Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • เราเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนต่อเครื่องที่สิงคโปร์ โดยเลือกใช้บริการของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์เพื่อนำเราสู่ยุโรป เมืองปลายทางของเราคือบาร์เซโลนา และจากนั้นเราจึงเดินทางด้วยเที่ยวบินภายในประเทศไปยังมาดริด เมืองแรกของการทำความรู้จักกับสเปน โดยใช้เวลารวมกว่า 18 ชั่วโมงบนเครื่องบินและระหว่างการต่อเครื่อง กว่าที่เราจะได้ยืดเส้นยืดสายและสัมผัสบรรยากาศของดินแดนแห่งนี้

    แผนการเดินทางของเราสองพี่น้องในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 10 วัน โดยมีเป้าหมายหลักคือการดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรมอันเก่าแก่ สำรวจเมืองโบราณที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยของอารยธรรมโรมัน รวมถึงปราสาทและป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในยุคที่แขกมัวร์ชาวมุสลิมปกครองดินแดนตอนกลางและตอนใต้ของสเปน โดยเฉพาะในแคว้นอันดาลูเซีย ดินแดนที่มีชื่อไพเราะและเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งอดีต

    (เพิ่มเติม…)
  • “ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน 4 แห่งนี้ เป็นสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดูเพื่อระลึกว่า
    พระตถาคตทรงประสูติ ณ ที่นี้
    พระตถาคตได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่นี้
    พระตถาคตทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ณ ที่นี้
    พระตถาคตได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้
    ชนเหล่าใดจาริกไปยังเจดีย์ (ที่ซึ่งควรแก่การบูชา) ก็จะเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อชนเหล่านั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์”

    (คัดมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2557 หน้า7)

  • 20140314-153940.jpg

    ช่วงนี้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเดิน ขึ้นเขา ทำบุญ รอบนี้ได้ครบทุกแบบรวมอยู่ในวันเดียว เพราะเป็นการไปไหว้พระ ทำบุญและทดสอบความอึดกันที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งการไหว้พระที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นๆ ที่รถจอดปุ๊บ กระโดดลงรถ ไหว้พระเสร็จแล้วกลับง่ายๆ ต้องอาศัยกำลังขา แรงใจ แรงกาย แรงบุญช่วยกันหนุนนำส่งให้เราไปถึงกันทีเดียว

    เขาคิชฌกูฎ ชื่อเดียวกับเขาในตำนานเก่าแก่ทางพุทธศาสนา และชื่อเดียวกับเขาในอินเดีย แต่มาปรากฎอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี อ้า บ้านเกิดเราอีกแล้ว แต่สารภาพตามตรงว่าเพิ่งมาครั้งแรกค่ะ อย่างที่เค้าว่ากันไปไหนได้ไกลๆ แต่ของสำคัญใกล้บ้านกลับไม่เคยไปเยือน ปล่อยให้ประชาชนนักแสวงบุญจากทุกสารทิศ เค้ามากราบไหว้กันหลายครั้ง หลายหน ปีนี้ฤกษ์สะดวก ได้มาเดินขึ้นเขากับเค้าแล้วค่ะ

