Nim Journey

A Legend of Travel

  • จากพระราชวังปีเตอร์ฮอฟสู่เงาอดีตแห่งโซเวียต

    เช้านี้เราออกเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปยังพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof Palace) หรือที่ใครหลายคนขนานนามว่า “แวร์ซายแห่งรัสเซีย” จุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความอลังการเกินจินตนาการ

    เราเลือกเดินทางแบบท้องถิ่น เพื่อสัมผัสชีวิตผู้คนในวันธรรมดา โดยนั่งรถมินิบัสสาย K404 ซึ่งสามารถขึ้นได้จากบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน Avtovo หรือใกล้เคียง จุดสังเกตคือลานรถตู้ที่มีป้ายสีเหลืองใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า “K404” พร้อมตารางเส้นทางจอดรับส่งต่าง ๆ รถสายนี้เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 6.30 น. จนถึงเที่ยงคืน เดินรถถี่ทุก ๆ 10 นาที เรียกได้ว่าสะดวกและง่ายมากสำหรับนักเดินทางอย่างเรา

    (เพิ่มเติม…)
  • พระราชวังแคทเธอรีน – พระราชวังฤดูร้อนที่แสนโอ่อ่า

    ในวันที่สองของการเดินทางในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เราเลือกออกนอกเมืองเพื่อไปเยือนหนึ่งในพระราชวังที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดของรัสเซีย — พระราชวังแคทเธอรีน (Catherine Palace) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพุชกิน (Pushkin) หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า “ซาร์สโกเย เซโล” (Tsarskoye Selo) เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งพักผ่อนฤดูร้อนของราชวงศ์รัสเซีย เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประมาณ 25 กิโลเมตร และโอบล้อมไปด้วยสวนเขียวขจีและอาคารเก่าแก่ที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต

    การเดินทาง

    จากตัวเมือง เราเริ่มต้นการเดินทางโดยขึ้นรถไฟชานเมืองจากสถานี Vitebsky Station มุ่งหน้าสู่สถานี Tsarskoye Selo ใช้เวลาราว 30–40 นาที จากนั้นต่อรถบัสท้องถิ่นอีกไม่กี่นาทีก็ถึงทางเข้าพระราชวัง ระหว่างทางนั่งรถไฟ เราได้ชมวิวชนบทของรัสเซียที่เปลี่ยนไปจากความคึกคักในเมืองใหญ่ เป็นภาพของทุ่งหญ้ากว้าง สวนป่า และบ้านเรือนสไตล์ดั้งเดิมที่ดูอบอุ่นและสงบ เรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์

    พระราชวังแคทเธอรีน (Catherine Palace)

    เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณพระราชวัง สิ่งแรกที่สะกดสายตาคืออาคารสีฟ้าอ่อนตัดกับกรอบสีขาวทองที่ส่องประกายภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ อาคารหลักทอดตัวยาวเป็นร้อยเมตร ประดับด้วยองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่หรูหราในแบบบาโรกและโรโคโค หน้าต่างเรียงรายอย่างสมมาตร ซุ้มประตูโค้ง และลวดลายปูนปั้นล้วนเป็นงานศิลป์ที่ถ่ายทอดความโอ่อ่าของราชสำนักอย่างแท้จริง

    ภายในพระราชวังประกอบด้วยห้องสำคัญหลายแห่ง แต่ห้องที่โด่งดังที่สุดคือ ห้องอำพัน (Amber Room) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก” ทั้งห้องตกแต่งด้วยแผ่นอำพันที่ผ่านการแกะสลักอย่างปราณีต ผสมผสานกับกระจกทองคำ และงานฝีมือระดับสูง ห้องนี้เคยสูญหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังถูกกองทัพนาซียึดครอง และเพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างละเอียดตามแบบฉบับดั้งเดิม

    พระราชวังแคทเธอรีนไม่ใช่เพียงสถานที่ประทับฤดูร้อนของราชวงศ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีของชีวิตในราชสำนัก สถานที่จัดงานเลี้ยงสำคัญ พิธีการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ด้านหลังพระราชวังเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่งดงามด้วยทะเลสาบ สะพานหิน พาวิลเลียนกลางน้ำ และสวนเรขาคณิตที่ผสมผสานระหว่างความอ่อนช้อยแบบฝรั่งเศสกับเส้นสายอิสระแบบอังกฤษได้อย่างลงตัว

