ต้นเดือนเพิ่งลงใต้ ปลายเดือนขึ้นเหนือไปเที่ยวสุโขทัยกันอีกแล้วค่ะ เพราะวิ่งจึงมีข้ออ้างได้เที่ยว เพราะชอบเที่ยวจึงออกวิ่ง ไม่ว่าจะเหตุผลได้ แต่เราได้ทั้งวิ่งทั้งเที่ยว สุขภาพดี ได้เปิดหู เปิดตา เห็นอะไรใหม่ๆ สัมผัสสิ่งใหม่ๆ ในรูปแบบที่ชอบกันค่ะ
สุโขทัย เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยากจะไปเที่ยวเพราะมีโบราณสถานที่น่าสนใจ เป็นเมืองเก่าแก่ยุคก่อนอยุธยา ที่เราเคยได้ร่ำเรียนกันมาแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเค้าซักที พอดีช่วงนี้จังหวะดีค่ะ มีผู้จัดงานวิ่ง จัดงานวิ่งที่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองเก่าจังหวัดสุโขทัย เลยได้มีโอกาสชักชวนเพื่อนๆที่รักการออกกำลัง ชอบวิ่ง ชอบเที่ยวมารวมตัวกันจัดทริปไปเที่ยวและวิ่งพร้อมๆกันไปเลย
พวกเราเดินทางกัน 2 รถตู้ ออกเดินทางกันตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆในวันศุกร์ เพื่อจะได้มีเวลาแวะเที่ยวเต็มวันในวันเสาร์พรุ่งนี้ ก่อนจะถึงโปรแกรมวิ่งตอนเช้าตรู่วันอาทิตย์และเดินทางกลับหลังจากวิ่งเสร็จในวันอาทิตย์กันเลย
วันแรกเราแวะทานอาหารอร่อยๆ ที่สิงห์บุรี เป็นครั้งแรกที่มาสิงห์บุรีแล้วไม่ได้ทานกุ้งแม่น้ำ แต่ไปแวะทานไก่ย่างหนังกรอบ อร่อยที่ร้านไพบูลย์ไก่ย่าง ร้านใหญ่มาก ผ่านไปมาหลายครั้งไม่เคยสังเกตุ มีรถบัส รถทัวร์แวะกันมากมาย อาหารอร่อยหลายอย่าง ทั้งปลาเผา ห่อหมกปลาคร้าว ไก่ย่างหนังกรอบ ต้มยำทะเล ทอดมันปลา และส้มตำไข่เค็ม บรรยายรายการอาหารไป น้ำลายไหลไปนะเนี่ย 555 ยกให้เป็นร้านเด็ดร้านนึง คราวหน้าผ่านไปต้องหาโอกาสไปแวะอีกรอบแน่ๆ ที่สำคัญห้องน้ำสะอาดมีความรู้ด้วย
อาหารอร่อยที่ร้านไพบูลย์ไก่ย่าง
The Park ที่พักคืนแรกที่พิษณุโลก
จากนั้นเราเดินทางต่อ ฉันนั่งสัปหงกไปตลอดทางเพราะเส้นทางมืดแล้ว มองไม่เห็นอะไรมากนัก และส่วนใหญ่การเดินทางในเมืองไทย ก็เป็นเส้นทางที่คุ้นตา ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก มารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนใกล้ถึงที่พักของเราคืนแรกที่พิษณุโลก ใช้เวลาเดินทางจากสิงห์บุรีมาถึงพิษณุโลกเกือบ 5 ชั่วโมง ไกลใช่เล่นเลย และที่พักของเราคืนนี้ก็สวยงามน่ารักทีเดียว ชื่อ The Park อยู่ใกล้ๆกับตัวเมืองพิษณุโลก
หลังทานอาหารเช้าเราก็เดินทางกันต่อไปที่อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย แวะไหว้พระที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร วัดเก่าแก่ในสมัยสุโขทัย คราวนี้ไปเที่ยวกันเอง ตั้งใจไปวิ่ง ข้อมูลก็มีไม่มากนักรู้แต่ว่าไปวัดนั้นวัดนี้ตามรูปที่เคยเห็นมาก่อน งั้นขอเอาข้อมูลจากหน้าวัดมาแปะไว้ให้อ่านกันก็แล้วกันนะคะ


“สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองเชลียงหรือเมืองศรีสัชนาลัยเดิมในราวพุทธศตวรรษที่ 18 อันเป็นช่วงที่วัฒนธรรมขอมมีบทบาทอย่างสูงในประเทศไทย ดังปรากฎให้เห็นที่ซุ้มเฟื้องประตูซึ่งเป็นประติมากรรมศิลาแลงประดับปูนปั้นรูปบุคคล และรูปนางอัปสรร่ายรำที่มีลักษณะคล้ายคลึงศิลปะขอมแบบบายน
ต่อมาในสมัยสุโขทัย วัดแห่งนี้ยังคงเป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญอย่างสูงดังเห็นได้จากการสรรค์สร้างงานศิลปกรรมชิ้นเอกต่างๆ ภายในวัดเช่นพระพุทธรูปปางลีลาภายในวิหารประธาน และมณฑปพระอัฎฐารศ และยังมีหลักฐานปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงว่า
“…จารึกอันหนึ่ง มีในเมืองเชลียง สถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ…”
ปรางค์ประธานของวัดเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขยายอำนาจทางการเมืองขึ้นมายังดินแดนหัวเมืองเหนือ จนสามารถผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหน่งของอาณาจักรอยุธยาได้สำเร็จ”
วัดโคกสิงคาราม ภายในอุทยานศรีสัชนาลัย
จากนั้นก็เดินทางต่อไปทานอาหารกลางวันที่ร้านแก่งสัก อยู่ใกล้ๆเขตอุทยานศรีสัชนาลัย ฝั่งตรงข้ามร้านเป็นวัดเก่าแก่ชื่อวัดโคกสิงคาราม ซึ่งยังคงหลงเหลือซากปรักหักพังให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาชมกลุ่มวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัยที่นี่อีกแห่ง อุทยานแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองสุโขทัยประมาณ 70-80 กม. เป็นอุทยานประวัติศาสตร์สำคัญที่เมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยวสุโขทัยมักจะไม่พลาดกัน แต่สำหรับฉันคงต้องเป็นโอกาสหน้าเพราะเดี๋ยวเราต้องเดินทางต่อไปที่สุโขทัย เพื่อรับชิพ และBIB สำหรับเตรียมวิ่งพรุ่งนี้เช้า
เพื่อให้การเที่ยวครบสูตร พวกเราแวะไปดูเครื่องเงินที่อยู่ไม่ไกลชื่อร้านลำตัดเครื่องเงิน ฉันเข้าไปเดินวนดูเครื่องเงินในร้าน แล้วออกไปดูวิธีทำเครื่องเงินซึ่งอยู่ในตึกแถวฝั่งตรงข้าม เครื่องเงินที่นี่รับเงินแท้มาจากกรุงเทพนี่เอง แต่มาตกแต่งให้เป็นแบบสุโขทัย พี่สาวเล่าให้ฟังถึงวิธีทำอย่างละเอียดตั้งแต่เอาเครื่องเงินมาหลอม ให้เป็นแท่ง เป็นเส้น แล้วเอามาขึ้นรูป ประดับตกแต่งตามแบบที่ต้องการ แต่ละอันใช้เวลาในการทำขึ้นอยู่กับความยากง่าย บางแบบใช้เวลาเป็นเดือนก็มี เธอยังเล่าให้ฟังว่าสมัยนี้หาคนทำยากขึ้น ลูกหลานคนแถวๆบ้าน พอทำกันได้ เพราะเห็นมาแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ชอบ ไม่มีใจรัก เห็นสิ่งที่ทำเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่น่าสนใจ แต่วันนี้ก็มีเด็กๆนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่อื่นมาฝึกงาน