    อยู่ๆเขาคิชฌกูฏก็โด่งดังขึ้นมาเมื่อไหร่ ไม่รู้ แต่สงสัยเหลือเกินว่าตอนที่เราอยู่จันทบุรีตั้งหลายปี ตอนนั้นไม่เห็นมีคนนิยมกันมากดังเช่นตอนนี้ เขานี้เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่เมื่อก่อนการเดินทางขึ้นไปไหว้พระพุทธบาทบนยอดเขานั้นยากลำบากหนักหนา นักแสวงบุญทั้งหลายต้องมีจิตศรัทธาอันแก่กล้า อย่างแรง เพราะใช้เวลาเดินกันทั้งวัน ไหนจะต้องผ่านป่าเขาทึบในเขตอุทยานที่มีเสียงเล่าขานว่ามีสัตว์ป่า อย่างเสือ กวาง กระทิง ช้างป่ามากมาย เป็นอันตรายในการเดินขึ้นเขา ทางเดินก็ขรุขระยากลำบาก บางครั้งไม่สามารถไป กลับลงมาภายในวันเดียว จะต้องค้างคืน เพื่อรอลงในวันถัดไป
    แต่มายุคสมัยใหม่ ไม่กี่ปีมานี้การเดินทางสะดวกขึ้นและได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ พร้อมๆกับความศรัทธาที่ออกแนวเป็นพุทธพานิชย์ไปกลายซะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นการเดินทางขึ้นไปไหว้พระ และศรัทธาก็อยู่ที่จิตใจของนักแสวงบุญ และผู้ศรัทธาที่จะกราบไหว้ด้วยใจ และศรัทธาตามแบบของตน เพราะไม่มีใครมาบังคับเราได้อยู่แล้ว
    การเดินทางทางของเราเริ่มต้นกันที่วัดพลวง แล้วนั่งรถขึ้นไปอีก 8 กม. ก็จะถึงจุดเริ่มต้นเดินขึ้นไปยังพระบาทพลวง ซึ่งมีหินก้อนใหญ่ และรอยพระบาทอยู่เคียงคู่กันตรงลานโล่งด้านบน  ทางขึ้นนี้ไม่อนุญาติให้บุคคลภายนอกนำรถขึ้นไปเอง เพราะทางขึ้นเขาออกแนววิบาก ชัน และต้องอาศัยความชำนาญเส้นทางจริงๆเพื่อความปลอดภัย และคงเป็นการกระจายรายได้ สำหรับการขึ้นรถจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คิวล่าง 50 บาท คิวบน 50 บาท ทั้งไปและกลับ แต่แอบบอกว่าของเราสะดวก เพราะไปเหมารถรวดเดียวไม่ต้องต่อ 2 ทอดให้ปวดหัว หรือรอคิว
    เมื่อมาถึงตรงลานจอดรถ บริเวณลานสีวลี ก็เริ่มต้นเดินกันเลยค่ะ เราซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ชุดละ 100 บาท สำหรับขึ้นไปไหว้พระตามเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งมีจุดให้กราบไหว้ ตามแต่ศรัทธาความชอบ และบางคนหยุดไหว้ตรงจุดที่เหนื่อย ถือเป็นการพัก แล้วค่อยเดินกันต่อก็ได้ ค่อยๆเดินไม่ต้องรีบร้อน เพราะที่นี่มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงคนเฒ่า คนแก่ ผู้อาวุโส ที่มาแสวงบุญกันมากมาย ที่บอกอย่างนี้เพราะหลายคนไม่ได้มาเพราะกลัวจะเดินไม่ไหว แต่ถ้ามาจริงๆแล้ว รับรองว่ารอดแน่ๆ ไม่ต้องห่วง ขอเพียงร่างกายแข็งแรง จากลานสีวลี ไปจนถึงลานพระบาทพลวง ระยะทางประมาณ 1.2 กม. มาถึงที่นี่ก็มากราบรอยพระพุทธบาท และเป็นจุดชมวิวบนเขาที่สวยงามมากจุดหนึ่ง
    จากจุดนี้ใครยังมีแรงต่อเดินขึ้นเขากันต่ออีกประมาณ 1 กม. เส้นทางเดินขรุขระขึ้นนิดนึง แต่ทางเดินแน่นหนาจะได้ขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่าผ้าแดงจุดสุดท้ายที่ไกลสุด ซึ่งจะให้เราผูกผ้า เขียนคำขอพรให้สมปรารถนา ระหว่างทางก็จะได้รับกำลังใจจากผู้ทีผ่านมาและกำลังลงว่าอีกนิดเดียว อีกนิดนึงเป็นแรงใจตลอดให้ผู้ที่เดินขึ้นมาได้ไปถึงปลายทางที่หวังไว้ โดยระหว่างทางจะพบจุดให้แวะเข้าไปกราบไหว้ทำบุญหลายจุด อันนี้ก็ตามแต่ศรัทธา กำลังทรัพย์ ของนักแสวงบุญแต่ละคน ฉันพบว่ามีทั้งแนวพุทธแบบอินเดียกราบไหว้พระศิวะ แนวพุทธแบบจีนกราบเจ้าแม่กวนอิม แนวไทยแท้ๆไหว้เจ้าแม่ตานี ซึ่งฉันคิดว่าศาสนาก็ปรับไปตามโลกที่ชักจะใบเล็กลงเรื่อยๆ  ตามความเชื่อหลากหลายที่แพร่หลายเข้ามายังดินแดนพุทธศาสนาซึ่งมีหลายนิกาย หลายความเชื่อ แต่สุดท้ายแล้วก็คงอยู่ที่ศรัทธา และความเชื่อเฉพาะตัวของแต่ละคน แต่บางอย่างก็แปลกเกินไปแม้แต่มัคทายกยังกล่าวขึ้นเอง ฉันเห็นหลายๆคนเอาดอกไม้ ธูปเทียน โปรยไปตามก้อนหิน ต้นไม้ ระหว่างทางเดิน เหมือนทำตามๆกันไป  จนดอกไม้ธุปเทียนหมดซะก่อนจะได้มากราบไหว้พระกันจริงๆ  ซึ่งฉันคิดว่าศรัทธาก็ต้องใช้สติในการพิจารณากันซักนิดนะ ว่าสมควรหรือจำเป็นต้องกราบไหว้หรือไม่ จนสุดท้ายกลายเป็นขยะที่ต้องมากวาดทิ้งให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็น

