Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part III (ชีวิตที่รื่นรมย์)

    เช้าวันนี้อากาศไม่ได้สดใสเหมือนยามเช้าในทุกๆวัน แต่ก็ยังดีที่ไม่มีฝนตกให้วุ่นวายใจซ้ำเติมเราไปอีก แต่ข้าวของที่เราจัดการตากไว้ด้านนอกทั้งเสื้อกันฝน รองเท้า ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ไม่มีอะไรแห้งซักกะอย่างเดียว โดยเฉพาะรองเท้าคู่ทุกข์คู่ยากที่จะต้องสวมใส่เพื่อเดินทางต่อ ซักพักก็ได้ยินเสียงจากคุณต้น เพื่อนของเราแนะนำวิธีการใส่รองเท้าเปียกๆ เพื่อเดินทางกันต่อด้วยการ ใส่ถุงเท้าไปก่อน แล้วเอาถุงก็อปแก็บมาสวมทับจากนั้นค่อยสวมถุงเท้าอีกคู่นึงทับไปอีกที เพื่อให้เท้าเราไม่ชื้นจากความชื้นของรองเท้า และกันน้ำผ่านถุงพลาสติก/ถุงก็อปแก็บนั้น   ในขณะเดียวกันถุงเท้าคู่ล่างก็จะทำให้เราเดินได้สะดวกไม่ลื่น หากไม่สวมทับไปอีกที วิธีนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว ยิ่งถ้าเดินไปเรื่อยๆแล้วไม่เจอฝนอีก รองเท้าก็จะค่อยๆแห้ง เท้าเราก็แห้ง แล้วค่อยเปลี่ยนมาใส่แบบปกติ

    พูดถึงถุงพลาสติกแล้ว อีกเรื่องที่อยากแนะนำสำหรับการใส่ของในกระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค ให้เราเอาถุงพลาสติกหรือถุงดำ ถุงขยะขนาดใหญ่ใส่รองชั้นนึงก่อนจะใส่เสื้อผ้าและของใช้ จะช่วยป้องกันฝนได้ดีมากๆ เพราะถ้าเจอฝนยังไงก็ต้องชื้น และอาจมีน้ำซึมเข้ามาในกระเป๋าเสื้อผ้าเราแม้ว่าลูกหาบจะหาพลาสติกมาคลุมด้านนอกให้ แต่ก็ยังไม่น่าวางใจเท่ากับเราเอาถุงพลาสติกรองด้านในไว้ก่อน อย่างกรณีของพวกเราที่เตรียมการมาอย่างดี ทำให้พวกเราไม่มีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าหรือของใช้เปียกชื้นกันเลย

    ถึงแม้จะเป็นขาลง แต่บันไดหินเดินขึ้นก็มีให้เราเหนื่อยหอบเป็นระยะๆ

    เส้นทางเดินของเราวันนี้ไม่ไกลมากจาก Bamboo ผ่าน Sinuwa ซึงแบ่งเป็น upper Sinuwa และ lower Sinuwa ไปสิ้นสุดที่ Chomrong ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ตามที่ซานโต๊สบอก อย่างที่ว่าเพื่ออาจไปตัดสินใจกันอีกทีว่าจะไปต่อ หรือกลับโพครากันในวันถัดไป และอย่างน้อยก็ได้เป็นการพักครึ่งหลังจากเดินชนิดที่เรียกว่าตามควาย ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาสามสี่วันติดแล้ว
    จากBamboo จะยังเป็นเส้นทางที่ผ่านป่าหนาทึบในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ผ่านลงมาสู่เส้นทางโปร่งโล่ง มองเห็นนาขั้นบันไดที่เราผ่านมาเมื่อสองวันก่อน ถึงแม้เป็นขาลงจาก ABC แต่เส้นทางก็ยังขึ้นๆลงๆ ไปตามทิวเขา ยังมีบันไดให้เราปีนป่ายเดินขึ้นไม่ใช่น้อย มันเหมือนกันกับว่าบันไดขึ้นสำหรับทางลงจะมีมากกว่าขาขึ้น ABC ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ไม่เร่งรีบ เดินกันเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก ก็ยังพอบรรเทาความเครียดสำหรับพวกเราไปกันได้บ้าง ประมาณเที่ยงๆ ตามเวลาเราก็มาถึง Upper Sinuwa เพื่อทานอาหารกลางวัน หลังจากได้เติมแรงกัน ก็เดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อไปยังเป้าหมายต่อไปที่ Chomrong ซึ่งใช้เวลาอีกแค่ 1.30 ชั่วโมง

    IMG_1631
    วันนี้มีเวลาเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ป่ากุหลาบพันปี สองข้างทางที่เราเดินผ่าน
    IMG_1663
    ได้สูดกลิ่นหอมสดชื่นของป่าที่ร่มรื่นย์
    IMG_1676
    ช่วงนี้น่าจะเป็นป่าทึบแห่งสุดท้ายก่อนจะเดินเข้าสู่เส้นทางนาขั้นบันได

    วันนี้เรามีเวลาได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง สูดกลิ่นหอมของทุ่งนา กลิ่นบริสุทธิ์จากป่าเขา ละเลียดกับความงามของทิวเขาสูงใหญ่ คุยเล่นกันตลอดทาง ดูเหมือนเพื่อนร่วมทริปหลายคนเริ่มมีความสุขกับการเทรคมากขึ้น เรามีเวลานั่งนิ่งๆดูวิว ดูดอกไม้สวยๆกันอย่างจริงจัง กำลังใจของทุกคนเริ่มกลับมา จนบางคนตะโกนถามมาว่าจะไปหมู่บ้านถัดไปเลยมั๊ย เพราะเรามีเวลาเหลือเยอะ น่าจะไปถึง Chomrong กันประมาณบ่ายสาม แต่ฉันขอว่าให้วันนี้เป็นวันพักดีกว่าเพื่อจะมีแรงต่อสำหรับวันถัดๆไป และเริ่มเป็นที่แน่นอนว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันแล้วว่าคงต้องไป Poon Hill กันต่อแน่นอน ที่เหลือแค่ว่าไกด์ของเราจะจัดการแบ่งเวลาและจัดรถมารับเราในวันเทรควันสุดท้ายเพื่อกลับกาฎมัณฑุได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหาไม่ได้ พรุ่งนี้เราแทบจะต้องเร่งเดินไม่ต่างกับสามวันที่ผ่านมา
    น่าดีใจที่ทุกคนเริ่มมีใจที่จะไป Poon Hill พร้อมกันต่อ เพราะหากเป้าหมายได้ถูกตั้งขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถไปให้ถึงได้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักในการมาเทรคครั้งนี้ก็ตาม ฉันคงกลับไปด้วยความเสียดายมากๆอย่างแน่นอน ทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณและชื่นชมเพื่อนร่วมทริปทุกคนที่เรามีแรง และความสนุกกับการเทรคครั้งนี้ไม่ต่างกัน และเราก็จะได้ความภูมิใจที่เราสามารถทำภาระกิจของเราให้ลุล่วงไปได้ร่วมกัน

