Nim Journey

A Legend of Travel

  • “Let others play at other things. The king of games is still the game of kings.”

    บทกลอนที่ถูกสลักไว้บนหินที่สนามกีฬาเมืองกิลกิต (Gilgit) บอกกล่าวได้ดีถึงความนิยม และความภาคภูมิใจแห่งเกมกีฬาที่แสดงทักษะอันเยี่ยมยอดของชนเผ่านักรบซึ่งต่อสู้บนหลังม้า
    ผู้ขี่ม้าต้องทั้งควบคุมม้า และในมือยังต้องถือไม้ยาวสำหรับตีลูกบอลลูกเล็กในสนามเพื่อหาช่องทางส่งลูกบอลไปเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม

    กีฬาโปโลเป็นกีฬาเก่าแก่ที่กำเนิดบนเส้นทางสายไหมเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เชื่อว่าเกิดจากการจำลองการฝึกซ้อมรบของทหารม้าในยุคนั้น

    ต่อมาถูกปรับมาเป็นกีฬาในยามว่างในกลุ่มชนชั้นสูงของกษัตริย์ สุลต่าน กาหลิบ ข่านในราชวงศ์เปอร์เซีย อาหรับโมกุล มองโกล และจีน แต่ละฝ่ายที่แข่งขันกันมีมากถึง 100 คน จึงได้ชื่อว่าเป็น “The game of kings”

    (เพิ่มเติม…)

  • เดินป่า ไต่หน้าผา พิชิตยอด Mt.Kinabalu

    แค่เดินขึ้นยอดเขา 4,095 ม. ยังไม่ท้าทายพอ เราไปท้าทายไต่หน้าผาที่ความสูง 3,500ม. ต่อทันทีหลังจากไปแตะยอดสูงสุด Low’s peak ในขณะที่ต้องทำเวลาอย่างเร่งรีบ และต้องแบ่งแรงอีกส่วนไว้เดินลงเขาชันอีก 6 กม.ทุกด่านที่ต้องผ่านท้าทายพละกำลังและจิตใจ แต่พวกเราก็พิชิตใจตัวเองมาได้แล้ว


    เมื่อทางเอเย่นต์แจ้งว่าวันที่เราจะไปเทรค Mt.Kinabalu มีว่างเฉพาะแพ็คเกจที่รวม Via ferrata

    ฉันใช้เวลาตัดสินใจไม่นานด้วยความสนใจส่วนตัวที่อยากจะลองมีประสบการณ์ใหม่ กับการไต่หน้าผาและหลังจากหาข้อมูล ดูรูปต่างๆ รวมถึงการรับรองความปลอดภัยของเส้นทางไต่หน้าผาที่บนความสูงที่สุดในโลก
    ฉันตอบตกลงซื้อแพ็คเกจที่รวมการไต่ผาระยะสั้น (walk the torq) และคิดว่าถ้าไปถึงหน้างานแล้วไม่ไหว น่ากลัว ดูอันตรายเกินไปก็ยอมเสียเงินไปเฉยๆ เพราะราคาต่างกันไม่มากหากซื้อเป็นแพ็คเกจ รวมถึงได้ที่พักที่ดีกว่าบน Pendant Hut

    เส้นทางเทรคท่ามกลางป่าฝน และพันธ์ไม้แปลกตา

    การพิชิตยอดเขาคือการเดินขึ้นสู่ทางชัน และที่นี่เป็นทางชันชนิดไม่มีทางราบ เต็มไปด้วยขั้นบันได แถมระยะขั้นบันไดก็สูงมากทำให้ต้องก้าวเท้า ยกขาสูงมาก เดินไม่ง่ายเลย และเหนื่อยมาก แม้สองข้างทางจะร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้พืชพรรณเขียวชอุ่ม มีลมเย็นเอื่อย อุณหภูมิขณะเดินน่าจะประมาณ 15-20 องศา แต่ก็ทำให้ฉันเดินเหงื่อออกไปตลอดทาง อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่โชคดีเป็นของเราที่ฝนตกเพียงแค่เป็นละอองบางๆ แม้ฟ้าจะปิดบ้างในช่วงบ่าย แต่เมื่อขึ้นไปถึงที่พัก ฟ้าก็ใส เปิดเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของยอดเขาที่สูงสุดของมาเลเซีย