    พระราชวังแคทเธอรีน ได้รับชื่อตาม พระนางแคทเธอรีนที่ 1 มเหสีของ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 หลังจากพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ทรงมีชัยในการเปลี่ยนแปลงรัสเซียเข้าสู่ความเป็นประเทศทันสมัยแบบตะวันตก พระนางแคทเธอรีนที่ 1 ผู้เคยเป็นหญิงสามัญชน ได้กลายมาเป็นจักรพรรดินีองค์แรกแห่งจักรวรรดิรัสเซียภายหลังการสวรรคตของพระสวามี ความรักของพระองค์ที่มีต่อสวนสงบและสถานที่พักผ่อนอันเงียบงาม จึงสะท้อนอยู่ในแนวคิดการออกแบบพระราชวังและสวนรอบด้านแห่งนี้

    ต่อมาในรัชสมัยของ พระนางอลิซาเบธ พระราชธิดาของทั้งสอง พระราชวังแคทเธอรีนได้ถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ กลายเป็นพระราชวังที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยฝีมือของสถาปนิกชาวอิตาเลียน Bartolomeo Rastrelli ผู้เป็นคนออกแบบโครงสร้างใหม่ในแบบ โรโคโค (Rococo) ให้มีระเบียงเสารับแสง พระแสงสีทองโดดเด่น และรายละเอียดที่หรูหราอลังการ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์รัสเซีย

    ในเวลาต่อมา พระราชวังแห่งนี้ยังคงได้รับความสำคัญในยุคของ พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ พระนางแคทเธอรีนมหาราช (Catherine the Great) จักรพรรดินีผู้เป็นหนึ่งในผู้นำหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ครองอำนาจ แต่ยังทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ และปรัชญา ทรงหลงใหลในอารยธรรมยุโรปตะวันตก และพยายามผลักดันให้รัสเซียมีบทบาทโดดเด่นในเวทีโลก พระนางทรงใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นฉากหลังของชีวิตในราชสำนัก และงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจากนานาชาติ

    แม้พระนางแคทเธอรีนที่ 1 และพระนางแคทเธอรีนที่ 2 จะมีพระนามเหมือนกัน แต่ความเกี่ยวข้องของทั้งสองหาใช่สายเลือดไม่ — พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือที่รู้จักในพระนาม Catherine the Great นั้น ทรงมีเชื้อสายเยอรมัน และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์รัสเซียโดยการเสกสมรสกับ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระนางแคทเธอรีนที่ 1 ผ่านทางสายพระราชโอรสของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช กล่าวคือ แคทเธอรีนที่ 2 เป็นจักรพรรดินีโดยสมรส มิใช่ทายาทสายตรง แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ และบทบาทในประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ จึงกลายเป็นพระนางที่มีความสำคัญยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียเทียบเท่าหรือยิ่งกว่าพระนางผู้มีพระนามเดียวกัน

    พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ Catherine the Great

    พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ Catherine the Great

    พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ Catherine the Great ทรงเป็นจักรพรรดินีผู้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของรัสเซียอย่างแท้จริง พระองค์ไม่เพียงขึ้นครองราชย์หลังรัฐประหารพระสวามี แต่ยังทรงนำพารัสเซียสู่ยุคทองแห่งการปฏิรูปและขยายอาณาเขต

    ภายใต้รัชสมัยของพระองค์ (ค.ศ. 1762–1796) รัสเซียเติบโตทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม พระนางทรงมีบทบาทสำคัญในการยึดดินแดนจากอาณาจักรออตโตมัน ขยายอิทธิพลลงทะเลดำ และผนวกรวมโปแลนด์บางส่วนเข้ามาเป็นของรัสเซีย พระองค์ยังเป็นผู้อุปถัมภ์นักปรัชญายุค Enlightenment เช่น วอลแตร์ และดิดโรต์ สนับสนุนการก่อตั้งห้องสมุด โรงเรียน และมหาวิทยาลัยใหม่ รวมถึงสนับสนุนให้มีการปฏิรูประบบกฎหมายให้ทันสมัย ทรงส่งเสริมการศึกษาของสตรี และวางรากฐานให้รัสเซียกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจยุโรป

    แม้การปกครองจะยังคงระบบเจ้าขุนมูลนาย แต่พระนางแคทเธอรีนที่ 2 ก็ได้จารึกพระนามไว้ในฐานะสตรีเหล็กผู้ยกระดับรัสเซียจากชาติชนบทสู่จักรวรรดิอารยะ พระองค์ยังทรงจัดตั้งสถาบันศิลปะ พิพิธภัณฑ์ และสนับสนุนศิลปินทั้งชาวรัสเซียและต่างประเทศ จนทำให้วัฒนธรรมรัสเซียในยุคนั้นเฟื่องฟูถึงขีดสุด และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

    เมื่อเดินอยู่ภายใต้เพดานทองคำและห้องโถงที่สะท้อนแสงระยิบระยับของพระราชวังแห่งนี้ ก็เหมือนได้สัมผัสเงาของบุคคลทั้งสองผู้เป็นเสาหลักของประวัติศาสตร์รัสเซีย — แคทเธอรีนผู้เริ่มต้น และแคทเธอรีนผู้ยิ่งใหญ่

    การมาเยือนพระราชวังแคทเธอรีนจึงไม่ใช่แค่การชมสถานที่งดงาม แต่ยังเป็นการเดินผ่านห้วงประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทต่อทิศทางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ทุกย่างก้าวที่เดินบนพื้นไม้ขัดเงา หรือมองผ่านหน้าต่างสูงที่แสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามา คือการย้อนรอยอดีตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งอำนาจ ศิลปะ และความรุ่งเรือง

    โบสถ์ Chesme (Chesme Church)

    เราออกจากบริเวณสวนด้านหลัง และบังเอิญพบกับอาคารหลังน้อยสีชมพูพาสเทลสะดุดตาท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม นั่นคือ โบสถ์เชสม (Chesme Church) หรือชื่อเต็มว่า Church of Saint John the Baptist at Chesme Palace โบสถ์เล็กแต่โดดเด่นแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1780–1788 โดยพระบัญชาของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 เพื่อระลึกถึงชัยชนะของรัสเซียในการรบที่อ่าวเชสมกับจักรวรรดิออตโตมัน

    โบสถ์แห่งนี้เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมโกธิกผสมบาโรกที่หาได้ยากในรัสเซีย สีชมพูและขาวที่ตกแต่งด้านนอกชวนให้นึกถึงขนมหวานในเทพนิยาย และลวดลายที่ประณีตทำให้ดูราวกับเป็นโบสถ์ในหนังสือนิทาน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ พระราชวังเชสม (Chesme Palace) ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือแล้ว เหลือเพียงโบสถ์หลังนี้ที่ยังคงเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงชัยชนะ และรสนิยมทางศิลปะของจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่

  • ข้ามคืนจากมอสโคว์สู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก – ยามเช้าแห่งความสงบและความงดงาม

    เมื่อคืนนี้ เรานั่งรถไฟตู้นอนออกจากมอสโคว์ มุ่งหน้าสู่เมืองทางเหนือที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรม — เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เราเลือกห้องโดยสารแบบ 4 เตียง มีทั้งชั้นล่างและชั้นบน เดินทางกันสามคน และด้วยความเพลีย เพื่อนที่ได้นอนชั้นบนก็เลยแอบย้ายมานอนเตียงล่างที่ว่างอยู่ แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมาพบเข้า จึงถูกปรับตามระเบียบ เตียงล่างมีราคาสูงกว่าเตียงบน ซึ่งเราก็ยอมรับโดยดี เพราะเข้าใจว่าผิดจริง ๆ

    เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)

    ถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในยามเช้าตรู่ — เมืองทั้งเมืองดูเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และดูเหมือนฝนจะตกในช่วงกลางคืน เพราะถนนยังเปียกชื้นอยู่บางส่วน แสงแดดยามเช้าทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวลและอบอุ่นขึ้นอีกนิด อาคารริมถนนค่อย ๆ ถูกแสงอาทิตย์แต่งแต้มให้เรืองรอง เผยให้เห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปอย่างชัดเจน