    flower
    สิ่งเล็กๆน้อยสองข้างทางระหว่างเดินไป Chomrong

    บ่ายสามเรามาถึง Chomrong ด้วยความเบิกบานใจ โดยเฉพาะที่นี่ค่อนข้างเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน เกสเฮ้าส์มากมาย และมีร้านเค้กหน้าตาน่าทานด้วย แต่ปัญหาของเราคือตอนนี้เงินรูปีของพวกเราเริ่มร่อยหรอไปเรื่อยๆ สาเหตุเพราะประเมินเงินแลกรูปีกันมาไม่พอ มีแต่ดอลลาร์ และราคาอาหารบนเขานี้ก็แพงกว่าด้านล่างหลายเท่าตัว เราต้องประหยัดการใช้เงินใช้เท่าที่จำเป็นและสั่งอาหารแต่พอดี ห้ามกินทิ้งกินขว้าง สั่งมากมายตามคำสั่งของผู้คุมเงินในทริปนี้ เราไปกัน 7 คน อาหารสั่งมาอย่างละที่ แล้วต้องมาแบ่ง 8 ตัดแบ่งกัน ช่างน่าสงสารจริงๆ วันนี้พอมาถึงหมู่บ้านใหญ่เราก็เลยไปสอบถามร้านขายของที่ระลึกเพื่อขอแลกเงิน และโชคดีคุณลุงเจ้าของร้านให้เราแลกเงินในอัตราเดียวกับที่ทาเมล (1us=95rp.) แต่คุณลุงก็มีเงินจำกัดให้แลกได้แค่ 200 us. แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้เรามีเงินกันแล้วค่ะ รวยกันแล้ว

    เค้กช็อกโกแลตบนเส้นทาง ABC
    เค้กช็อกโกแลตบนเส้นทาง ABC

    รวยกันแล้วก็เลยพกเงินไปหาเค้กช็อกโกแลตที่เห็นโฆษณาป้ายใหญ่ๆทีผ่านมากันได้แล้ว หลังจากที่มองตาละห้อยผ่านมาเพราะไม่มีตังค์กัน :)  แต่แหม เค้กช็อกโกแลตในป้ายโฆษณาเขียนแนะนำซะน่ากิน แต่ปรากฎว่ากินไปแล้ว ทุกคนได้แต่มองหน้ากัน แล้วก็พูดกันว่า อยู่บนเขาขนาดนี้ได้กินเค้กช็อกโกแลตก็ดีถมไปแล้ว 555 คิดเอาเองแล้วกันว่าอร่อยมั๊ยเนอะ

    เย็นนี้เราเข้าพักที่โรงแรมเดิมในวันก่อน มีเวลาได้เหยียดแข้งขา นั่งเม้าส์มอย ดูรูปถ่ายที่ผ่านมา พร้อมกับเฮฮากับความภาคภูมิใจที่เราสามารถพิชิต ABC ได้ตามที่ทุกคนหวัง และยิ่งน่ายินดีที่ซานโต๊สแจ้งว่าสามารถจัดหารถมารับเราในวันสุดท้ายเพื่อกลับกาฎมัณฑุได้ นั่นหมายความว่าการเดินของเราเพื่อไป Poon Hill ก็จะไม่ต้องเร่งรัดเวลามากจนเกินไป ระหว่างนั่งรออาหารที่เราสั่งเพื่อมาแบ่งกันกินบนโต๊ะอาหาร สเต็กเสียงฉู่ฉี่ฉ่า ก็ข้ามหัวเราไป ยังโต๊ะข้างๆที่สั่งมากินกันคนละถาด ฉันหันไปขอเพื่อนๆเพื่อสั่งมากินคนละถาดแบบโต๊ะข้างให้หนำใจไม่ต้องแบ่งซักครั้งได้มั๊ย เพราะเรามีเงินกันแล้วนะ เรารวยแล้ว แต่ก็ยังโดนสั่งระงับให้ประหยัดไปก่อน :( สั่งได้แค่ 1 ถาด และต้องเอามาแบ่ง 8 กันเหมือนเดิม
    ใจร้ายจริงๆ เพื่อนกรู…….

    เย็นนี้ฝนตกเหมือนเดิมตามนัด ตรงเวลา แถมหนักเหมือนเมื่อวานเลย แต่ฉันไม่แคร์ฟ้าฝนแล้วสำหรับวันนี้ เพราะเราได้มาอยู่ในโรงแรมใต้ถุงนอนอุ่นๆแล้วจร้า ตกไปเลย 555
    แต่พรุ่งนี้หยุดนะจ๊ะ จะเดินต่อ ^^
    และ รองเท้าของเราแห้งสนิท พร้อมเดินต่อแล้วจ้า

    ……………………………………………………………….

    Day 7 Trekking ฺBamboo-Sinuwa-Chomrong 5 hrs.

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part II (ถึง ABC จนได้)

    อากาศเริ่มแจ่มใสมากขึ้นเมื่อเราเดินผ่านป่าสมบูรณ์จาก Himalaya ไป Deaurali (3200 M.) และทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นบนเขาสูง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นเช่นเส้นทางที่ผ่านมา แต่กลับเห็นวิวที่เปิดโล่ง ภูเขาหิมะตรงหน้าเราตระหง่าน สูงใหญ่ในสายตาของนักเดินทาง เส้นทางเริ่มมีหิมะน้ำแข็งประปรายทำให้เราต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวลื่นล้มเจ็บก้น

    20140514-164833.jpg
    หนึ่งในช่วงเส้นทางที่สวยงามด้วยแม่น้ำสายยาว Modi Khola ขนาบข้างด้วยทิวเขาใหญ่ทั้งสองด้าน
    20140514-162808.jpg
    นักท่องเที่ยวเดินจาก Deurali – MBC เริ่มเข้าสู่เขตหิมะปกคลุม
    20140514-162839.jpg
    บน MBC ลมฝนกำลังตามไล่หลังเรามา