    ป่าพุ่มเตี้ยๆ เริ่มปรากฎให้เห็นเมือเดินพ้นกม.ที่ 4 ขึ้นมา มีพันธ์ไม้แปลกๆ ทรงสวย

    เราต้องทำเวลาเพื่อไปฟังบรีฟเกี่ยวกับการนัดแนะ ซักซ้อมความปลอดภัย การใช้อุปกรณ์ให้ทันก่อนสี่โมงเย็น แม้ทริปนี้แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกันไปทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่าในการเทรคกิ้ง แต่ทุกคนแข็งแรงและฟิตเพียงพอในสายตาของฉัน 🤓
    ด่านแรกเรามาลงชื่อฟังบรีฟทันเวลาทุกคน👍
    สำหรับด่านต่อไปของการไต่หน้าผาเราจะต้องกลับมาเพื่อเตรียมพร้อมที่ Sayat sayat gate ให้ทัน 8.00 น. ในวันพรุ่งนี้

    ฟ้าไม่เป็นใจบนยอดคินาบาลู

    เช้ามืดตีสอง เราตื่นขึ้นมาทานอาหารรองท้องนิดหน่อย แล้วรีบเดินมุ่งหน้าเพื่อชมวิว อาบแสงแรกพระอาทิตย์ในยามเช้าก่อนตีห้าครึ่งฉันดูนาฬิกาเมื่อเดินเข้ามาใกล้ปลายทางที่คนอออยู่หนาแน่น เวลา 5.45 น. ฟ้ายังมืด นึกดีใจว่ามาทัน เพราะฟ้ายังไม่เปิด ไม่ได้คิดสักนิดว่า ฟ้าปิด
    จนกระทั่งน้องในกลุ่มที่ไปด้วยกันเดินสวนลงมาแล้วบอกว่า เมฆมาก คงไม่เห็นแสง

    “อ้าว” แต่ฉันก็ยังเดินมาเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดของยอดคินาบาลูในเช้าวันที่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจนัก แต่ยังดีที่ได้มาถึง อย่างไรก็ตามฉันพบว่าบนยอดคินาบาลูมีความสวยงาม ไม่เหมือนที่ใดที่ฉันเคยไปมา มีเอกลักษณ์และรูปทรงของเขารอบๆที่อัศจรรย์ใจกับการสร้างสรรค์ความงามของธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งเลย

    ป้ายสูงสุดอยู่ข้างบน และคนเยอะมาก แต่ฉันและเพื่อนอีก 3-4 คนก็ฝ่าผู้คนขึ้นไปจนได้รูปถ่ายกับป้ายมาจนได้ 😎

    โยฮันส์ หัวหน้าไกด์มาตามให้เรารีบลงไปก่อนจะไม่ทันเวลานัดเพื่อร่วมกิจกรรมไต่หน้าผา (walk the torq)
    8โมงตรง เราทุกคนมาถึงที่นัดหมายตามเวลา มีเพื่อนตัดสินใจสละสิทธิ์ 3 คน ที่เหลือเดินหน้าต่อไป ด้วยขาที่เริ่มสั่นเล็กน้อย แต่ด้วย ego ที่สูงปรี๊ด และประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เรากัดฟันไปต่อ
    แม้เป็นเส้นทางสั่นประมาณ 500 เมตร แต่เราใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง ในการไต่ไปตามหน้าผาหิน เราต้องใส่ harnessพร้อมอุปกรณ์กันร่วง เชือก สวมหมวกป้องกันเพื่อความปลอดภัย
    Trainer แบ่งเป็นกลุ่มๆเล็ก กลุ่มละ3 คน เดินไต่วนรอบโดยมี trainer คุมกลุ่มละคน เราต้องคล้องเชือก คล้องcarabiner ตามที่ได้อบรมมา เดินไต่ไปตามหน้าผา เดินข้ามสะพานบนเชือกเส้นเดียว ไต่บันไดลิง

    เวลา 3 ชั่วโมงทั้งเกร็งขา เกร็งแขนเพื่อดึง ยึดยันตัวเองไว้กับหน้าผา ฟ้าเปิดบ้างเป็นบางระยะ ทำให้เห็นวิวเบื้องล่างในมุมที่สูงหวาดเสียว

    Walk the torq

    กว่าจะจบจากกิจกรรมนี้ได้ สิ่งที่ทำให้ฉันอ่อนล้าที่สุด ไม่ใช่ความหวาดเสียว ความกลัว แต่คือความหิวมากกว่า ก็ตั้งแต่ตีสองจนเที่ยงแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำเปล่า


    Walk the torq via Ferrata

    การเดินไต่หน้าผาบนที่ไต่ผาที่ความสูงที่สุดในโลก
    มี 2 เส้นทางให้เลือก

    • Low’s peak circuit ระยะทางประมาณ 1.2 กม. จุดเริ่มต้นเลยจากจุดชมวิวแถว Low’s peak ที่ความสูง 3776 ม. ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชม.
    • Walk the torq ระยะทางสั้นกว่าประมาณ 450 เมตร จุดเริ่มต้นอยู่ใกล้ๆกับ Sayat sayat gate ที่ความสูง 3520 ม. ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม.