    อนุสาวรีย์พระนางแคทเธอรีนมหาราช (Catherine the Great Monument)

    เราเดินลากกระเป๋าไปตามทางเท้าของถนน Nevsky Prospect ซึ่งเป็นถนนสายหลักและเก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งของเมือง ตัดผ่านใจกลางเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเมืองนี้ ระหว่างทางผ่านสวนเล็ก ๆ ที่ร่มรื่น มองเห็น อนุสาวรีย์พระนางแคทเธอรีนมหาราช (Catherine the Great Monument) ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางต้นไม้ ยังไม่ได้แวะเข้าไปใกล้ คิดว่าคงจะมีโอกาสทักทายกันอีกทีในช่วงสายของวัน

    แม่น้ำใสนิ่งในยามเช้า ของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ขณะเดินข้ามสะพานสายหนึ่ง ฉันหยุดมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อาจละสายตา — แม่น้ำที่ใสและนิ่งดุจกระจก สะท้อนภาพอาคารสวยงามริมสองฝั่งลงไปในผืนน้ำ จนดูราวกับมีอีกเมืองหนึ่งกลับหัวอยู่ข้างล่าง เรือท่องเที่ยวสีขาวลำเล็กจอดสงบอยู่ริมตลิ่ง บรรยากาศทั้งหมดนั้นให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเหมือนเวลาเดินช้าลง

    หลังจากเก็บสัมภาระไว้ที่พักและรอเวลาเช็คอิน เรามีเวลาสั้น ๆ สำหรับการสำรวจเมืองในช่วงเช้า และเพียงไม่นานเราก็เริ่มรู้สึกได้ถึงเสน่ห์ที่แตกต่างของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นเมืองที่ไม่พลุกพล่านเท่ามอสโคว์ แต่กลับแฝงไปด้วยความโอ่อ่า สง่างาม และสถาปัตยกรรม

    เราเดินตามถนนใหญ่ ก่อนจะเลี้ยวไปตามแม่น้ำจากมุมสะพานสายนี้เอง เราได้เห็นปลายยอดโดมหลากสีของ โบสถ์แห่งการชำระเลือด (Church of the Savior on Spilled Blood) โผล่พ้นหลังคาตึกขึ้นมาอย่างโดดเด่น ความวิจิตรของยอดโดมที่ถูกประดับด้วยสีทอง ฟ้า เขียว และลวดลายขดวนในแบบรัสเซียดั้งเดิม ทำให้เราต้องรีบเดินตรงเข้าไปใกล้ทันที

    โบสถ์แห่งการชำระเลือด (Church of the Savior on Spilled Blood)

    โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นบนสถานที่ที่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ. 1881 จึงเป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และอนุสรณ์สถานในเวลาเดียวกัน ตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจากโบสถ์เซนต์เบซิลที่มอสโคว์ แต่มีรายละเอียดที่ซับซ้อนยิ่งกว่า โดยเฉพาะภายในที่ตกแต่งด้วย กระเบื้องโมเสกกว่า 7,500 ตารางเมตร — ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย

    ภายในโบสถ์เงียบสงบ และเต็มไปด้วยภาพโมเสกของนักบุญต่าง ๆ รายล้อมด้วยทองคำและสีสันเจิดจ้า แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนกับพื้นผิวผนังจนดูราวกับแสงศักดิ์สิทธิ์ ก้าวเดินในโบสถ์แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ที่ซึ่งเรื่องเล่าในพระคัมภีร์ค่อย ๆ มีชีวิตขึ้นมาผ่านงานศิลปะ

    หลังใช้เวลาชื่นชมความวิจิตรของศาสนสถานแห่งนี้จนเต็มอิ่ม เราจึงค่อย ๆ เดินกลับออกมา พร้อมความรู้สึกเหมือนได้สัมผัสหัวใจของประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