    ยิ่งสูงยิ่งหนาว เป็นเรื่องจริงของที่นี่ทั้งสภาพอากาศ และ ความเบาบางของอากาศทำให้เราเหนื่อยง่าย ยิ่งเดินขึ้นไปก็ยิ่งได้เจอเส้นทางหิมะที่ตกลงมาทิ้งร่องรอยหิมะสีขาวให้เราได้เดินย่ำผ่านด้วยความระมัดระวัง เส้นทางวันนี้โหดพอดีแต่ก็แปลกตาสำหรับคนไทยเมืองร้อนที่ไม่คุ้นเคยกับหิมะ ฉันเดินไปตื่นเต้นไป ระวังตัวไป บางช่วงได้เดินคนเดียวทิ้งห่างจากเพื่อนๆ ให้เรามีเวลาได้ชื่นชม รื่นรมย์กับวิวสวยๆ หรือไม่ก็หยุดพัก นั่งพัก แต่ก็ไม่ควรพักนาน เพราะจะทำให้ขาแข็งขี้เกียจเดินต่อ จากนั้นก็เดินต่อไป เกือบบ่ายสอง เรามาถึง MBC เบสแค้มส์ของนักไต่เขาที่จะไปพิชิตยอดมัชฉาปุรณะ ไกด์รอเราอยู่บนโน้น “ทำไมมันสูงนักวะ” ฉันนึก และเมื่อมองเห็นบันไดทางขึ้นที่ชันสุดๆ เป็นด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเกสเฮ้าส์ที่ไกด์ซานโต๊ส จะพาเรามาทานอาหารกลางวันตอนบ่ายสอง เวลานั้นหิวก็หิว แต่ฉันต้องใช้แรงตะเกียกตะกายขึ้นบันไดต่อไปอีกเฮือก สองเฮือก เกือบสามเฮือก เพราะต้องหยุดพักเป็นหย่อมๆ ถึง 3 หนได้ กว่าจะพาตัวเองอันแสนเหนื่อย เข้าไปในร้านอาหาร วางกระเป๋าได้ฉันขอทุ่มตัวแรงๆยืดแข้ง ยืดขาบนที่นั่งในร้านทันที พร้อมๆกับฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาสำหรับวันนี้ ในตอนบ่าย ตรงเวลาจริง จริง

    : บันไดหินแสนชันที่ต้องไต่ขึ้นไปบนเกสเฮ้าส์

    เพื่อนๆที่เหลือเริ่มตามเข้ามา ฉันแอบมองผ่านหน้าต่าง และทุกคนก็ออกอาการเดียวกันทุกคนเมื่อเห็นบันไดที่จะพาตัวเองขึ้นมาบนเกสเฮ้าส์แห่งนี้ แอบหยุดพักกันคนละหลายรอบ และมานอนแผ่หรากันบนเกสเฮ้าส์เหมือนกันเลย :) เราใช้เวลาทานอาหารกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังเป้าหมายของวันนี้ และเป้าหมายของทริป เพื่อมุ่งหน้าสู่ ABC ใจของฉันไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมายนอกจากคิดว่า เรากำลังจะเดินขึ้นอีกเฮือกสุดท้าย ไปถึงที่นั่น แล้วพรุ่งนี้ถ่ายรูปกับป้ายอันนั้น แล้วจากนั้นจะได้เดินลงกันซะที น่าจะเหนื่อยน้อยกว่า สองสามวันที่ผ่านมา ภาระกิจใหญ่ของฉันกำลังจะเรียบร้อยแล้ว ส่วนไอ้ poonhill เดี๋ยวค่อยว่ากัน เพื่อนๆอาจไม่อยากไปกันแล้วก็ได้ อย่างมากก็กลับไปเดินเล่น นั่งเล่นที่โพครา หรือกาฎมัณฑุ มีเพื่อนบางคนที่ยังไม่เคยมาเที่ยวนี่นา เอ้า ไอ้นิ่มไปกัน
    แล้วเราก็ออกเดินกันต่อ หันไปถามไกด์อีกทีซิ “กี่ชั่วโมงถึง”
    “สองชั่วโมงครึ่งหรือมากกว่านั้น” ไกด์ตอบ
    ‘โอเค สามชั่วโมงแหง ตอนนี้บ่ายสาม ถึงABC ก็คงราวๆ หกโมงเย็น เกือบมืด อีกตามเคย แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อวานนี้’ ฉันคิด

    20140514-162631.jpg
    Amazing Annapurna ป้ายนี้แหละ จุดหมายปลายทางที่เราเดินขึ้นมา

    จาก MBC ไป ABC เราต้องเดินผ่านเส้นทางที่หิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด เขาสูงใหญ่รอบด้านโอบล้อมเราไว้ด้วยสีขาว เราเดินๆ จ้ำๆกันไป ซักพักก็เริ่มทิ้งห่างแบ่งเป็น 2-3 กลุ่มย่อย ยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นกับวิวที่เราเดินผ่าน เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ข้างหน้า พยายามมองถึงความแตกต่างของยอดแต่ละยอด คะเนเอาว่านั่นคือยอดหางปลามัจฉาปูชเร ยอดนี้น่าจะ Annapurana South แล้วไกด์ก็ชี้ไปรอบๆว่า นั่น Annapurna I,II III,IV  นั่นชื่อโน้นนี้ นั้น  แต่สุดท้ายก็ได้แต่อือๆ ออๆ เพราะจำไม่ได้หรอกค่ะ เอาเป็นว่าเมื่อไหร่จะถึงซะทีคะ เดินมานานแล้วนะ เราหยุดพักสั้นๆ แอบรื่นรมย์ชมวิว วันนี้โชคดีมากถึงมากที่สุด สายฝนที่ทำท่าจะตกหนักในช่วงบ่ายๆ ตอนเรามาถึง MBC ก็เบาบางลง มีบางช่วงที่ต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่บ้าง แต่ฝนวันนี้ไม่โหดร้าย รุนแรงนัก แต่ฟ้าที่กำลังใกล้มืดนี่ซิ ที่ทำให้เราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึง เบสแค้มป์ให้เร็วที่สุด โดยการเดินในช่วงนี้ทุกคนเดินได้ช้าลง เพราะจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และทุกคนก็พยายามที่จะไม่หักโหมกับร่างกายมากเกินไป เพราะไม่งั้นอาจจะต้องเดินลงสู่พื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ถ้าอาการแพ้ความสูงเกิดขึ้นกับใครก็ตามเช่นสาวชาวจีนที่รีบเดินสวนลงไปในช่วงเย็น เพราะมีอาการ AMS ทำให้ต้องรีบเดินกลับลงไปทันที
    คำว่า “ใกล้ตา ไกลตีน” ใช้กับการเดินช่วงนี้ได้อย่างดี หลังจากไกด์ชี้ให้ดูปลายทางหลังคาสีฟ้าของเกสเฮ้าส์ที่ดูไม่ไกลนัก แต่ก้าวเดินยังไงก็ไม่ถึงซักที หลังคาสีฟ้ายังไกลลิบในสายตาของเรา เดินจนเหนื่อยก็ไม่ใกล้ปลายทางนั้น จากจุดที่ไกด์ชี้ให้ดูเหมือนจะเดินอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึง แต่ปรากฎว่าเราเดินอีกกว่าชั่วโมงจึงจะพาร่างของเราไปถึงที่นั่นได้ โดยที่ใจน่ะไปรออยู่ตรงเกสเฮ้าส์ตั้งนานสองนานแล้ว

