Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • กลางทะเลทรายอันแห้งแล้งและเงียบสงบของอุซเบกิสถาน… ใครจะเชื่อว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ที่โลกลืมเลือน ภูมิทัศน์เวิ้งว้างที่เห็นอยู่รอบตัวในปัจจุบัน อดีตคือใจกลางของ “อาณาจักรโฆเรซม์” (Khorezm) โอเอซิสโบราณสายสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันผ่านเส้นทางสายไหม

    Toprak Kala: นครหลวงดินเหนียวใต้ร่มเงาเปอร์เซีย

    พิกัดแรกที่นำทางเราย้อนเวลากลับไปเกือบสองพันปีคือ Toprak Kala (ทอ-ปัค คา-ลา) ป้อมปราการดินเหนียวขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนทรายอันร้อนระอุ

    ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่หนาตาในปัจจุบัน ในอดีตไม่ได้เป็นเพียงแค่ป้อมปราการทางทหารเท่านั้น แต่ที่นี่คือถิ่นฐาน นครหลวง และพระราชวังอันหรูหราของกษัตริย์โฆเรซม์โบราณ เป็นยุคสมัยที่วัฒนธรรมเปอร์เซียและศาสนาโซโรอัสเตอร์ (ลัทธิบูชาไฟ) ยังคงเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด

    (เพิ่มเติม…)
  • หากคุณคิดว่า “ส่าหรี” คือเสื้อผ้าชนิดเดียวที่เป็นตัวแทนของหญิงสาวอินเดีย… ฉันอยากชวนคุณมารู้จักกับอีกหนึ่งจิตวิญญาณแห่งแฟชั่นหัตถศิลป์ที่ซ่อนตัวอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศ ณ เขตกัจฉ์ (Kutch) รัฐคุชราต ดินแดนกึ่งทะเลทรายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าทึ่ง

    จากการเดินทางไปเยือนคุชราต ฉันได้พบกับสตรีชาวคัช (Kutchi) และชาวราพารี (Rabari) ในชุดพื้นเมืองสีสันสดใสที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ชุดนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ชาณิยา โชลี’ (Chaniya Choli)’ ซึ่งแฝงไปด้วยภูมิปัญญา การเอาตัวรอดจากภูมิประเทศอันแห้งแล้ง และความรักที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น…

    มาถอดรหัสความลับที่ซ่อนอยู่บนผืนผ้าชุดนี้ไปพร้อมๆ กันค่ะ

    (เพิ่มเติม…)
  • Laxmi Vilas Palace: มนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมและเรื่องราวสะเทือนใจของสถาปนิก

    อภิมหาพระราชวังส่วนบุคคลที่ “ใหญ่กว่าบักกิงแฮม 4 เท่า”

    นี่ไม่ใช่แค่พระราชวังธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในที่พักอาศัยส่วนบุคคล (Private Residence) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีคนอาศัยอยู่จริง (ปัจจุบันราชวงศ์ Gaekwad ก็ยังพำนักอยู่ในบางส่วนของวังนี้)

    ที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าพระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ของอังกฤษถึง 4 เท่า! และตอนที่สร้างเสร็จในปี 1890 นั้น ที่นี่ถูกบันทึกว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างสัญชาติอินเดียที่ใช้งบประมาณก่อสร้างสูงที่สุดในยุคนั้น (ประมาณ 180,000 ปอนด์ในสมัยนั้น)

    (เพิ่มเติม…)
  • ย้อนเวลากลับไปกว่า 2,300 ปี สัมผัสความยิ่งใหญ่และความลึกลับของ ป้อมอุปคต (Uparkot Fort) ป้อมปราการหินโบราณแห่งเมืองจูนากาธ (Junagadh) รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ป้อมแห่งนี้ไม่เพียงแต่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกาลเวลาผ่านสมรภูมิรบมาถึง 16 ครั้ง แต่ลึกลงไปใต้ผืนดินยังซ่อนมรดกทางประวัติศาสตร์ ศรัทธา และสถาปัตยกรรมระดับโลกเอาไว้อย่างน่าทึ่ง