    สรุปว่าเส้นทางรวมทั้งหมดไปกลับประมาณ 4 กม. ฉันเดินลงมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ และอิ่มบุญ พบว่าในคณะที่ไปด้วยกันบางส่วนไปถึงเพียงแค่รอยพระบาท ก็เดินกลับลงมารออยู่ข้างล่างแล้ว แต่ก็ได้สมปรารถนา ความตั้งใจ เพราะครั้งนี้มีหลายคนเพิ่งมาเป็นครั้งแรก และสนุกสนานกับการได้เดินขึ้นเขาที่เคยคิดว่ายากลำบาก แต่ก็ผ่านมาได้ เสร็จจากนั้นก็ขึ้นรถขาลง สนุกสนานหวาดเสียว และท่ามกลางอากาศที่ร้อนขึ้นในช่วงบ่าย เรายังคงสวนทางกับผู้ที่มาเยือนเขาคิชฌกูฏที่เดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะจะใกล้เวลาที่เขาจะปิดในสิ้นเดือนนี้แล้วค่ะ

    แต่ละปีเขาคิชฌกูฏจะเปิดให้ขึันไปแสวงบุญ กราบไหว้รอยพระบาทปีละครั้ง ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขาคิชฌกูฏได้ที่นี่ค่ะ http://travel.kapook.com/view9265.html

  • เดินป่าที่ดอยหลวงเชียงดาว

    นั่งรถตู้ 9 ชั่วโมงจากกรุงเทพ ก็มาถึงจุดเริ่มต้นการเดินทางที่บริเวณวัดถ้ำเชียงดาว เพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งรถกระบะ เพื่อไปเริ่มต้นขึ้นดอยหลวงเชียงดาว เราใช้บริการลูกหาบจากร้านลุงแกละ ที่เพื่อนๆได้ติดต่อไว้เรียบร้อย ดังนั้นการเดินขึ้นดอยของเราก็สะดวกมากขึ้นเพราะลูกหาบชุดนี้นอกจากจะแบกสัมภาระของเรา แล้วยังบริการไปถึงการทำอาหาร นำน้ำดื่มขึ้นไป ให้พวกเราทั้งหมดอีกด้วย

    รถกระบะพาเราขึ้นเขา ทางช่วงแรกยังดี แต่พอเข้าใกล้อุทยาน ถนนหนทางขรุขระ และโค้งหลายๆโค้ง ทำเอาฉันที่ยังงัวเงียเพราะนอนไม่เต็มที่จากการนั่งรถตู้มาตลอดคืนเมื่อคืน ตื่น ตาสว่างเลย

    จากจุดเริ่มต้นเดินเทรคขึ้นเขา เราใช้เส้นทางเด่นหญ้าขัด ระยะทางประมาณ 8.50 กม. อากาศตอนเช้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ยังหนาว อากาศแจ่มใส เราเดินผ่านป่าที่สมบูรณ์สดชื่น ทุ่งหญ้า ดงกล้วย โอบล้อมไปด้วยทิวเขารอบๆ บางช่วงที่เป็นทุ่งหญ้า แสงแดดแรงๆ ทำให้ฉันเหงื่อออกเยอะทีเดียว แต่ยังดีที่มีสายลมอ่อนๆ เป็นระยะ คลายความร้อนอบอ้าว ระหว่างทางเดินขึ้นเขา ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เราก็มาถึงอ่างสลุง จุดกางเต้นท์บนดอยหลวงเชียงดาว วันนี้คนบนดอยเยอะเต็มพิกัดเลยหละมั้ง ทั้งจากกรุงเทพ เชียงใหม่ จังหวัดใกล้เคียง แต่ก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดกับคนมากมายขนาดนี้ เพราะกลุ่มของเราน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดบนดอยวันนี้ ช่วงที่เราไปเที่ยวกันก็เป็นวันหยุดยาว 3 วัน ที่ใครๆ ก็คงอยากจะออกมาเปิดหู เปิดตากันทั้งนั้น