    พอเห็นป้ายสีเหลืองตรงหน้า ฉันแทบจะวิ่งไปกอดเสา เรียกให้เพื่อนที่ตามมาติดๆช่วยมาถ่ายรูปกับสัญญลักษณ์นี้โดยทันที แล้วรีบหันไปบอกให้ไกด์เดินย้อนกลับไปรับเพื่อนที่เหมือนจะยังตามอยู่ห่างๆ เพราะฟ้ามืดลงเรื่อยๆ หากไม่มีคนนำทางมีสิทธิ์หลงงงงันกันไปได้ และไม่แน่ใจว่าข้างหลังมีใครอาการเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งในที่สุดทุกคนก็มาถึงปลายทางที่ ABC โดยสภาพเรียบร้อยรอดปลอดภัยทุกคน
    คืนนั้นฉันและเพื่อนอีกคนขอโบกมือลาเข้านอนทันที ส่วนที่เหลือยังมีแรงไปปาร์ตี้มาม่าในห้องอาหารกันต่อ เพราะรู้สึกไม่หิวเนื่องจากวันนี้ทิ้งช่วงจากอาหารกลางวันไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง และอยากจะนอนสบายเย็นๆที่ ABC ให้คุ้มค่า คือว่าไม่เน้นดูดาว นับดาว ถ่ายดาว สูดอากาศในที่ที่มาถึง หรือไม่รู้สึกว่าโรแมนติกใดๆจากเสียงเรียกของภูเขาดังเช่นใครที่บรรยาย พรรณนาไว้ รู้อย่างเดียวอยากนอนในอ้อมกอดของ Annarpurna เป็นที่สุด 555 ภายในถุงนอนอุ่นๆ คืนนี้จำได้ว่านอนสบายที่สุดคืนนึงเลยค่ะ ไม่ได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกด้วย

    แสงแรกยามเช้ามาแว่บๆ แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ฉันออกไปพบกับหิมะที่กลายเป็นน้ำแข็งหน้าห้องนอน แล้วเดินย่ำหิมะผ่านขึ้นไปด้านบนเพื่อชมวิว แม้จะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวไปหมด แต่อากาศเช้านี้ก็ไม่ได้หนาวเย็นทรมานมาก เพราะไม่มีลมแรงๆมาพัดให้ทรมานร่างกาย แต่การเดินย่ำหิมะหนาๆต่างหากที่ทำให้การเดินรอบๆลำบากมากกว่า

    20140514-162902.jpg
    หิมะปกคลุมไปทั่วทั้งเบสแคมป์ หันกลับไปดูความภูมิใจที่เรามาถึง

    ซานโต๊ส ไกด์ของเรานัดเวลา 8.30 น. ให้เราพร้อมออกเดินทาง เราก็ตรงเวลาดี ตอนออก แต่ไปเสียเวลามากมายเกือบชั่วโมงเพื่อถ่ายรูปหน้าป้ายสีเหลือง เช้าวันนี้อากาศดีเช่นเคย อากาศสดใสตอนเช้าๆหิมะสีขาวโพลนไปทั่วทั้งเทือกเขาทำให้ฉันตื่นเต้นมากมาย ก็บ้านเราไม่มีหิมะนี่นา เห็นที่ไหนยังไงก็ยังตื่นตาตื่นใจ กับภาพสวยๆตรงหน้า และยิ่งเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่วันนี้เรามาถึงที่ปลายทางที่ตั้งใจได้ด้วยสองเท้าของเรา พร้อมกันกับเพื่อนๆทุกคนโดยไม่มีใครเป็นไร ทุกคนสุขภาพแข็งแรงบ้าพลังกันมาก แม้ว่าบางคนอาจจะงง งง ว่ามาทำไรที่นี่กัน แต่สิ่งที่ทุกคนได้ไปในวันนั้นคือความภูมิใจที่เราสามารถทำได้ ความงามตรงหน้าเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆที่มอบให้ สำหรับทุกคนนี่ครั้งแรกที่ได้พิสูจน์บางอย่างในตัว บางคนอาจจะเป็นก้าวต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจสู่การเดินเทรลที่สอง ที่สามตามมา แต่ฉันเชื่อว่าครั้งแรกมันจะเป็นที่จดจำให้นึกถึงทุกครั้ง

    หลังจากครั้งแรกที่ภาคภูมิใจได้เกิดขึ้น ซานโต๊สนำเราเดินกลับ ขากลับจาก ABC สู่ MBC ไม่ยากเย็นเหมือนดังขาขึ้นมาเมื่อวานนี้ ทางลงบางครั้งฉันยังมีเวลาสนุกสนานกับการวิ่งลงด้วยซ้ำ เราเดินลงไปเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าขาลงจะไม่ต้องเดินขึ้น ยังต้องเหนื่อยๆแฮ่กๆ หอบฮั่กๆ กันต่อไปและยิ่งช่วงบ่าย ฝนมาตามนัดเหมือนเดิม อากาศหนาวแบบนี้ ฟ้าส่งลูกเห็บมาก่อนเลย ตื่นเต้นกันกับลูกเห็บที่ตกมาแทนฝน ซักพักเริ่มรู้สึกว่าลูกเห็บนี่มันทำให้มือที่โผล่ออกมาจากเสื้อกันฝนเจ็บแฮะ จากนั้นก็ตามมาด้วยฝน และยิ่งหนัก ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ
    “โอ้ว ฉันไม่ควรดีใจเร็วไป ที่คิดว่าพิชิตมันได้แล้ว ยังมีขาลงที่หนักหนาไม่แพ้กันอีกนี่หว่า” ฉันคิดระหว่างเดินจ้ำตามไกด์เข้าสู่ป่าทึบเพราะปลายทางของเราวันนี้คือ Bamboo ซึ่งต้องเดินผ่านหลายหมู่บ้านอยู่เหมือนกัน ABC-MBC-Deurali-Dovan-Bamboo จากDeurali เส้นทางจะเป็นป่าทึบหนาแน่น ร่มรื่น แต่ถ้าผสมกับฝนที่ตกอย่างหนัก เรียกว่าหนักที่สุดที่เราได้ผ่านมา เส้นทางจึงเปลี่ยนเป็นโคลนลื่น ต้องเดินอย่างระมัดระวัง หลายกลุ่มมีปลายทางเหมือนเราที่ Bamboo แต่พอเจออากาศแบบนี้ หลายกลุ่มได้เปลี่ยนปลายทางมาเป็น Dovan บ้าง Deurali บ้าง แต่ไม่ใช่สำหรับเรา ที่ยังคงมุ่งมั่นเดินไปสู Bamboo อย่างบ้าคลั่งอยู่กลุ่มเดียว (ทำไมไม่รู้)

