Nim Journey

A Legend of Travel

  • เทคนิค Self Arrest ด้วย Ice Axe

    ผู้ที่อยากเดินเขาสูง มีเทคนิคต่างๆมากมายที่จำเป็นต้องทราบก่อนจะขึ้นสู่ยอดเขา โดยเฉพาะคนไทยเราเองที่ไม่มีโอกาสได้พบสภาพภูมิประเทศแบบนี้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงเหมือนฉันที่เด๋อด๋า ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วพาตัวเองไปยืนที่เบสแค้มป์ บอกกับทุกคนว่าฉันจะไปบนยอดเอลบรุส แต่ไม่รู้เทคนิควิธีการอะไรสักนิด

    ฉันเดินตามไกด์ในวันพักเพื่อเรียนรู้เทคนิคที่จำเป็นสำหรับการเดินขึ้นยอดผ่านทางชันอันมีหิมะหนาตามเส้นทาง ไกด์ที่นำทางจะเป็นผู้สอนเราเพื่อลดความตื่นตระหนกหากต้องเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด แต่แค่ไกด์บอก และทำให้ดู ฉันก็ยืนขาสั่นแล้วเพิ่งตระหนักได้ว่า “ที่ที่จะไปนั้นอันตรายนี่หว่า”

    อุปสรรคของธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ มีความเป็นไปได้ที่เราอาจลื่นไถลตกลงจากเส้นทางเดินที่เล็กแคบ ลงสู่หน้าผาซึ่งหิมะปกคลุมหนา Ice Axe ที่เราถืออยู่ในมือมีประโยชน์มากกว่าเป็นไม้ที่ค้ำยัน หรือตัดเจาะหิมะ (Step Cutting) เพื่อผ่อนแรงเดินขึ้น Ice Axe ช่วยหยุดการล้มลื่นในทางหิมะ แต่ก็ต้องจับและใช้ให้ถูกต้อง เพราะไม่อย่างนั้น Ice Axe จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากถือให้หนักมือ หรืออาจโชคร้ายขวานน้ำแข็งในมืออาจมาทำร้ายตัวเองเข้าก็ได้ กระทั่งครั้งแรกๆที่ใช้ ฉันยังสงสัยว่าทำไมต้องเปลี่ยนจากใช้ Trekking Pole มาเป็น Ice Axe ด้วยหว่า

    วิธีป้องกันตัวเองลื่นตกจากทางลื่นบนหิมะด้วย Ice Axe (Self Arrest)

    Self Arrest เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ควบคู่กันกับ Ice Axe กับร่างกาย เท้า เข่า ข้อศอก และ รองเท้าที่ใส่ crampon

    วิธีการจับ Ice Axe

    จับ Ice Axe ด้านบนหัว (Head) ระหว่างเดินขึ้นทางหิมะชัน ควรถือแนบข้างไปลำตัวระหว่างเดิน และใช้ตัวเจาะ (Spike) เจาะหิมะเพื่อช่วยพยุง และทำให้การเดินสะดวกขึ้น คล้ายๆการใช้ trekking pole