    ระหว่างทางจากโบสถ์ เราเดินตัดผ่านอาคารสไตล์อาร์ตนูโวที่มีโดมแก้วบนยอดตึก — นั่นคือ อาคาร Singer House หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dom Knigi ร้านหนังสือเก่าแก่ชื่อดังของเมือง อาคารนี้เคยเป็นสำนักงานของบริษัท Singer ผู้ผลิตจักรเย็บผ้าระดับโลก และถือเป็นหนึ่งในอาคารสไตล์อาร์ตนูโวที่งดงามที่สุดในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    เรายังคงเดินต่อไปจนถึงปลายถนนที่เปิดกว้างเข้าสู่ พระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารสีเขียวพาสเทลตัดขอบขาวทองที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นั่นคืออาคารหลักของ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ (Hermitage Museum) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก เพียงแค่เดินผ่านด้านหน้า ก็สัมผัสได้ถึงความอลังการของอดีตอาณาจักรอันรุ่งโรจน์ของรัสเซีย

    มหาวิหารเซนต์ไอแซค (Saint Isaac’s Cathedral)

    จากนั้นเราเดินเท้าเรื่อยมา จนได้พบกับอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส — มหาวิหารเซนต์ไอแซค (Saint Isaac’s Cathedral) ไม่เพียงเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย และติดอันดับหนึ่งในโบสถ์โดมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตมหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นโบสถ์หลักประจำรัฐจักรวรรดิรัสเซีย ใช้ในการประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์ และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและศรัทธาในยุคที่ศาสนาและรัฐยังเดินเคียงข้างกันอย่างแน่นแฟ้น นอกจากนี้ยังเคยถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งอเทวนิยมในยุคโซเวียต ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมรัสเซียอย่างลึกซึ้ง

    มหาวิหารเซนต์ไอแซค (Saint Isaac’s Cathedral)

    ด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกที่ผสมผสานกลิ่นอายเรอเนสซองซ์ มหาวิหารหลังนี้ดูสง่างามราวปราสาทหินในยุคโบราณ โดมทองคำขนาดมหึมาสูงกว่า 100 เมตร เป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้จากหลายมุมเมือง และในวันที่แสงแดดอาบเมืองเช่นวันนี้ ผิวทองของโดมก็ส่องประกายอร่ามตาเป็นพิเศษ

    ภายนอกมหาวิหารประดับประดาด้วยเสาหินแกรนิตสีแดงเข้มจากคาร์เรเลียกว่า 112 ต้น รูปปั้นสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ประดับอยู่ตามมุมหลังคา แต่ละองค์คือเทพ เทวา และนักบุญในความเชื่อคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ ซึ่งล้วนมีความหมายลึกซึ้ง ภายในโบสถ์ยิ่งวิจิตรตระการตา — ผนัง ประตู และโดม ถูกประดับด้วยหินอ่อน โมเสก และจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม

    มหาวิหารแห่งนี้เริ่มต้นก่อสร้างในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 โดยใช้เวลากว่า 40 ปี (ค.ศ. 1818–1858) จึงแล้วเสร็จ เป้าหมายคือการสร้างศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีแห่งจักรวรรดิรัสเซีย และเมื่อได้ย่างเท้าเข้าสู่ภายใน ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมงานชิ้นเอกแห่งความอุตสาหะและความศรัทธานี้จึงสามารถดึงดูดใจผู้มาเยือนได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

    อนุสาวรีย์ปีเตอร์มหาราช (The Bronze Horseman)

    ถัดจากมหาวิหารเพียงไม่ไกล เราก็ได้พบกับ อนุสาวรีย์ปีเตอร์มหาราช (The Bronze Horseman) รูปปั้นทองสัมฤทธิ์อันโด่งดังที่แสดงภาพซาร์ปีเตอร์ที่ 1 ขณะควบม้าเหยียบทับอสรพิษซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศัตรูของรัฐ รูปปั้นนี้ตั้งอยู่บนแท่งหินแกรนิตยักษ์ที่ชื่อว่า “Thunder Stone” และถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของพระนางแคทเธอรีนมหาราช เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้ก่อตั้งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อนุสาวรีย์นี้ไม่เพียงเป็นผลงานศิลปะระดับโลก แต่ยังเป็นหัวใจของจิตวิญญาณเมือง และมีตำนานเล่าว่าตราบใดที่อนุสาวรีย์ยังตั้งอยู่ ศัตรูจะไม่มีวันยึดเมืองนี้ได้

    เรายืนมองรูปปั้นด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต ก่อนจะเดินต่อไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนวา สายน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและเมืองมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง

    พิพิธภัณฑ์คุนซ์คาเมรา (Kunstkamera) อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเนวา

    แสงแดดยามเย็นตกกระทบผิวน้ำเป็นระลอกระยิบระยับ สายลมเย็นโชยผ่านริมฝั่งทำให้แม้แต่ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทั้งวันก็คล้ายจะจางหายไป เรายืนมองเรือท่องเที่ยวล่องไปอย่างช้า ๆ ข้ามแม่น้ำ และทอดสายตาไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์คุนซ์คาเมรา (Kunstkamera) — พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งแรกของรัสเซียที่ก่อตั้งโดยซาร์ปีเตอร์มหาราช

    จากจุดชมวิวริมฝั่งแม่น้ำ เราเดินวกกลับมาทาง Palace Square ซึ่งเป็นลานกว้างใจกลางเมืองที่เคยเป็นเวทีของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งการปฏิวัติปี 1917 และงานเฉลิมฉลองใหญ่ของราชวงศ์ อาคารสีเหลืองนวลและซุ้มประตูโค้งของ General Staff Building ที่มีรูปปั้นเทพีสงครามประดับอยู่ด้านบนดูโดดเด่นใต้แสงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงทุกขณะ

    และก่อนที่ฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เราก็มาแวะพักนั่งที่สวนหน้ามหาวิหารคาซาน (Kazan Cathedral) อีกแห่งหนึ่งที่งดงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโรมัน เสาระเบียงรูปโค้งรายล้อมลานน้ำพุเล็ก ๆ กลางสวน กลายเป็นจุดนั่งพักผ่อนของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมือง

    ขากลับที่พัก เราเดินผ่านอาคารมากมายที่แม้จะได้ชมเพียงแค่ภายนอก แต่ก็น่าทึ่งด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตร บอกเล่าเรื่องราวของเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง… และนี่ก็เป็นเพียงแค่วันแรกจากเวลาสามวันที่เราจะได้ใช้ร่วมกับเมืองแสนสง่างามแห่งนี้

  • หลากหลายบรรยากาศใน Moscow

    เช้านี้ฉันเริ่มต้นวันด้วยการไปเยือนหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของรัสเซีย มหาวิหารแห่งพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด (Cathedral of Christ the Saviour)

    มหาวิหารแห่งพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอด (Cathedral of Christ the Saviour)

    หลังจากมหาวิหารเดิมถูกทำลายลงในปี 1931 รัฐบาลโซเวียตได้วางแผนจะสร้าง “พระราชวังแห่งสภา” (Palace of the Soviets) แทน แต่แผนล้มเหลว ต่อมาพื้นที่แห่งนี้ถูกปรับให้เป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ชื่อว่า Moskva Pool ซึ่งถือว่าเป็นสระว่ายน้ำเปิดโล่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น ก่อนจะถูกรื้อและสร้างวิหารขึ้นใหม่ในปี 1995 มหาวิหารแห่งนี้เป็นโบสถ์คริสต์ออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Moskva ไม่ไกลจากเครมลิน ตัววิหารโดดเด่นด้วยโดมทองขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเมื่อกระทบแสงแดด

    Cathedral of Christ the Saviour

    มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือกองทัพนโปเลียน แต่ถูกทำลายลงในยุคโซเวียต แล้วจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1995 บนพื้นที่เดิมตามแบบดั้งเดิม ถือเป็นการฟื้นฟูความเชื่อและประวัติศาสตร์ในยุคหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย

    หลังจากเดินชมรอบมหาวิหาร ฉันข้ามสะพานที่ทอดยาวเหนือแม่น้ำ Moskva ทิวทัศน์จากตรงนี้มองย้อนกลับไปยังเครมลินได้อย่างงดงาม เห็นกำแพงแดง หอคอยสูง และโบสถ์โดมทองตั้งตระหง่านอยู่ในฉากหลังที่ดูเหมือนภาพวาด

    อนุสาวรีย์ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 (Monument to Alexander II)