ซึ่งเป็นคนที่สนใจการทำเครื่องเงิน นักศึกษาเหล่านี้จะฝึกงานไปหลายที่ทั้งที่อยุธยา สุโขทัย แล้วต่อไปจะทำงานนี้ต่อไปหรือไม่อีกก็ไม่รู้ แต่น่าสนใจตรงที่ คนอยู่ใกล้มักไม่สนใจงานที่คนไกลเห็นว่าสวย และมีคุณค่า แต่กลับเป็นคนที่อื่นซึ่งอยู่ไกลกลับต้องดั้นด้นมาเรียนถึงที่ถิ่น ความงดงามของสิ่งที่ใกล้ตัว มักจะไม่งดงามถ้าเราเห็นจนชินตา กว่าเราจะเห็นคุณค่าของมัน สิ่งที่ใกล้ตัวกลับแทบจะไม่เหลือ หรือสูญหายไปแล้ว รอให้เราดั้นด้นไปค้นหาในถิ่นทีอยู่ห่างไกลอีกครั้ง
ขั้นตอนการทำเครื่องเงิน จากร้านลำตัดเครื่องเงิน
หลังจากเช็คอินเข้าที่พักที่ไทย ไทย เกสเฮ้าส์ ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์เมืองเก่าสุโขทัย ประมาณ 1 กม. พวกเราก็สวมวิญญาณแก็งส์แฟนฉัน ปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบๆ ซึ่งเมืองเก่าแห่งนี้อยู่รวมกันในเขตเมือง สามารถขี่จักรยานเที่ยวเล่นได้สบายๆ ตอนเย็นอากาศร่ม แดดไม่แรง แต่วันนี้ผู้คนน่าจะเยอะกว่าปกติเพราะมีนักวิ่งมากมายหลั่งไหลมาเที่ยวชมกันหนาตาเลย ไม่ไกลจากอุทยานเราขี่จักรยานขึ้นไปเที่ยววัดดังอีกแห่ง ชื่อวัดศรีชุม ซึ่งมีพระพุทธรูปใหญ่เป็นเอกลักษณ์ในพระมณฑปขนาดเล็กอันคับแคบ ทำให้พระพุทธรูป หรือพระอจนะองค์นี้ดูสง่ายิ่งใหญ่อยู่ภายใน รอบๆ วัดเก่าแห่งนี้ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และซากวัดเก่าที่ยังคงหลงเหลือให้เดินชม
เกสเฮ้าส์สวยๆ มีจักรยานให้เช่าห่างจากอุทยาน 1 กม.
ปั่นจักรยานเที่ยวในอุทยานเมืองเก่าสุโขทัย
สำหรับวัดศรีชุมแห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง และถูกทิ้งร้างไปในสมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันเหลืออาคารสำคัญเพียงอาคารเดียวคือพระมณฑปที่คับแคบแห่งนี้ เป็นอาคารที่เรียกว่า “ปฏิมาฆระ” ตามความเชื่อสมัยสุโขทัยที่ไม่ใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาเหมือนโบสถ์ในสมัยปัจจุบัน แต่เพื่อเป็นการจำลอง “พระคันธกุฏี” หรือกุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญเปรียบได้กับองค์เจดีย์ประธานที่เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ ภายในพระมณฑปโดดเด่นด้วยพระพุทธรูปที่เรียกว่า “พระอจนะ” พระประธานองค์โตที่เป็นของสำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นมรดกโลกของสุโขทัย
พระอจนะ แปลว่าผู้ไม่หวั่นไหว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีเรื่องราวมหัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์ว่าเป็น “พระพุทธรูปพูดได้”