    ขั้นตอนการ Self Arrest

    • หากลื่นตกเขา พยายามตั้งสติให้เร็วที่สุด หมุนตัวให้เท้าอยู่ด้านล่างขณะไถลลงไป ขณะตกลงมา อย่าลืมตะโกน “Falling” เพื่อให้เพื่อนที่ผูกติดในเชือก หรือคนที่อยู่ใกล้ๆได้ทราบอุบัติเหตุที่กำลังเกิดขึ้น
    • ควบคุมตัวเองให้อยู่ เพื่อหมุนพลิกตัวเข้าหาหน้าผาหิมะ
    • เจาะขวานด้าน Pick เข้าไปที่หน้าผาหิมะ พร้อมทั้งใช้แรงเพื่อช่วยกดขวานให้อยู่นิ่ง เพื่อหยุดการไถลตัวต่อไป
    • เมื่อจับแน่นแล้ว ให้ดึงตัวเองเข้าไปใกล้ขวานโดยใช้มือด้านบนจับด้านหัว (Head) มืออีกข้างจับด้านจับ (Shaft) ให้ด้ามขวานตรึงอยู่บริเวณหน้าอกเพื่อความแน่นหนา จะช่วยทำให้ส่วน Pick กดลงไปในหิมะให้แน่นขึ้น
    • ใช้เข่าหรือเท้า (หากมี Crampon จะช่วยให้ปลายเท้ายึดแน่นขึ้น) เพื่อยันส่วนล่าง ช่วยยึดการไถลกับช่วงบนลำตัว
    • ใช้รองเท้าเตะเข้าไปในหิมะ เพื่อสร้างจุดยึด (cutting step) ช่วงล่างให้มั่นคง เมื่อมั่นใจว่าหยุดนิ่ง และควบคุมร่างกายได้แล้วใช้เข่าและข้อศอกเพื่อยันตัวเอง ก่อนจะไต่ หรือลุกขึ้นเดินอีกครั้ง

    วิธีการทำ Self Arrest นาทีที่ 1.37

    ฝึก Self Arrest ระหว่างรอขึ้นยอด Mt.Elbrus

    ฝึกการทำ Self Arrest ระหว่างรอขึ้นยอด Elbrus ไกด์พาไปยังเนินชัน แล้วให้เราลองตกเขาโดยการวิ่งแล้วกลิ้งให้เอาหัวลงพื้น จากนั้นพลิกตัวเพื่อหมุนเข้าหาหิมะ ทำเทคนิค Self Arrest ซักซ้อมท่องอย่างดี แต่พอวิ่งลงไป เห็นทางชันข้างหน้า ก็ไม่กล้ากลิ้งลงหิมะ กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าโถมเข้าไปเต็มที่ เลยได้มาอย่างที่เห็น

    ฝึก Self Arrest ด้วยตัวเอง แบบกลัวๆ
    เส้นทางเดินเขาหิมะขึ้นยอด Elbrus ช่วงนี้ก่อนถึง Saddle (5350 เมตร) ยังไม่อันตรายมาก แต่หลังจากนี้ด้านข้างจะเป็นทางเดินแคบ และเส้นทางเปราะบางก่อนถึงยอด
    หลังผ่านการฝึก โดยไกด์สาวจอมเฮี๊ยบ (ยืนใส่เสื้อสีม่วงริมซ้ายสุด)
  • 8 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับธงอธิษฐานของชาวทิเบต | Tibetan Prayer Flags

    ธงห้าสีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มักพบตามทางเดิน และยอดเขาสูงในเทือกเขาหิมาลัย มีความหมายและบทบาทสำคัญต่อความเชื่อของชาวทิเบต ต้นกำเนิดนี้มาจากลัทธิบอง (Bon) ซึ่งเป็นความเชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมของชาวทิเบตก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามามีอิทธิพล ความเชื่อเก่าและใหม่จึงได้ถูกผสมผสานอยู่ในวิถีชีวิตของชาวทิเบต

    (เพิ่มเติม…)
  • วัดปิงหลิงซื่อ วัดถ้ำแห่งแม่น้ำเหลือง

    วัดถ้ำอีกแห่งของจีนที่เต็มไปด้วยรูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูป อยู่ภายในถ้ำตามหุบเขาของแม่น้ำเหลืองไม่ไกลจากเมืองหลานโจว บริเวณอ่างเก็บน้ำหลิวเจียเสีย (Liujiaxia)

    วัดถ้ำแห่งนี้ย้อนหลังไปได้กว่า 1000 ปี โดยคาดว่าเริ่มสร้างเมื่อ 420BC สมัยปลายราชวงศ์ฉินตะวันตก และด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา ได้มีการเพิ่มเติมรูปสลักหิน ภาพเขียนมาแทบทุกยุคสมัยการปกครองตั้งแต่ราชวงศ์เว่ย ,ซุย , ถัง, ซ่ง,หยวน,หมิง และราชวงศ์ชิง