    เมื่อเดินข้ามมายังฝั่งตรงข้าม ฉันแวะชม อนุสาวรีย์ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 (Monument to Alexander II) ที่ตั้งอยู่ในสวนใกล้ ๆ กับมหาวิหาร อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าซาร์ที่มีบทบาทในการเลิกทาสในรัสเซียในปี 1861 ด้านหลังมีซุ้มเสาโรมันแบบนีโอคลาสสิก ล้อมรอบรูปปั้นองค์ซาร์ที่ดูสง่างามและเคร่งขรึม

    ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีความก้าวหน้าในยุคนั้น เพราะเขาปฏิรูประบบการปกครอง การศึกษา และระบบกฎหมายในหลายด้าน จนได้รับสมญานามว่า “ผู้ปลดปล่อย”

    อนุสาวรีย์ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2

    บรรยากาศรอบ ๆ อนุสาวรีย์เงียบสงบ ต้นไม้เขียวร่มรื่น อาคารสีฟ้าสดที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ช่วยเติมสีสันให้กับภาพรวมของสถานที่ได้ดีทีเดียว

    หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปและซึมซับบรรยากาศอยู่สักพัก ก็ได้เวลาเดินต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็ยังมองเห็นแม่น้ำ Moskva และทิวทัศน์ฝั่งเครมลินแบบเต็มสายตาอีกครั้ง มุมมองจากตรงนี้ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของศูนย์กลางประวัติศาสตร์รัสเซียได้ชัดเจนขึ้นอีก

    แม่น้ำ Moskva และทิวทัศน์ฝั่งเครมลิน

    Novodevichy Convent (อารามโนโวดิวีชี)

    ช่วงสายฉันเปลี่ยนบรรยากาศไปที่ Novodevichy Convent (อารามโนโวดิวีชี) ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกมาสักหน่อย ที่นี่เป็นหนึ่งในอารามที่เก่าแก่และสง่างามที่สุดในกรุงมอสโคว์ สร้างขึ้นในปี 1524 เพื่อเฉลิมฉลองการยึดเมืองสมอลเลนสค์กลับคืนจากพวกโปแลนด์-ลิทัวเนีย โดดเด่นด้วยกำแพงสีขาวและหอคอยสีแดง รูปแบบสถาปัตยกรรมบาโรกผสมรัสเซียคลาสสิกทำให้ดูสวยแปลกตา

    ภายในอารามมีโบสถ์หลายหลัง และสวนที่เงียบสงบร่มรื่นเหมาะกับการเดินเล่นหรือหยุดพักใจ หนึ่งในจุดเด่นคือโบสถ์ที่มีโดมทองและเงินตั้งเรียงรายกันอย่างลงตัว ภายในบางจุดมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี

    อารามโนโวดิวีชีเคยใช้เป็นสถานที่จำพรรษาของหญิงในราชวงศ์และหญิงชนชั้นสูงที่ถูกส่งมาอยู่ในอารามตามข้อตกลงทางการเมือง ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เช่นเดียวกับเครมลิน

    การมาเยือนอารามแห่งนี้เหมือนการได้พักใจและย้อนกลับไปในยุคอดีตอย่างแท้จริง เส้นทางเดินรอบ ๆ มีทั้งเงาร่มไม้และแสงแดดลอดผ่าน สร้างความรู้สึกสงบที่แตกต่างจากจัตุรัสแดงอย่างสิ้นเชิง

    Izmailovsky Market

    จากนั้นฉันเดินทางต่อไปยังย่าน Izmailovsky Market ตลาดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของฝากงานฝีมือของรัสเซียที่ใหญ่และคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในมอสโคว์ ด้านหน้าทางเข้าตลาดคืออาคารสไตล์แฟนตาซีสีขาวฟ้า มีป้อมปราการจำลอง ดูคล้ายฉากเทพนิยาย เป็นจุดที่นักท่องเทียวนิยมมาถ่ายรูปกันมาก

    ทางเข้าตลาด Izmailovsky

    ภายในตลาดมีสินค้ามากมายให้เลือก ตั้งแต่กล้องวินเทจ สมุดโน้ตเก่า ของเล่นย้อนยุค ไปจนถึงตุ๊กตาแม่ลูกดก Matryoshka ที่ขึ้นชื่อในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมรัสเซีย โดยเฉพาะร้านที่รวมของสะสมเก่า ๆ อย่างกล้องถ่ายรูปยุคโซเวียต ก็ชวนให้นักท่องเที่ยวหลายคนเดินวนอยู่นานไม่แพ้พิพิธภัณฑ์