    เราเลือกเส้นใกล้ เพราะฝีมือยังอยู่ขั้นอนุบาล ไม่เคยร่วมกิจกรรมนี้มาก่อน จากที่ดูรูปก็คิดว่าพอไหว คงไม่โหดร้ายมาก แต่เอาเข้าจริง แม้เป็นเส้นทางสั้นๆ แต่ก็ไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้แรงทั้งขา และแขน และสมาธิในการสับ Carabiner ร้อยเชือก แม้อุปกรณ์จะแน่นหนาแต่เราต้องผูกตัวเองเพื่อไปพร้อมๆกับเพื่อน หากพลาดจะไถลไปบนหน้าผาสูงได้
    ถึงแม้อุปกรณ์ของเค้ามั่นคงแข็งแรงดี แต่เราก็ไม่ควรให้ผิดพลาด จนอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ช้าๆ เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

    คำเตือน‬
    กิจกรรมนี้ไม่เหมาะเลยสำหรับคนกลัวความสูง และหากใครไม่มั่นใจแนะนำว่าอย่าฝืนเล่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหมดสนุกแน่นอน
    ในกลุ่มของเราขณะปีนบันไดลิง ริมหน้าผา ก็ร่วงลงมาต่อหน้าถึง 2 ครั้ง หากไม่มีสติ และอุปกรณ์ป้องกันที่สับอย่างถูกต้อง ก็อาจจะมีเรื่องให้เสียใจได้เช่นกัน
    กิจกรรมนี้ถ้าทัศนวิสัยไม่ดี ฝนตก ก็จะต้องยกเลิก เสียเงินฟรีค่ะ
    เราโชคดีที่ผ่านมาได้ เลยกลายเป็นความสนุก ความดีใจที่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ แต่เบื้องหลังก็มีความหวาดเสียว น่ากลัวค่ะ ไม่อยากให้มันผ่านไป และอยากเตือนทุกคนด้วย
    หากเราผิดพลาดล่ะ !!!!
    ‪รู้จักตัวเอง‬ ‪‎ตัดสินใจให้ดีก่อนจะเสื่ยง‬

    สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Mountain Torq


    ขาขึ้นที่บ่นว่ายากแล้ว ขาลงกลับยิ่งสาหัสกว่า ด้วยทางลงล้วนๆ และความล้าที่มาจากการไปไต่หน้าผา เดินจนแข้งขาพันกันมั่ว

    ในที่สุดเราก็มาถึงอุทยานตอนห้าโมงเย็น รับประกาศนียบัตร และความภาคภูมิใจที่พิชิตใจตัวเองได้ในทุกเรื่องบนยอดเขาคินาบาลู แม้จะหมดสภาพไปตามๆกัน

    ข้อมูลการเดินเทรค

    การเดินทางครั้งนี้เราใช้บริการของ Amazing Borneo Tour มีหลายแพ็คเกจให้เลือก ถ้าสนใจก็สามารถเข้าไปเลือกดูได้ค่ะ ราคาอาจจะสูงกว่าติดต่อจองผ่านอุทยานเอง แต่ก็สะดวกดีนะคะ เค้ามีบริการรับที่สนามบิน และส่งเราไปยังโรงแรมที่พักในวันกลับด้วย ในเรื่องการบริการของเจ้าหน้าที่และไกด์ ก็มีมาตรฐานในขั้นดีมาก

    ที่ทำการอุทยานมีบริการรับฝากของ คิดค่าบริการใบละ 12 RM.
    ลูกหาบคิดค่าบริการกก.ละ 13 RM. สำหรับเส้นทางไปกลับ Timpohon-Laban Rat

  • มีโอกาสมาสิงคโปร์ 2-3 ครั้ง แต่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาชิมข้าวมันไก่ ที่มีชื่อของสิงคโปร์ ร้านที่เลือกมาทานอยู่ไม่ไกลจากที่พักย่านไชน่าทาวน์ ชื่อร้านเทียน เทียน อยู่ในศูนย์อาหาร Maxwell (Maxwell Market) ตรงข้ามวัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha tooth relics temple and museum) บนถนน South Bridge ถ้าอยู่ที่อื่นนั่ง mrt มาลงสถานี chinatown เดินมาไม่ไกลค่ะ

    ภายในศูนย์อาหารมีร้านอาหารหลากหลาย ฉันมุ่งตรงไปตามลายแทงแผนที่ ร้านอยู่ด้านในไม่ค่อยโดดเด่นเหมือนร้านด้านนอก ทีแรกก็แปลกใจ ทำไมร้านดัง ไม่อยู่รอบนอก คิดว่ามาผิดซะแล้ว แต่ก็ลองเดินดูทั่วๆก่อนศูนย์อาหารนี้ไม่ใหญ่ เดินแป็บเดียวก็เจอแล้ว ร้านหาไม่ยาก มีป้ายสีฟ้า และป้ายการันตีความอร่อยของเชฟดังจากเมืองนอก Anthony Boudain ซึ่งฉันสงสัยนักฝรั่งจะมารู้รสชาติอาหารเอเชียจนสามารถการันตีความอร่อยได้เชียวเหรอ