    (เพิ่มเติม…)
  • ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง High Altitude Sickness (AMS)

                ภาวะความเสี่ยงบนที่สูง หรือ High Altitude Sickness หรือ AMS มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,500-3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป ยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ถ้าสถานที่นั้นสูงกว่า 3,000 เมตร จะมีความดันออกซิเจนในอากาศเพียงประมาณ 70 %

                    นักท่องเที่ยวจะเกิดอาการแตกต่างกัน บางคนร่างกายสามารถปรับตัวได้ดีอาจจะไม่เกิดอาการเลย ขณะที่บางคนอาจจะมีอาการไม่สบาย มึนศีรษะมากน้อยแตกต่างกัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ความฟิตของร่างกาย  และไม่สามารถคาดการได้ล่วงหน้าว่าใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่า แม้แต่นักกีฬาที่แข็งแรงก็อาจเกิดอาการได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุบางคนเมื่อไปเที่ยวที่สูงๆอาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้

    กลุ่มอาการป่วยบนที่สูง

    1. Acute Mountain Sickness (AMS) จะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง
    2. High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที
    3. High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

    ลักษณะอาการทั่วไป

    นอนไม่หลับ เหนื่อยเพลีย ปวดหัว มึนงง สับสน เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียร หากนักเดินเขาพบว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้จะต้องคอยสังเกตุอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด เพราะหากยิ่งเดินขึ้นสูงต่อไปอาการดังกล่าวจะรุนแรงและส่งผลเสียต่อร่างกายถึงชีวิต

    สาเหตุของอาการ

    อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ระดับความสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็วในระดับความสูงเกินกว่า 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล สาเหตุจากออกซิเจนในอากาศของความสูงเกินกว่า 2,500 เมตรเริ่มเบาบาง ทำให้ปอดไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนจากอากาศไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ

    การป้องกัน

    1. ควรกำหนดให้มีวันพักปรับสภาพร่างกาย อยู่ในระดับความสูงเดิม 1-2 วันก่อนจะไต่ขึ้นระดับความสูงขั้นถัดไป โดยอาจจะพักเพื่อปรับความสูงทุก 500 เมตร
    2. ดื่มน้ำสม่ำเสมอ เนื่องจากร่างกายเสียเหงื่อและใช้พลังงานมาก จึงควรเติมน้ำให้ร่างกายสม่ำเสมอ น้ำจะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย
      น้ำร้อน ชาขิง ชาเลมอน ซึ่งมีให้บริการตามทีเฮ้าส์ ยังช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนและมีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน
    3. ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ปวดหัว มึนงง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น
    4. หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักๆ พยายามเดินช้า ไม่หักโหม เร่งรีบ ตามประสบการณ์ของตัวเอง แม้แต่การพูดคุย วิ่งเล่น สนุกสนานกันเองในกลุ่มมากเกินไป ก็มีผลทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้นเช่นกัน
    5. ทานอาหารให้เพียงพอ
    6. เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจแบบพกพา (Finger Oximetre) เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบสภาพร่างกายระหว่างการเดินเขา สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่สวมเข้าที่ปลายนิ้ว เครื่องก็จะแสดงอัตราออกซิเจนในเลือด (spO2) และอัตราการเต้นของหัวใจ(PR) หากค่าออกซิเจนในเลือดต่ำมาก และค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงเกินไป ก็ควรพิจารณาตัวเองว่าควรจะเดินขึ้นเขาต่อไปหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
    7. อย่าฝืนหากพบว่าร่างกายเริ่มอาการผิดปกติ เพราะการเดินทางต่อไปยิ่งทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น รีบพาตัวเองลงมายังที่ต่ำกว่าโดยทันที
  • Kala Pattar | กาลาพัตตรา จุดชมวิวเอเวอร์เรสต์