    20140514-162925.jpg
    ขากลับที่ไม่คาดคิด เดินย่ำไปกับโคลนท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก ระหว่างเดินทางสู่ Bamboo

    5 โมงเย็นแล้วเรา แต่เรายังมาถึงแค่ Dovan ด้วยสภาพเปียกแฉะไปทั้งร่าง เสื้อกันฝนช่วยได้มากในสถานการณ์แบบนี้ แต่การย่ำโคลนหนา ฝนตกไม่หยุด รองเท้ากันน้ำอย่างดี จาก Northface ก็เอาไม่อยู่ เพราะน้ำไหลลงจากกางเกง เข้ารองเท้าไปเรียบร้อยแล้ว กว่าจะไปถึง Bamboo ปาเข้าไปเกือบทุ่มครึ่ง ฝนยังตกไม่หยุดหย่อน สภาพเพื่อนร่วมทีมทุกคนย่ำแย่ไปตามๆกัน บางคนเริ่มไม่ไหวและงัดแผน 2 กลับโพครามาพูดคุยอย่างจริงจัง สำหรับฉันหลังได้อาบน้ำอุ่นอาการค่อยยังชั่วขึ้น แต่ยังกลุ้มใจกับรองเท้าเพื่อนร่วมทางคู่กายที่แฉะซะไม่มีดี เอาไงดีหว่า
    คิดไม่ออกปล่อยมันไป อาบน้ำอุ่นสระผมเรียบร้อย ฉันหมายมั่นปั้นมือมากว่าขอสวยก่อนเพราะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว ผมหนืดไปหมด หยิบไดร์เป่าผมมาเป่าผม เสียเงินก็ยอม เท่านั้นแหละ เสียบปลั๊กเป่าผม ไฟดับทั้งโรงแรม เรียบร้อยเวรกรรม แถมโดนค้อน โดนบ่นยกใหญ่ เพราะหนุ่มๆ กำลังติดละครโทรทัศน์กันงอมแงม ไฟดับพรึ่บ เสียอารมณ์ไปตามๆกัน โชคดี พอไม่เป่าไฟก็กลับมา ไม่งั้นอาจโดนรุมประชาทัณฑ์อยู่แถวนั้นเป็นได้

    กลับมาสะบัดผมให้แห้งด้วยตัวเอง พร้อมประชุมต่อกับเพื่อนร่วมทริป แผน 2 กลับโพครา เพราะใจที่ไม่อยากสู้ต่อกับการเดินอย่างหนักติดๆกัน 3-4 วันอย่างที่ผ่านมาถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน เพราะอันที่จริงแล้ว poonhill ไม่ใช่เป้าหมายของเราในทริปนี้แต่ต้น แต่ถูกหยิบขึ้นมาถามความเป็นไปได้ และไกด์ก็บอกว่าสามารถทำได้ เราก็เลยเปลี่ยนแผนมาเดินทางแบบเส้นรอบใหญ่กัน หลังจากถกเถียงกันซักพักเราประนีประนอมกันด้วยการใช้แผน 3 ขยายวันเดินไปอีก 1 วันโดยไม่ต้องกลับโพคราเพื่อไปขึ้นรถบัสอีกวัน แต่ให้เหมารถตู้มารับเราเข้ากาฎมัณฑุในตอนเย็นเลย เพื่อจะได้มีเวลาเดินมากขึ้น  และขอให้ลดเวลาการเดินจากวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อวันมาเป็นวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยพรุ่งนี้ไม่ต้องเดินหนักมากเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน และมีเวลาเรื่อยเปื่อยกับวิวสองข้างทางสบายๆ พรุ่งนี้เราจึงมีปลายทางแค่ที่ Chomrong ก่อน เผื่อไว้สำหรับแผนที 4 ถ้าไปพรุ่งนี้ยังไม่ไหวจริงๆ ค่อยคิดว่าจะหาทางกลับลงไปโพคราเลย
    เฮ้อ…. สรุปเป็นแบบนี้ ซานโต๊สเอาใจไม่ถูกแหงเลย

    แค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยมาตามกันต่อว่าพวกเราจะได้ไปต่อ หรือกลับไปลั๊ลลาล่องเรือที่ทะเลสาบเฟวา โพครากัน ตอนหน้าค่ะ

    ……………………………………………………………….

    Day 5 Trekking Himalaya-Deurali-MBC-ABC 8 hrs.
    Day 6 Trekking ABC-MBC-Deurali-Himalya-Dovan-Bamboo 8 hrs.

  • First time full Trekking at ABC, Nepal – Part I

    Pain is temporary , Pride is forever.

    เมื่อถึงที่หมายในแต่ละวัน ฉันได้แค่หันไปบอกเพื่อนๆที่ตามมาว่า “ถึงแล้ว” ไม่มีเสียงเฮฮาดีใจหาย เมื่อถึงที่หมายของวัน แต่ได้รับการยิ้มพยักหน้า ตอบรับ แล้วเธอก็เดินไปนั่งพัก หายใจที่เหนื่อยหอบจากการเดินมาทั้งวัน ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเฮฮา และเสียงหัวเราะดังลั่นของพวกเราตามมาหลังจากนั้น ประหนึ่งว่า ในที่สุดวันนี้ก็ผ่านมาได้แล้ว ต่อไปมีอะไรก็ช่างขณะนี้ขอสนุกกับมันให้เต็มที่ในวินาทีนี้ก่อน

    เรามีกิจกรรมซ้ำๆอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน ยัดsleeping  bag ใบใหญ่เข้าถุงและโคคูนเข้าถุงเล็ก เดินโต๋เต๋ไปแปรงฟัน ล้างหน้า แล้วลงมาทานอาหารเช้า ก่อนจะคว้าไม้เท้า สะพายเป้ ออกเดิน เดิน และเดิน ขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา ลงเขา แต่ละคนต่างมีสไตล์การเดินของตัวเอง เร็วบ้าง ช้าบ้าง แวะบ้าง บางคนฟังเพลงไป บางคนเดินไปชมนก ชมไม้ ถ่ายรูปตามทาง เห็นมุมสวยก็เรียกมาถ่ายรูปก่อนจะเดินผ่านวิวงามๆ แถวนั้น ในช่วงเวลาอากาศดี