    (เพิ่มเติม…)

  • เทรคภูเขาไฟฟูจิ เมื่อต้นเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (2015) ไปขุดเอารูปจาก gopro รวมกับภาพถ่าย และเส้นทางเทรคของ suunto ยังประทับใจกับความงดงามก่อนพระอาทิตย์ตกดินตอนเดินขึ้น ความยากของการเดิน และอีกหลายอย่างเป็นความทรงจำที่สนุกดี 😏

    เรานั่งรถไฟชินกังเซ็นจากโตเกียวไปลงที่สถานีชินฟูจิ แล้วนั่งรถบัสต่ออีก 2 ชั่วโมง ก็มาถึงจุดสตาร์ทที่ station5

    เริ่มออกเดินตอนสี่โมงเย็นไปจนถึง station8 ประมาณ 2 ทุ่ม จากนั้นพักรอเช้ามืดค่อยเดินต่อ

    เช้ามืดอากาศเย็น ลมแรง และมืดมาก เราเดินค่อนข้างห่างกัน ต้องค่อยๆย่องไปตามแนวเชือกที่กั้นไว้แบบหลวมๆ ลมแรงแทบพัดตัวปลิว อากาศก็หนาวเย็นมาก มืองี้แข็งชาไปหมด เสื้อผ้ากันหนาวโถมใส่เข้าไปแทบทุกชิ้น กางเกง 3 ชั้น เสื้อ 4 ชั้น ก็ช่วยให้อุ่นดี แต่ตอนเดินยังกะมัมมี่ ทรงตัวไม่สะดวก พอลมพัดแรงๆ ล้มทั้งยืนไปเลย😢

    ยิ่งใกล้ถึงบนยอดเขา ทางยิ่งชัน ทำให้เดินได้ค่อนข้างช้า รวมกับล้มมาหลายที เลยยิ่งกลัวจะกลิ้งหลุนๆ ตกลงมา … ต้องเริ่มใหม่อีก 🙀🙀🙀

    บนยอดมีศาลเจ้า และตู้ไปรษณีย์อยู่ด้านบน ด้านหลังเป็น crater ปากปล่องภูเขาไฟ ที่จริงจุดที่ฉันไปถึงยังไม่ใช่จุดสูงสุด ต้องเดินขึ้นไปอีก 200 เมตร เพื่อจะไปยืนบนจุดที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น แต่ฉันสละสิทธิ์นั้น

  • + ขาไปรถไฟด่วนตู้นอน ชุมทางแก่งคอย-ขอนแก่น

    สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (23-24/1/2016) ฉันมีแผนการเดินทางไปวิ่งงานที่จ.ขอนแก่น เป็นงานแข่งขันมาราธอนใหญ่ประจำปีงานหนึ่งของเมืองไทย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 13 แล้วสำหรับขอนแก่นมาราธอน แต่เป็นครั้งแรกของฉันและเพื่อนๆในกลุ่ม ตามประสาคนชอบเที่ยว ชอบเดินทาง ฉันต้องหาความหลากหลายให้ตนเองซักหน่อย นอกจากไปทำความรู้จักกับจังหวัดขอนแก่นเพิ่มขึ้นอีกนิด ฉันและน้องอีก 2 คน จึงเลือกเดินทางไปขอนแก่นด้วยรถไฟ ขาไปไปด้วยรถไฟด่วน ตู้นอน ปรับอากาศ ชั้น2 ตามข้อมูลที่เขียนไว้หน้าตั๋ว เราจองตั๋วไว้ให้นอนใกล้ๆกัน แต่ต่างคนก็ต่างขึ้นตามความสะดวกของตนบนเส้นทางที่รถไฟผ่าน มีสถานีรถไฟสามเสน สถานีหลักสี่ และฉันขึ้นที่สถานีชุมทางแก่งคอย ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน แผนนี้เริ่มต้นด้วยการถูกเตือนจากหลายๆคนให้เตรียมพร้อมกับความล่าช้าของรถไฟไทย ซึ่งเอาแน่นอนไม่ได้ แต่พวกเราทั้งสามก็ไม่ได้กังวลเพราะการเดินทางเราเผื่อเวลาไว้มากมายอยู่แล้ว หากจะล่าช้าไปบ้าง ก็คงไม่เกินไปเป็นวันๆ จนไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้มั้ง

    (เพิ่มเติม…)