    โกรักเชป (Gorak Shep) เป็นที่พักสุดท้ายที่ใกล้ที่สุดของนักเดินทางที่มีจุดหมายปลายทางไปยังเอเวอร์เรสต์เบสแค้มป์ (Everest Base Camp)  เนื่องจากเรามาถึงกันค่อนข้างเย็น ไม่มีสิทธิเลือกห้องพักที่มีอย่างจำกัดเพราะจำนวนนักเดินทางอันมากมายซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียวกับเรา ห้องนอนของเราเหมือนอยู่ในรูหนูใกล้กับห้องน้ำที่มีกลิ่นเหม็นมาก พื้นด้านนอกห้องชื้นแฉะเพราะมีหิมะละลายและการเดินย่ำไปมาของบรรดาคนที่มาพัก เราได้ห้องพัก 2 ห้องสุดท้ายสำหรับเรา 6 คน ต้อง ผู้หญิงเบียดนอนสามคนหนึ่งห้อง สองคนอีกหนึ่งห้อง ส่วนหนุ่มเดียวของเราที่เหลืออยู่ต้องระเห็จไปนอนกับแขกชาวบังกลาเทศ

    เราเข้านอนกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม เพราะทั้งสภาพคน สภาพแวดล้อมที่ความสูง 5164 เมตร ไม่ทำให้เรามีแรงนั่งคุยเล่นกันได้ และยังต้องเตรียมตัวตื่นแต่เช้าเพื่อปฏิบัติภาระกิจสำคัญของทริปนี้ 2 แห่งคือไปขึ้นยอดกาลาพัตตรา และเดินไปยังเบสแค้มป์  โดยนัดกับไกด์ไว้ตอนตีห้าครึ่ง ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ลุกเข้าห้องน้ำท่ามกลางอากาศเย็นจัดไปหลายรอบ และฉันคิดว่าทุกคนก็น่าจะมีอาการเดียวกัน

    เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าไวไวหมูสับรสชาติไม่ได้เรื่อง แม้แต่น้ำซุปยังไม่อยากตักขึ้นมาซด ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการ AMS รึป่าว แต่ไกด์ปรินดาซึ่งมาตระเตรียมอาหาร น้ำร้อน กาแฟทุกอย่างตั้งแต่เช้าตรู่พยายามคะยั้นคะยอให้ทานให้หมด เพื่อจะได้มีแรงสำหรับออกเดินซึ่งจะหนักที่สุดกว่าหลายวันที่ผ่านมา

    กาลาพัตตรา มีความหมายว่าหินสีดำในภาษาเนปาล เป็นภูเขาที่มียอดสูง 5545 ม. ซึ่งสูงไม่มากเมื่อเทียบกับยอดเขาต่างๆของเนปาล และที่รายล้อมอยู่รอบๆ เป็นจุดชมวิวเพื่อชมยอดเขาเช่น Everest, Lhotse ,Changtse และอื่นๆมากมาย ฉันไม่ได้คิดมาก่อนว่าการเดินขึ้นยอดกาลาพัตตรา เป็นเรื่องยาก แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นทางผ่านเพื่อไปยังเบสแค้มป์เหมือนหลายๆหมู่บ้านที่เดินผ่านมา เพราะส่วนที่ยากที่สุดของเส้นทางควรจะเป็นเบสแค้มป์ที่ใครๆก็ต่างตั้งใจจะไปที่นั่นกัน แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด

    เราออกเดินขึ้นเขาไปฝั่งตรงข้ามของที่พัก อากาศทั้งเย็นและลมแรง ฉันคิดว่าน่าจะเอาแผ่นความร้อนติดมาด้วยเพื่อจะได้บรรเทาความหนาวเย็น ขณะนี้ ฉันค่อยๆเดินขึ้นบนทางเดินที่ชันต่อเนื่องไม่มีทางราบให้พักเหนื่อย ทั้งนิ้วเท้า นิ้วมือเย็นเฉียบ เพราะลมแรงมีความเย็นแทรกผ่านถุงมือเข้ามาจนเกิดอาการชา หยุดพักก็หนาวลม เดินต่อก็เหนื่อยใจกับความสูงและยอดที่แสนไกล

    ทางเดินเป็นหินและมีหิมะขาวปกคลุม ฉันค่อยๆปักไม้เท้านำไปเพื่อค่อยๆพยุงตัวเองเดินต่อ ไม่ใช่เพียงแค่ความชันที่ทำให้เราหมดแรง ยังมีความสูงที่ทำให้การก้าวเท้าแต่ละก้าวเพิ่มความเหนื่อยและต้องหายใจหอบแรง เวลานั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือมองปลายเท้าที่ค่อยๆก้าวอย่างช้าๆ ซึ่งทำให้รู้ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไป แม้จะเป็นก้าวที่สั้นมากก็ตาม บนยอดด้านบนเป็นกองหินก้อนใหญ่ที่ต้องปีนป่าย ต้องเดินด้วยความระวังเพื่อไปยังจุดสูงที่สุดของ กาลาพัตตรา  ฉันนั่งลงแล้วหันกลับไปมองภาพที่ปรากฏตรงหน้า

    ขณะที่บนพื้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ สลับไปกับเนินเขาหินเล็กใหญ่กินพื้นที่กว้าง มีธารน้ำแข็งเป็นแนวยาว เทือกเขาสูงเรียงรายสลับซับซ้อนยิ่งใหญ่โอบล้อมรอบตัว โลกรอบตัวไร้สีสันมีเพียงสีเงินสีเทาขยายไปจนปลายขอบฟ้า  ฉันรู้สึกมหัศจรรย์ใจกับโลกใบนี้ ที่ประกอบด้วยธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ ท้องฟ้าไม่สดใสเพียงพอให้ได้เห็นยอดเอเวอร์เรสต์ แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ฉันสามารถลืมได้ทั้งอดีตและอนาคต และพบว่าตัวเองมีชีวิตเพื่อขณะนี้ ฉันโชคดีจริงๆที่มีประสบการณ์กับธรรมชาติที่หลากหลายและงดงาม ความเหนื่อยหอบหายปลิดทิ้ง แรงที่อ่อนล้ากลับมาเพื่อจะได้เดินชมให้ครบทุกมุมทุกองศา ก่อนจะหามุมนั่งเล่น รอเพื่อน และดื่มด่ำกับความงามแปลกตาตรงหน้าที่มาจากความพยายามของตัวเอง

    กาลาพัตตราไม่ใช่ทางผ่าน แต่เป็นปลายทางที่สำคัญอยู่ในใจของฉันตลอดกาล ซึ่งเป็นเพียงนักเดินเขามือสมัครเล่นด้วยประสบการณ์และวิวที่ตระการตาของโลกที่ไม่เคยคาดคิด จากขาขึ้นที่ใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมง ขาลงสภาพร่างกายฟื้นคืน ลมเริ่มสงบและมีแสงอุ่นๆจากดวงอาทิตย์จึงใช้เวลาเหลือเพียง 1 ชั่วโมง ได้กลับมานอนพักผ่อนเอาแรง ในห้องนอนใหม่ที่ที่พักช่วยย้ายขึ้นมาในห้องที่ดี และกว้างขวางขึ้นบนชั้นสอง ช่วงบ่ายเรามีภาระกิจไปเที่ยวชมเบสแคมป์ของนักเดินเขาตัวจริงที่มีภาระกิจยิ่งใหญ่เพื่อพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์

    สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ฉันสามารถลืมได้ทั้งอดีตและอนาคต และพบว่าตัวเองมีชีวิตเพื่อขณะนี้