    เสียงหัวเราะคิกคัก ของเราในช่วงแรกๆ สดใส เริงร่า โดยเฉพาะในยามเช้าที่อากาศแจ่มใสทุกวัน ผลัดกันถ่ายรูปไปมา ตามเส้นทางนาขั้นบันได ประตูไม้เก่าๆ ต้นไม้รูปทรงสวยๆ กำแพงหินที่ถูกปูซ้อนเป็นชั้นๆ ไปจนถึงผนังบ้านสีสันสดใสของชาวบ้านก็ถูกวางเป็น background สำหรับพวกเราทุกคน วันแรกๆ เรายังพูดถึงทริปต่อไปที่จะไปร่วมเส้นทางเทรคกันต่อ สอบถามไกด์ซานโตส ถึงเส้นต่างๆที่น่าสนใจ พรั่งพรูออกมาทั้ง EBC ,ABC circuit , เทรค Muktinath , Langtang บลา บลา มากมาย
    แค่บ่ายวันที่สองของการเทรค เราเริ่มเจอศึกหนัก เดินขึ้นบันไดหินสูงตรงหน้า ปีนป่ายกันเข้าไป ข้ามสะพานเล็กๆ ใหญ่ๆ และปีนกันต่อไป จากนั้นเดินลงเริ่มสบายขึ้น ไปซักพัก เจอทางขึ้นต่ออีกแล้ว ใจฉันเริ่มเบื่อบันไดตะหงิดๆ ขึ้นในใจ อีกแล้วเหรอ :( แถมด้วยฟ้าครึ้ม เริ่มปิด ฝนตกลงมา โชคดีที่เราเตรียมเสื้อกันฝนกันมาทุกคน การเดินลุยฝนในเสื้อกันฝนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ขอแนะนำให้ใช้เสื้อกันฝนคุณภาพดี หาซื้อไม่ยากที่ย่านทาเมล ตัวละ 300-400 บาทเท่านั้น แต่ช่วยได้มากเลยค่ะ ภายใต้เสื้อกันฝนอาจจะร้อนอบอ้าวอึดอัดหน่อย เพราะกันทั้งฝนและลมทีพัดแรงๆได้เลย

    “ให้ใช้เสื้อกันฝนคุณภาพดี หาซื้อไม่ยากที่ย่านทาเมล ตัวละ 300-400 บาทเท่านั้น ช่วยได้มากเลยค่ะ ภายใต้เสื้อกันฝนอาจจะร้อน อบอ้าว เพราะกันทั้งฝนและลมที่พัดแรงๆได้เลย”

    ตอนเย็นๆก่อนถึงที่พัก  ฟ้าเปิดให้เห็นแสงสีทอง วันนี้ของเราแม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังได้สนุกกับการถ่ายภาพ และสภาพอากาศที่ไม่แย่จนเกินไปนัก
    ระหว่างทางที่เราเดินขึ้นไป เจอนักท่องเที่ยวบางคนให้กำลังใจถึงความงดงามด้านบน เพื่อสร้างกำลังใจให้คนกลุ่มใหม่อย่างเราเดินต่อไป ฉันได้ยินบ้างว่า ตอนนี้ด้านบนหิมะตกหนัก ด้านบนตอนนี้ต้องเดินลุยหิมะจาก MBC ไป ABC แหมฟังแล้่วน่าตื่นเต้นจริงๆ อยากเดินลุยหิมะมั่ง  แต่เอ๊ะ พี่คนนี้บอกว่าหนาวมาก ไกด์เกือบจะไม่ให้ไป เพราะมีพายุหิมะ แต่เค้าฝืนจนขึ้นไปได้ เอ๋ เอาไงดี เจอหิมะดีหรือไม่ดี จะหนาวไปมั๊ย จะได้ขึ้นมั๊ย มาแล้วไม่ได้ขึ้นเสียดายแย่เลย ฟ้าจะเปิดรึป่าว ต่างๆนานา จากข้อมูลระหว่างทางที่ได้ยินมา แต่ฉันก็ยังก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะฉันจะไป ABC :)

    เส้นทางผ่านทุ่งนาที่เราเดินผ่านในช่วงแรก
    เส้นทางผ่านทุ่งนาที่เราเดินผ่านในช่วงแรก

    วันก่อนจะถึง ABC คือวันเดินเทรควันที่ 3 ของเรา วิวสองข้างทางของเราขึ้นสู่ที่สูงเล็กน้อย วันนี้เราจะเดินไปจาก Chomrong- Himalaya เป็นจุดพักคืนนี้ ซึ่งเราเปลี่ยนจาก Deurali ลงมาตามแผนของคุณนิรูเดิมที่จัดไว้ให้เรา นับเป็นความคิดที่ถูกต้องเลย เพราะแค่นี้เราก็สาหัสสากรรจ์กันแทบแย่ ตอนบ่ายๆ เราเจอฝนเทลงมาในขณะเดินผ่านป่าทึบ หนาวเย็น ขณะที่พอใกล้ถึงเริ่มเข้าสู่เขตแดนที่มีร่องรอยของหิมะตกลงมา ต้องเดินผ่านเส้นทางลื่่นๆ อีกด้านเป็นหน้าผา ค่อยๆ ย่องๆ ค่อยๆเดินกันทีเดียว สองวันที่ผ่านมาอุปกรณ์อีกอย่างที่เทรคเกอร์ควรมีไว้ติดตัวขอแนะนำไม้เท้าค่ะ ไม่มีไม่ได้เลย ช่วยเราได้เยอะ ผ่อนแรง ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยรับแรงกระแทกเข่าขาอย่างดี ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนถึง หลายพัน อยู่ที่ความทนทาน และวัสดุที่ใช้เพื่อให้น้ำหนักเบา เลือกซื้อหาติดตัวก่อนไปเทรคกันด้วยนะคะ

    สะพานแขวนข้ามแม่น้ำมีมากมายหลายสะพาน ทุกๆการข้ามสะพานก็จะพบว่ามีทางเดินขึ้นเขารออยู่ข้างหน้า
    สะพานแขวนข้ามแม่น้ำมีมากมายหลายสะพาน ทุกๆการข้ามสะพานก็จะพบว่ามีทางเดินขึ้นเขารออยู่ข้างหน้า