เหตุที่พูดได้นั้นมาจากในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จมาประชุมทัพที่ ณ แห่งนี้ เพื่อจะยกทัพไปปราบเมืองสวรรคโลก พระองค์ท่านต้องการสร้างขวัญ กำลังใจให้แก่เหล่าทหาร จึงได้จัดให้มีพิธีเสี่ยงทายกับพระพุทธรูป โดยเสี่ยงทายว่า การรบครั้งนี้หากได้รับชัยชนะกลับมาก็ขอให้พระอจนะกล่าวตอบ แต่หากไม่ชนะก็ไม่ต้องตอบสิ่งใด
ผลปรากฎว่า พระอจนะกล่าวตอบกลับมาจริงๆ
ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ปาฏิหารย์แต่อย่างใด แต่เป็นกุศโลบายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งก่อนทำพิธีเสี่ยงทางทรงได้ส่งคนขึ้นไปอยู่ด้านหลังเศียรพระอจนะ เพื่อคอยส่งเสียงตอบกลับมา ให้ทหารได้ฟังเหมือนกับองค์พระพุทธรูปพูดได้และตอบกลับมา เนื่องจากพระองค์ท่านต้องการสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารฮึกเหิมก่อนออกรบ
ดังนั้นพระอจนะแห่งวัดศรีชุมจึงได้รับการรำ่ลือว่าเป็นพระพุทธรูปพูดได้
วัดศรีชุม วัดที่เป็นมรดกโลกของสุโขทัย
เช้าวันต่อมาฉันและเพื่อนๆ ตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้เราเดินทางมาถึงสุโขทัย บางคนวิ่ง 21 กม. แต่ฉันยังเด็กน้อยนัก เอาแค่ 10 กม.เบาะๆพองามตามเดิม เช้านี้อากาศดีมากๆในรอบหลายเดือนที่ร่วมงานวิ่งมา มีลมเย็นๆสมกับอยู่ทางเหนือ อากาศไม่ร้อน รันทด อบอ้าว แดดก็ไม่แรง เส้นทางวิ่งสำหรับ 10 กม.มินิมาราธอน จัดให้วิ่งอยู่ภายในและรอบๆ อุทยานเมืองเก่า จึงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และพร้อมๆกับได้ชมเมืองเก่า วัดเก่า ไปพร้อมๆกัน เป็นเส้นทางวิ่งที่ฉันประทับใจมากสุดๆอันดับต้นๆเลย จนคิดว่าถ้าปีหน้าจัดอีกก็อยากจะมาร่วมอีกครั้ง แม้จะได้ข่าวว่าผู้จัดโดนด่าไปหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความล่าช้าในการแจกรางวัล เรื่องทะเลาะกับผู้เข้าร่วมวิ่งกรณีของแจกสำหรับคนจบวิ่งมาราธอน แต่ทุกเรื่องก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับฉันซึ่งหวังว่าการวิ่งจะเป็นเพียงการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง และเอาชนะตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่แข่งขันกับใคร เพราะในที่สุดฉันคงไม่มีเวลามาทุ่มเทให้กับการวิ่งได้อย่างนักวิ่งมืออาชีพ ในเมื่อยังห่วงเที่ยว ห่วงเล่น ห่วงกิน และห่วงจะทำกิจกรรมอีกมากมาย
Sukhothai Unique Running วิ่งในเส้นทางมรดกโลก
บรรยากาศรอบในเขตอุทยานยามเช้า
พวกเรารวมตัวถ่ายรูปกันอีกพักใหญ่ เพราะสถานที่สวยๆต่างจังหวัดแบบนี้ ไม่ได้มีโอกาสกันบ่อยนัก แล้วเรากลับเกสเฮ้าส์ ทานอาหารเช้า เตรียมตัวเดินทางนั่งรถยาวกลับกรุงเทพ ถึงกรุงเทพสองทุ่ม พร้อมกับฝนที่ตกหนักในกรุงเทพจนนำ้ท่วมรถติดแถวลาดพร้าวอย่างหนัก โชคดีมากๆที่สองวันที่ผ่านมาเราไปเที่ยวอากาศดี ปลอดโปร่ง ทุกวันเลย
แวะจิบกาแฟ และทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่พิษณุโลกก่อนกลับกรุงเทพ
