

    ปราสาทนี้เราไม่ได้ขึ้นไปด้านบน แค่เดินผ่านชม แต่จำได้ถึงเรื่องเล่าที่เคยผ่านหูผ่านตามา เลยอยากเอามาเล่าให้ฟัง
    ที่มา :
    
      https://www.renown-travel.com/cambodia/angkor/phimeanakas.html 
  • ด่านบ้านแหลม/ไพลิน ความคุ้นเคยในวัยเด็ก

    หลายเหตุผลที่เราเลือกจัดทำทริปกัมพูชา 3 วัน 2 คืน สำหรับแฟมิลี่ทริปของที่บ้านด้วยการจัดให้เดินทางเข้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทางด่านบ้านแหลมในคราวนี้ เป็นหนึ่งในความตั้งใจส่วนตัวของตัวเองนอกเหนือจากรู้สึกว่าน่าจะสะดวกสบายสำหรับแม่ และสมาชิกที่เดินทางมาจากจันทบุรี

    สมัยก่อนพ่อค้าพลอยเมืองจันท์มักจะไปทำมาหากินขุดพลอยตามแถบชายแดนเขมร เช่นแถบโป่งน้ำร้อน คลองใหญ่ แสนตุ้ง ฉันเคยได้ยินชื่อไพลินมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นคิดว่าเป็นชื่อหมู่บ้านของไทยด้วยซ้ำเพราะได้ยินคนจันท์มักจะเดินทางไปเมืองนี้กันบ่อย มารู้ทีหลังว่าเป็นชื่อเมืองในเขมรที่คนจันท์นิยมไปขุดพลอย เรื่องเล่าคนไปขุดพลอย ต้องเดินทางยากลำบาก ผ่านป่าดงหนาทึบเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย และไข้ป่า ถนนหนทางยังไม่ดีเป็นเพียงทางลูกรังเล็กๆ เพื่อไปยังบ่อพลอยแถวชายแดน บางคนก็ได้โชคก้อนใหญ่กลับมาเป็นเศรษฐีสร้างบ้านใหญ่โต รวยขึ้นมาชั่วข้ามคืน แต่บางคนกลับโชคร้ายโดนสัตว์ป่าทำร้าย โดนปล้น หรือเป็นไข้ป่า ชีวิตไม่มีโชค ฉันเองที่บ้านไม่ได้อยู่ในแวดวงการทำพลอย แต่แค่ได้ฟังเรื่องโน้นนิด เรื่องนี้หน่อย ก็รู้สึกว่าเส้นทางไปชายแดนเขมรน่าตื่นเต้น ผจญภัย หวังไว้ว่าสักวันหนึ่งต้องหาโอกาสไปเฉียดๆแถวนั้นบ้าง อยากเสี่ยงโชคว่างั้นเหอะ

    ในที่สุดฝันก็เป็นจริง แต่วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจากที่คิดในวัยเด็กพอสมควร เพราะความเจริญเปลี่ยนเนินเขาสูง ป่าทึบ เป็นถนนขนาดใหญ่ ตอนนี้กำลังทำเป็นถนนสี่เลนไปจนถึงสระแก้ว รถที่เราขับก็แสนสะดวกสบายกว่ายุคก่อนโน้น แม่และสมาชิกครึ่งหนึ่งจะเดินทางมาจากจันทบุรีมาเจอเราในเช้าวันพรุ่งนี้ ส่วนฉันและน้องๆขับรถออกจากสระบุรีในตอนเย็นหลังเลิกงานตอน 6 โมงเย็น เราแวะทานข้าวที่นครนายกและขับยาวมาจนถึงถึงทางเลี้ยวเข้าด่านบ้านแหลม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาประมาณ 4 ทุ่ม

    ถนนสี่เลนไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านแหลม เพิ่งเสร็จใช่งานสมบูรณ์เมื่อกลางปีนี้ (ตุลาคม 2019) – ภาพจาก ฐานเศรษฐกิจ https://www.thansettakij.com/content/411119