    วันนี้เหนื่อยสุดๆ เดินกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงที่พักเกือบ 2 ทุ่ม เราถึงที่พักในตอนที่ฟ้ามืดแล้ว พวกเราทุกคนระดมสั่งอาหารแบบไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่เงินก็ไม่ค่อยจะมีกัน จนซานโตสเริ่มพลิกหน้ากระดาษรับออร์เดอร์เป็นหน้าสอง ทุกคนรีบร้องเฮ้ย! เยอะไปแล้ว ตอนนั้นถึงได้หยุดสั่งกันได้ กลัวไม่มีตังค์จ่าย 555
    ที่พักคืนนี้เรานอนรวมกัน 5 คนสำหรับผู้หญิง ส่วนชายหนุ่มแยกไปนอน 2คน ที่พักหลังจากนี้ไม่สะดวกสบาย ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำแยกอยู่ด้านนอก ทุกอย่างที่จะใช้ต้องเสียเงิน ทั้งอาบน้ำร้อน ชาร์จแบต เล่นwifi แต่พวกเราไม่มีแรงทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนอน  หลังมื้ออาหารเย็นตอนค่ำๆ ทุกคนกลับมาห้องนอน แทบไม่ได้ทำไรกัน นอนสลบไสลไปตามๆกัน แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนคงนึกกันอยู่ในใจ “เอาวะ อีกวันเดียวพรุ่งนี้ก็ถึง ABC  นอนเอาแรง ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวก็ถึงจุดหมายของเรากันแล้ว” แล้วทุกคนคงคิดกันต่อในใจ
    “ฮึ่ม เทรคก้ง เทรคกิ้งรอบหน้า ไปไหนอย่าได้ชวนกันอีกนะ” 555

    ขอแนะนำไม้เท้าค่ะ ไม่มีไม่ได้เลย ช่วยเราได้เยอะ ผ่อนแรง ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยรับแรงกระแทกเข่าขาอย่างดี ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนถึง หลายพัน อยู่ที่ความทนทาน และวัสดุที่ใช้เพื่อให้น้ำหนักเบา เลือกซื้อหาติดตัวก่อนไปเทรคกันด้วยนะคะ

     

    Day 1 BKK-Kathmandu พักที่ทาเมล
    Day 2 บินจาก Kathmandu-Pokra แล้วนั่งรถไปเริ่มเทรคที่ Gandruk
    Day 3 Trekking Gandruk – Jhinu -Chomrong 6 hrs.
    Day 4 Trekking Chomrong-Sinuwa-Bamboo-Dovan-Himalaya 7.30 hrs.

  • เริ่มต้นด้วยการอ รอ รอ รอ ก่อนไปเทรค เดิน เดิน และเดิน

    3 ชั่วโมง เป็นเวลาที่เราใช้หลังจากลงเครื่องจากกรุงเทพ สู่เมืองกาฎมัณฑุ ณ สนามบิน ตรีภูวัน เพื่อทำ visa on arrival บางคนบอกว่าเป็นเวลาที่นานที่สุด 😖 ก่อนมาเราได้ข้อมูลว่าใช้เวลา 2 ชั่วโมง จนเพื่อนหลายคนถามว่าทำไมไม่ทำมาจากทม.
    555 รอต่อไปเพื่อนๆๆ

    การทำงานของจนท. สนามบิน และการจัดการทำให้การทำวีซ่าค่อนข้างช้ามากก เปลี่ยนสลับแถวไปมา วุ่นวาย จนท. ทำงานเรื่อยๆ ไม่ได้ใส่ใจกับงานของตนมากนัก เขียนๆอยู่ลุกหายไปคุยกับเพื่อนมั่ง หาเอการ หาของบนโต๊ะที่ยุ่งเหยิงจนนักท่องเที่ยวที่ยืนรอต้องออกมายื่นปากกาให้เพราะจนท. เขียนๆอยู่ก็ทำปากกาหายไปในกองเอกสารตรงหน้าซะงั้น
    อย่างว่าปกติก็ช้า บวกกับความซวยของฉันที่ไปเจอพวกฝรั่งมาแซงคิวอีกกลุ่ม แถมทำหน้าตาไม่รู้เรื่อง ไม่กล้ามองหน้าพวกเราที่เข้าคิวรออยู่ สรุปสุดท้ายเราก็เลยใช้เวลาไปซะ 3 ชั่วโมง เงิบไปเลย

    20140423-175746.jpg
    ต่อคิวรอทำ Visa on arrival นาน 3 ชั่วโมง

    คุณนิรู มารอต้อนรับคณะของเราบริเวณหน้าสนามบินตรีภูวัน
    คุณนิรู มารอต้อนรับคณะของเราบริเวณหน้าสนามบินตรีภูวัน

    การรอคอยยังคงดำเนินต่อไปเพราะขณะนี้เที่ยวบินที่จะพาเราไปโพคราแจ้งดีเลย์มา 2 รอบแล้ว เพราะสภาพอากาศที่โพคราไม่ดี จากไฟลท์ 9.30 เปลี่ยนเป็น 10.00น. และ ตอนนี้เปลี่ยนเป็น 11.00น. แล้ว
    ความอดทน ใจเย็นเป็นสิ่งที่คนเราต้องฝึกให้มากๆ แต่ถ้ามีเหตุผลอย่างกรณีเป็นอันเข้าใจ ไม่ใช่โดนแซงคิวแบบเมื่อวานนี้ ที่ต้องอดกลั้นอย่างมาก

    ดูเหมือนชาวเนปาลจะชาชินกับเรื่องดังกล่าวได้ดีกว่าเรา และนักท่องเที่ยวที่อยากไปเทรค EBC คงต้องเรียนรู้กับการรอคอย และมีความหวังต่อไปให้มากขึ้น เมื่อฉันพบว่าเทรคเกอร์หลายคนมารอขึ้นเครื่องไปลุกลา รอมาหลายวัน แถมวันนี้ได้ขึ้นเครื่อง เครื่องออกแล้ว แต่สุดท้ายกัปตันตัดสินใจนำเครื่องกลับเพราะสภาพอากาศที่ไม่ดี สุดท้ายกลับมานั่งรอกันต่อไปพร้อมกับพวกเรา ที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความหวังจะไปโพคราในวันนี้

    เที่ยวบินไปโพคราดีเลย์เพราะสภาพอากาศที่โพครา ไม่ดี
    เที่ยวบินไปโพคราดีเลย์เพราะสภาพอากาศที่โพครา ไม่ดี

    ……

    。。。。。

    การรอคอยของเราสิ้นสุดที่เวลา 11.30 น. เมื่อสายการบินYeti 675 เรียกขึ้นเครื่องแล้ว
    😄😄😄😄

    มาถึงโพคราแล้ว เย้!!!!
    มาถึงโพคราแล้ว เย้!!!!

