Nim Journey

A Legend of Travel

  • วันที่ 11 : ครบรอบเส้นทาง Ring Road – พลาดตอนจบที่ Blue Lagoon

    ครบหนึ่งรอบเต็มๆ แล้วสำหรับเส้นทาง Ring Road ที่โอบล้อมประเทศไอซ์แลนด์ เราขับรถมากว่า 1,300 กิโลเมตร ลัดเลาะผ่านภูเขา ทะเลสาบ น้ำตก ธารน้ำแข็ง และทุ่งลาวาเก่า ทั้งในวันที่แดดอุ่นจับใจ และวันที่ลมแรงจนต้องก้มหน้าฝ่าฝน ไม่มีหิมะสักหยาด — เพราะเรามาในช่วงปลายฤดูร้อน อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับวันแรกที่เรายังตื่นเต้นกับลมหายใจอุ่น ๆ ของเมืองใต้ขอบฟ้าเหนือ

    วันนี้เราตื่นเช้ากว่าปกติ (ตั้งใจไว้อย่างนั้นนะ) เพราะหวังว่าจะมีเวลาสำหรับเดินเล่นในเรคยาวิกช่วงบ่าย แต่สุดท้าย… ก็ยังออกจากที่พักเกือบ 11 โมงเหมือนเดิม — นิสัยนักเดินทางที่หยุดไม่ได้เมื่อเจอวิวสวยข้างทาง ไหนจะหยุดถ่ายรูป วิ่งตากฝน ฝ่าลมหนาว หรือแค่ยืนมองทุ่งหญ้าที่ไหลลื่นราวทะเลเขียว พาให้เราค่อยๆ ล่องลอยกลับเข้าสู่เมืองหลวงอย่างเชื่องช้า

    เมื่อมาถึงเรคยาวิก เรามีเวลาแค่เดินถ่ายรูปเบาๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง Blue Lagoon — จุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เราหมายมั่นไว้ตั้งแต่เริ่มทริป ว่าจะต้องไปแช่น้ำแร่ร้อนๆ ท่ามกลางอากาศเย็นฉ่ำ เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ผ่อนคลายปิดท้ายอย่างสุนทรีย์

    แต่ทันทีที่เลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถ ความจริงก็ปรากฏ… รถทัวร์ รถแคมป์ รถแวน จอดเรียงแน่นขนัด — เหมือนกับดักดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าสู่บ่อแร่กลางลาวา ความตื่นเต้นถูกสกัดกั้นอย่างแรงเมื่อเรารู้ว่า…

    “Fully Booked ค่ะ…”

    ไม่เหลือรอยยิ้ม เราถอดเสื้อว่ายน้ำกลับใส่กระเป๋า เดินออกมาแบบตัวเกร็งๆ ตาก็ยังชำเลืองมองผู้โชคดีที่กำลังเดินเข้าไปในบ่อน้ำร้อนด้วยสีหน้าสุขสบาย มันช่างบาดใจยิ่งนัก

    แต่เอาเข้าจริง… ถ้าย้อนมองทริปนี้ทั้งหมดแล้ว เราได้มากกว่าที่หวังไว้เยอะเลย
    ฟ้าเปิดแทบตลอดทาง
    ได้ปีนเขา เดินบนหญ้ามอสที่นุ่มราวพรมวิเศษ
    ได้ยืนเงยหน้ามองแสงเหนือเต้นระบำเหนือขอบฟ้า
    ได้ฟังเสียงลมหายใจของปลาวาฬกลางทะเล
    และได้สัมผัสความเงียบงามของไอซ์แลนด์ในแบบที่ใครๆ ก็บอกว่า “มันเปลี่ยนคุณได้”

    แม้จะพลาดจุดจบที่แสนสุนทรีย์อย่าง Blue Lagoon
    แต่การเดินทางรอบเกาะเล็กๆ แห่งนี้
    ก็ได้กลายเป็นวงกลมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำ

    บางที… ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละ
    ที่ทำให้เราจำมันไม่ลืม