    ตุ๊กตา Matryoshka หรือตุ๊กตาแม่ลูกดก

    ตุ๊กตา Matryoshka ตัวแรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1890 ได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตาญี่ปุ่น แต่ถูกพัฒนาให้มีลวดลายแบบรัสเซียและกลายเป็นของฝากยอดนิยมที่แสดงถึงความเป็นแม่ การให้กำเนิด และวัฒนธรรมของครอบครัวรัสเซีย

    ตุ๊กตา Matryoshka หรือตุ๊กตาแม่ลูกดก

    สถานีรถไฟใต้ดินมอสโคว์

    ระหว่างทางไปตลาดฉันยังได้แวะผ่านสถานีรถไฟใต้ดินที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เช่น สถานี Elektrozavodskaya ที่มีเพดานประดับด้วยโคมไฟวงกลมเรียงเป็นระเบียบ คล้ายผลงานศิลปะร่วมสมัย และผนังประดับด้วยงานแกะสลักหินอ่อน เป็นอีกหนึ่งสถานีที่น่าประทับใจในเครือข่ายรถไฟใต้ดินมอสโคว์

    สถานี Elektrozavodskaya

    หลังจากเดินตลาดเสร็จ ฉันก็กลับมาเดินสำรวจสถานีรถไฟใต้ดินสายต่าง ๆ อย่างจริงจัง สถานีแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ใต้ดิน ทั้งความวิจิตรของลวดลาย งานประติมากรรม ภาพโมเสกบนเพดาน และโคมไฟระย้าสไตล์วังหลวง

    การตกแต่งสถานีรถไฟใต้ดินในมอสโคว์นั้นสะท้อนแนวคิดยุคสตาลิน ที่ต้องการให้ “ศิลปะเป็นของประชาชน” รถไฟใต้ดินไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่ควรเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนรู้สึกภาคภูมิใจ และมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมของชาติ แต่ละสถานีจึงถูกออกแบบอย่างอลังการ เปรียบได้กับ “พระราชวังของประชาชน” เลยก็ว่าได้

    เกร็ดประวัติศาสตร์: รถไฟใต้ดินมอสโคว์ (Moscow Metro) เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1935 ในยุคของโจเซฟ สตาลิน โดยเริ่มจากเพียง 13 สถานี ความยาว 11 กิโลเมตร จุดประสงค์ดั้งเดิมคือเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเมืองหลวงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลโซเวียตก็มองว่าโครงการนี้เป็นโอกาสในการสร้างความภาคภูมิใจแก่ประชาชน และแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งสังคมนิยมผ่านสถาปัตยกรรม ดังนั้นสถานีจึงถูกออกแบบอย่างหรูหรา ตกแต่งด้วยหินอ่อน โคมไฟระย้า และภาพโมเสก แสดงถึงความมั่นคง ความรุ่งเรือง และอุดมการณ์ของรัฐ

    ในแต่ละสถานี ฉันเดินชมอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา มีทั้งภาพประติมากรรมทหาร ภาพวาดแนวอุดมคติของโซเวียต และงานแกะสลักอ่อนช้อยบนเพดาน แม้จะเป็นช่วงเย็นที่คนเยอะ แต่บรรยากาศก็ยังมีเสน่ห์จนอดถ่ายภาพเก็บไว้ไม่ได้

    วันหนึ่งในมอสโคว์จบลงแบบเหนื่อยแต่ใจฟู กับศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ตามทางเดินใต้ดิน — แบบที่น้อยเมืองไหนจะทำให้เราได้สัมผัสขนาดนี้

  • เครมลิน จตุรัสแดง และบันไดเลื่อนที่ยาวไม่รู้จบ

    วันนี้ฉันใช้เวลาอยู่ในย่านใจกลางของกรุงมอสโคว์ ทั้งจตุรัสแดง (Red Square), พระราชวังเครมลิน (Kremlin) และมหาวิหารเซนต์บาซิล (Saint Basil’s Cathedral) ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองนี้ เรียกได้ว่าทั้งวันยกให้ที่นี่เต็มๆ

    (เพิ่มเติม…)