    จากถนนเส้นจันทบุรี-สระแก้ว เลี้ยวเข้ามาแล้วถนนดีกว่าเดิม ขนาดใหญ่ทำเป็นสี่เลนเสร็จเรียบร้อย ติดไฟถนนสว่างตลอดทาง ซึ่งส่วนใหญ่ถนนเข้าชายแดนบ้านเราจะใหญ่อลังการงานสร้างแบบนี้แทบทุกแห่ง ถนนสี่เลนพร้อมไฟส่องสว่างสองข้างทางแบบนี้ทำให้ตอนกลางคืนขับรถสบาย ถนนโล่ง สองข้างทางไม่มีบ้านคน มีแต่ล้งใหญ่ๆ เจ้าของคงเป็นคนจีนทั้งแถบ เพราะติดชื่อจีน ภาษาจีน แทบทุกโรงงาน คนจีนมาทำมาหากิน เป็นเจ้าของล้งเพื่อรับซื้อผลไม้จากชาวสวน ฉันนั่งรถมองไปก็ชักสงสัยเหมือนกันว่า ถนนดีดี สาธารณูปโภคดีดีแบบนี้เจ้าของล้งก็ได้ประโยชน์ไปไม่น้อย กลางคืนแบบนี้ยังทำงานกันไม่หยุดเพราะเปิดไฟสว่างอยู่หลายแห่ง มีรถใหญ่รอขึ้นสินค้าอยู่หน้าโรงงาน

    จากทางแยกต้องขับรถต่อไปหน้าด่านประมาณถึงหน้าด่านประมาณ 40 กม.ตามป้ายบอกทาง ด่านปิดไปตั้งแต่ 5 โมงเย็น กลางคืนแบบนี้เลยไม่มีรถสัญจร นานๆจะเจอไฟสักแวบที่สวนเราไป เรามองหาที่พักไปเรื่อยๆเพราะไม่ได้จองไว้ กะว่าระหว่างทางใกล้ด้านน่าจะหาไม่ยาก แต่ขับมานานจนเกือบถึงด่านก็ยังไร้วี่แววเพราะเจอแต่ล้งรับซื้อผลไม้ อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเพราะที่เปิดให้บริการที่พักก็คงปิดในเวลานี้เพราะดึกมากแล้ว เรายังคงขับรถเข้าไปเรื่อยๆ คิดกันว่าจะไปให้ถึงหน้าด่านไปเลยถ้าหาที่พักไม่ได้จริงๆก็นอนบนรถนี่แหละ เพื่อรอเจอไกด์จากฝั่งเขมรมารับเราตอน 8 โมงเช้าพรุ่งนี้ จนมาถึงจุดตรวจที่ทหารเฝ้าก็ค่อยอุ่นใจ น้องทหารตรวจรถเรารอบๆ แล้วชี้ให้ดูโรงแรมใกล้ๆ จุดตรวจที่เปิดอยู่เมื่อเราสอบถามหาที่พักจากพวกเขา นั่นเป็นโรงแรมแรกที่เราเจอหลังจากเลี้ยวจากทางแยกขับมา 40 กม. ลุ้นกันว่าขอให้มีคนเฝ้า จะได้เข้าที่พักเลยไม่ต้องตระเวนหากันต่อ เพราะง่วงกันมากแล้ว

    ภายในห้องพัก ABC Place เพิ่งเปิดได้ 4 เดือน ราคาไม่แพง สะดวก สะอาดมาก ใกล้ด่านบ้านแหลม

    ที่พักชื่อ ABC PLACE มีคนเฝ้าและมีหัองว่าง ที่พักราคา 500 บาท/ห้อง ไม่มีอาหารเช้า ตอนนั้นเท่าไหร่ก็จ่ายเพราะเพลียเต็มทน คืนนี้ไม่ผิดหวัง ที่พักยังใหม่ แอร์เย็น นอนหลับสบาย และไม่น่ากลัว อย่างน้อยก็นอนอยู่ใกล้จุดตรวจมีทหารคอยเฝ้า

    ถึงการเดินทางมาชายแดนอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดแบบเด็กๆเมื่อหลายสิบปีก่อน เราไม่ต้องนั่งรถปุเลงๆ ในป่าทึบ คอยระวังสัตว์ร้าย (และแน่นอนว่าพลอยเม็ดงามๆ ก็คงหมดเกลี้ยงไปแล้ว ความหวังจะรวยก็สลายไปด้วย 555) แต่ก็ยังกังวลกับโจร หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นบนทางเปลี่ยวตอนกลางคืนที่ไม่คุ้นเคยแถบชายแดน แถมต้องคอยลุ้นหาที่พัก ยังมีความตื่นเต้นให้เราต้องตื่นตัวคอยช่วยกันมองดูรอบๆ ให้แน่ใจในความปลอดภัยที่เส้นทางชายแดนแห่งนี้ การที่เรามีความตั้งใจแม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ได้มาถึงยังที่ซึ่งหวังไว้ในความทรงจำวัยเด็ก ก็ถือว่าเป็นการทำให้ฝันเป็นจริงได้เหมือนกัน รู้สึกนอนหลับสนิท ตายตาหลับ เพื่อพบกับความตั้งใจอีกอย่างในการเดินทางมาเขมรเที่ยวนี้ในวันพรุ่งนี้ที่พระตะบอง