    ไฮไลท์ห้ามพลาดเมื่อมาเยือน Uparkot Fort

    • วังรานัคเทวี มหาล (Ranakdevi Mahal): ท้องพระโรงหินโบราณของกษัตริย์ฮินดูจากศตวรรษที่ 11 ที่ซ่อนโศกนาฏกรรมความรักและศักดิ์ศรีของพระมเหสี ก่อนจะถูกสุลต่านมุสลิมดัดแปลงให้กลายเป็นมัสยิดหลวง (Jama Masjid) ในศตวรรษที่ 15
    • บ่อน้ำขั้นบันไดโบราณ & ไปรษณีย์นกพิราบ: ดิ่งลึกสู่ นาฟกาน คูโอ (Navghan Kuvo) ระบบกักเก็บน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ และร่องรอยหน้าผาหินที่สลักเป็นช่องรังนกพิราบสื่อสาร ซึ่งทำหน้าที่ส่งสารลับในยามที่ป้อมถูกล้อมโจมตี
    • ถ้ำพุทธใต้ดินศตวรรษที่ 2 (Uparkot Caves): มหัศจรรย์แห่งศรัทธายุคเดียวกับถ้ำอชันต้า กับการแกะสลักเจาะหินย้อนหลังจากบนลงล่างให้กลายเป็นโถงปฏิบัติธรรม 2 ชั้น โดดเด่นด้วยเสาหินที่ผสมผสานศิลปะสไตล์ซินเธียนและกรีกโบราณ
  • อินเดียไม่ได้มีดีแค่ทัชมาฮาล… หากใครมีโอกาสได้เดินทางมาเยือน รัฐคุชราต (Gujarat) ทางตะวันตกของอินเดีย และได้แวะมาที่ อุทยานโบราณคดีจัมปาเนร์-ปาวากาธ (Champaner-Pavagadh Archaeological Park) คุณจะได้พบกับหนึ่งในโบราณสถานที่จะทำให้นิ่งอึ้งและตกอยู่ในมนต์สะกดทันทีที่เห็น นั่นคือ “จามามัสยิด” (Jama Masjid) เพชรเม็ดงามสไตล์อินโด-อิสลามที่ซ่อนตัวอยู่

    และนี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงมีความสำคัญและน่าสนใจจนสายเดินทางห้ามพลาด!

    1. อนุสรณ์สถานแห่งยุคทอง โดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

    ย้อนเวลากลับไปในศตวรรษที่ 16 มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1512 โดย สุลต่านมะห์มูด เบกาดา (Sultan Mahmud Begada) กษัตริย์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งแคว้นคุชราต พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่จัมปาเนร์ และมุ่งมั่นที่จะเนรมิตเมืองนี้ให้เป็นหนึ่งในนครที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดในอินเดีย โดย “จามามัสยิด” แห่งนี้ ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างอย่างประณีตยาวนานถึง 25 ปีเต็ม เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและมัสยิดหลักประจำเมืองหลวงใหม่

    2. นครลึกลับกลางป่าลึกที่ถูกลืมเลือน

    หน้าประวัติศาสตร์พลิกผันเมื่อสุลต่านสิ้นพระชนม์ ศูนย์กลางอำนาจและเมืองหลวงถูกย้ายไปที่อื่น ทำให้จัมปาเนร์ค่อยๆ ถูกลดบทบาท และกลายเป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้างให้จมหายไปในผืนป่าลึกนานนับร้อยปี! แต่ความน่าอัศจรรย์คือ การถูกลืมนี้กลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี เพราะทำให้ที่นี่เป็นเมืองอิสลามในศตวรรษที่ 16 เพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพโครงสร้างผังเมืองเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดย UNESCO ก่อนที่จะถูกความเจริญยุคโมเดิร์นเข้ามารบกวน

    3. จุดสูงสุดของการหลอมรวมทางวัฒนธรรม (Indo-Islamic Art)

    สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวและนักประวัติศาสตร์ตื่นตาตื่นใจที่สุดเมื่อได้เห็นของจริง คือความละเอียดอ่อนของงานศิลปะแบบ อินโด-อิสลาม (Indo-Islamic) ในอดีต สุลต่านได้ทรงจ้างสถาปนิกและช่างฝีมือท้องถิ่นที่เป็นชาวฮินดูและชาวเชนมาช่วยสร้างมัสยิด ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นความมหัศจรรย์ทางสายตา โครงสร้างใหญ่โตของโดมและแนวเสาหินนับร้อยต้นเป็นไปตามขนบของมัสยิดอิสลาม แต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ทุกตารางนิ้วกลับอัดแน่นไปด้วยงานแกะสลักหินฉลุ (Jali Screens) ที่อ่อนช้อย, ลายเครือเถา, งานสลักระเบียง และที่พลาดไม่ได้คือ “ลวดลายดอกบัวซ้อนชั้นบนเพดานโดมหลัก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ของฝั่งฮินดู เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมและความเชื่อที่ต่างกัน สามารถหลอมรวมอยู่ด้วยกันได้อย่างงดงามและสันติที่สุด