    โปรแกรมบนดอยของเรา ก็คือเดินขึ้นเขาไปยอดดอยสูงสุด และดอยกิ่วลม ซึ่งล้อมรอบอยู่ไม่ไกลจากจุดกางเต้นท์ที่พัก เราได้บริหารร่างกาย เดิน และปีนป่าย เส้นทางขรุขระ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นในยามเช้าตรู่ และตอนบ่ายๆ ส่วนในช่วงกลางวัน ก็พักผ่อน นั่งชมวิวใกล้ๆเต้นท์ หลบแดดแรงๆ ที่ทะลุฟ้าใสๆ ลงมาบนเขา เป็นการพักผ่อน ที่สบายๆ ชีวิตไม่ต้องเร่งรีบ นั่งมองป่าเขาลำเนาไพร สูดอากาศบริสุทธิ์ ให้ชุ่มปอด
    น่าดีใจที่เมืองไทยมีที่เที่ยวเปิดให้ท่องเที่ยวมากขึ้น ฉันเห็นบางคนจากที่ไม่ไกล มาเดินขึ้นแล้วกลับในอีกวันถัดมา บางคนเดินขึ้นและลงในวันเดียวกัน ส่วนฉันและกลุ่มค้างคืนบนดอย 2 คืน ให้คุ้มค่ากับที่เดินทางมาไกลจากกรุงเทพ ป่าที่นี่สมบูรณ์ เพราะการเดินทางที่ยากลำบาก ต้องเดินเท้าสถานเดียว และสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่พร้อม ห้องน้ำ ลำธารก็ไม่มีให้อาบ เราต้องทนอยู่บนนี้โดยไม่อาบน้ำกันทั้งสองคืน สบายไป เย็นมาก ปกติก็ไม่อยากอาบอยู่แล้ว 555 ฉันนั่งฟังเพื่อนๆ น้องๆ นั่งคุยกันถึงสถานที่เดินป่าในเมืองไทย ยังมีให้ไปเดินทดสอบร่างกาย ไปชื่นชมความงามที่บริสูทธิ์หลายแห่ง ก็ได้แต่หวังว่าจะมีเวลา และโอกาสได้ไปเยือนเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

    หลังจาก 2 คืนบนอ่างสลุง ขากลับเราเดินลงเขาโดยใช้เส้นทางอีกเส้นทางปางวัว ทางนี้ระยะทางสั้นกว่า 6.5 กม. แต่เป็นทางชัน เดินขึ้นลง มีทางราบน้อยกว่าขาขึ้น และเมื่อเราเลือกเส้นนี้เป็นทางลง ก็จะเดินเร็วกว่า แต่ต้องเกร็งเท้า เกร็งเข่า และจิกนิ้วเท้าลงมาเกือบตลอดทาง เส้นนี้ถ้าเป็นขาขึ้นคงเมื่อยขา และเหนื่อยกันเอาเรื่อง สำหรับขาลงเราใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ก็มาถึงจุดนัดพบ เพื่อเดินทางกลับ โค้ก และน้ำดื่มเย็นๆ รอท่าอยู่บนรถด้านล่างที่มารับเรา แค่นี้ก็สดชื่น ชื่นใจ

    ได้ใช้เวลาในวันหยุดกับเพื่อนๆที่สนิทสนม และใจรักธรรมชาติเหมือนกัน บนเส้นทางธรรมชาติสวยๆ ความสนุกสนานเฮฮา ความประทับใจที่ดอยหลวงเชียงดาว ทำให้ติดอกติดใจไปนานเลย แม้จะมีหลายคนบอกว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่สวยที่สุด ควรไปช่วงเดือนพฤจิกายน หรือธันวาคม จะดีกว่า แต่แค่นี้ก็ประทับใจไม่รู้ลืมแล้วค่ะ

    เอ๊ะ! หรือจะไปอีกรอบดี

    20140218-122441.jpg

    20140218-122510.jpg

    20140218-122548.jpg

    20140218-122636.jpg

    20140218-122710.jpg

    20140218-122734.jpg

    20140218-123112.jpg

    20140218-123913.jpg

  • 20140218-114228.jpg

    พาโนรามา จากกิ่วลม บนดอยหลวงเชียงดาว ฝช้เวลาเดินจากเต้นท์ที่พักบริเวณอ่างสลุงไปประมาณ 30 นาที เดินปีนป่ายไม่ยาก เหมือนยอดดอยสูงสุด มองเห็นยอดสามพี่น้อง ยอดปิรามิด และยอดสูงสุด ตรงหน้า