  • วันที่ 10 : Kirkjufell ในคืนลุ้นแสงเหนือ

    เราวนมาจนเกือบครบหนึ่งรอบของไอซ์แลนด์แล้ว ทางเหนือยังคงชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่โปรยปรายเบา ๆ ราวกับไม่อยากให้เราจากมา แต่เราก็โบกมือลามันอย่างอ้อยอิ่ง แล้วมุ่งหน้าลงใต้ราว 200 กิโลเมตร สู่แถบคาบสมุทร Snæfellsnes ที่พยากรณ์บอกไว้ว่าวันนี้อากาศจะดี

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 9 : ฝนที่ไม่ยอมพัก กับไดโนเสาร์กลางทะเล

    เช้านี้ไอซ์แลนด์ตื่นมาพร้อมกับฟ้าครึ้มและสายฝนที่ดูจะไม่คิดหยุดง่าย ๆ ลมเย็นพัดแรงตั้งแต่ยังไม่ทันได้จิบกาแฟอุ่น ๆ ให้เต็มอิ่ม แต่ก็ดีเหมือนกันที่วันนี้เราไม่มีนัดสำคัญหรือภารกิจเร่งด่วน มีเพียงเส้นทางขับรถยาวเหยียดที่พาเรามุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกของเกาะ

    แต่แม้จะไม่มีอะไรต้องรีบ…เรื่องไม่คาดฝันก็ยังตามมาจนได้ 😓
    รถที่เราจอดไว้หน้าที่พัก กลับโดนเฉี่ยวชนเข้าอย่างจังโดยแขกอีกคนที่มาพักเช่นกัน ใจหายวาบแวบหนึ่ง แต่โชคดีมากที่เจ้าของบ้านใจดีเข้ามาช่วยเคลียร์ทุกอย่างให้ราบรื่นภายในเวลาไม่นาน ความวุ่นวายจึงคลี่คลายก่อนที่เราจะได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างจริงจัง

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 8: ลมทะเลเหนือ และเสียงหายใจของวาฬ

    เช้านี้ อากาศยังสดใส ฟ้าเปิดแบบที่อยากจะหยุดทุกอย่างไว้แค่ตรงนี้ ความรู้สึกแบบนี้หาได้ไม่บ่อยในไอซ์แลนด์ตอนเหนือ โดยเฉพาะเมื่อพยากรณ์อากาศบอกเราว่าวันพรุ่งนี้จะกลับเข้าสู่ความมืดหม่นอีกครั้ง ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทันที—ยกเลิกโปรแกรมเที่ยวรอบทะเลสาบ Mývatn แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ริมอ่าวชื่อว่า Húsavík เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งการชมปลาวาฬของยุโรป”

    (เพิ่มเติม…)
  • วันที่ 7 : ลม ฝน และความโชคดีบนดินแดนน้ำแข็ง

    เช้านี้เราเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกเหมือนถูกท้าทายจากธรรมชาติเต็มรูปแบบ — ลมแรง ฝนกระหน่ำ ขับรถไปก็เหมือนพาตัวเองเข้าไปในม่านหมอกที่มองอะไรแทบไม่เห็น อากาศในไอซ์แลนด์นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริง ๆ บางทีฟ้าโปร่งสดใสได้ไม่ถึงสิบนาที ก็มืดครึ้มและมีฝนถล่มลงมาแบบไม่ให้ตั้งตัว

    เรามุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Seyðisfjörður เมืองชายฝั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในฟยอร์ดทางตะวันออกของประเทศ ท่ามกลางหุบเขาสูงและแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว ภาพเมืองน่ารัก ๆ ที่เราวาดไว้ในใจกลับต้องเผชิญกับฝนเทกระหน่ำชนิดที่เราทำได้แค่วิ่งลงจากรถไปถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วรีบกระโจนกลับเข้ามาในความอุ่นของรถอย่างรวดเร็ว

    (เพิ่มเติม…)