  • ทิ้งช่วงไปเนิ่นนานอีกตามเคย ทั้งที่มีเรื่องราวและความประทับใจจากการเดินทางมากมายที่อยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน ถ้าผิดพลาดตรงไหน ติติงกันได้เลยนะคะ เพราะตามประสาคนชอบเที่ยว การเดินทางของฉันไม่ได้มาพร้อมกับความรู้แน่นปึ้กแบบนักประวัติศาสตร์ แต่เป็นการค่อย ๆ เรียนรู้จากภาพที่เห็น แล้วค่อยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลัง เพื่อให้สถานที่ที่เคยไปนั้นมีเรื่องราวที่เติมเต็มหัวใจมากขึ้น เสียงกระซิบของกาลเวลายังคงกึกก้องอยู่ตามกำแพงเก่าแก่ รอให้ฉันค้นหาและนำมาเล่าให้ฟังแบบเพลิน ๆ

    ทริปสเปนคราวนี้ ฉันตะลุยไปกับพี่สาวสองคน และนี่คือการเดินทางสู่ยุโรปครั้งแรกของเจ้แหวว พี่สาวที่อุตส่าห์เดินทางไกลมาเป็นเพื่อน คงเพราะกลัวฉันจะเหงาเกินไป แต่สุดท้ายเธอกลับประทับใจกับบรรยากาศและผู้คน จนทำท่าจะติดใจการเดินทางไปอีกคน (เย้! มีสมาชิกนักเดินทางเพิ่มแล้ว 555)

    เรามาเริ่มต้นที่เมืองคอร์โดบา (Córdoba) ไม่ใช่เมืองแรกที่เหยียบแผ่นดินสเปน แต่เป็นเมืองที่อยากเล่าสู่กันฟังก่อน ทั้งที่เป็นเพียงเมืองทางผ่านระหว่างเส้นทางจากมาดริด (Madrid) ไปเซบีย่า (Sevilla) แต่ฉันกลับรู้สึกว่าสเปนในวันนี้ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมอิสลามมากกว่าที่คิด และคอร์โดบาก็คือเมืองแรกที่มุสลิมเข้ายึดครองและสถาปนาให้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรอัล-อันดาลูส (Al-Andalus) ในคาบสมุทรไอบีเรีย จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะจะพาเพื่อน ๆ ย้อนอดีตไปด้วยกัน

    รถไฟจากมาดริดพาเรามาถึงคอร์โดบา จากนั้นเราฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ แล้วไปขอข้อมูลท่องเที่ยว จุดหมายสำคัญของเราคือ “เมซกีต้า” (Mezquita) โบสถ์มัสยิดอันโด่งดังของเมือง การเดินทางไม่ยากเพราะมีรถบัสจากหน้าสถานี แต่ปัญหาคือเราต้องลงตรงไหนนี่สิ! พนักงานแนะนำให้ถามคนขับรถเพราะนักท่องเที่ยวแทบทุกคนมาที่นี่กันทั้งนั้น เอาก็เอา! พอขึ้นรถก็ลองถามดู ปรากฏว่าผู้โดยสารคนอื่น ๆ คงเห็นเราสองสาวทำหน้าตางุนงงกันสุดฤทธิ์ เลยช่วยกันบอกจุดลงจากรถให้ ด้วยความที่เราพูดภาษาสเปนไม่ได้ ส่วนพวกเขาก็พูดอังกฤษแบบจำกัดมาก การสื่อสารจึงเป็นการใช้ภาษามือเป็นหลัก คุณลุงใจดีชี้ให้ดูทางเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา พร้อมบอกให้เดินไปตามตรอกนั้น ซอยนี้ ฟังแล้วก็รู้เลยว่าเราจะต้องหลงแน่ ๆ และก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ (555)

    แต่การเดินหลงทางครั้งนี้กลับเป็นความทรงจำที่ดี ซอยที่เราผ่านไปเต็มไปด้วยบ้านสีขาว ตัดกับขอบหน้าต่างสีเหลืองและสีฟ้า ประดับด้วยกระถางดอกไม้เล็ก ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและน่ารัก สุดท้ายเราก็ใช้แผนที่ช่วยนำทางจนกระทั่งเห็นหอคอยสูงเด่นอยู่เบื้องหน้า กำแพงหินขนาดใหญ่ของเมซกีต้าตั้งตระหง่านตรงหน้าเราแล้ว นักท่องเที่ยวบางคนนั่งพักกันตามริมกำแพง เสียงสนทนาเบา ๆ ปะปนกันไป ฉันอดคิดไม่ได้ว่า หากย้อนกลับไปในยุคกลาง กำแพงนี้คงเคยเป็นฉากของเรื่องราวมากมาย

    อา! ในที่สุด เราก็มาถึงเมซกีต้า จุดหมายของเราวันนี้

    คอร์โดบา: ศูนย์กลางอารยธรรมอัล-อันดาลูส มุสลิมเริ่มขยายอำนาจเข้าสู่ยุโรปผ่านคาบสมุทรไอบีเรียตั้งแต่ปี ค.ศ. 756 โดยอับด์ อัล-เราะห์มานที่ 1 (Abd al-Rahman I) จากราชวงศ์อุมัยยะห์ (Umayyad) ซึ่งหนีจากการกวาดล้างของราชวงศ์อับบาซิด (Abbasid) ในดามัสกัสและมาตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งอัล-อันดาลูส ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญา ศิลปะ และวัฒนธรรมของโลกมุสลิมและยุโรปในยุคนั้น ถนน ระบบน้ำ สวน โรงอาบน้ำ ศิลปะหัตถกรรมต่าง ๆ ล้วนได้รับการพัฒนา โดยเปิดกว้างให้ทั้งชาวมุสลิม คริสเตียน และยิวเรียนรู้ร่วมกันผ่านภาษาอาหรับ เมืองคอร์โดบาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยกษัตริย์อับด์ อัล-เราะห์มานที่ 3 (Abd al-Rahman III) ก่อนจะเสื่อมอำนาจลงและถูกกษัตริย์เฟอร์นันโดที่ 3 แห่งกัสติยา (Fernando III of Castile) ยึดคืนในปี ค.ศ. 1236

    Mezquita: เสน่ห์แห่งศิลปะที่ผสมผสาน เมซกีต้าคือสถานที่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของเมืองนี้ได้ดีที่สุด เดิมทีเคยเป็นโบสถ์คริสต์ในสมัยโรมัน แต่เมื่อมุสลิมเข้ายึดครอง ก็ถูกดัดแปลงเป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่งดงามอลังการ ซุ้มโค้งสีแดง-ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ภายใน ยังคงสะท้อนศิลปะยุคแรกเริ่มของอิสลาม เมื่อชาวคริสต์ยึดเมืองกลับคืน มัสยิดจึงถูกเปลี่ยนกลับเป็นโบสถ์คาทอลิก ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่แห่งเดียวที่มีทั้งองค์ประกอบของโบสถ์และมัสยิดอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว

    หลังจากใช้เวลาเต็มอิ่มกับเมซกีต้า เราก็เดินเล่นชมเมืองกันต่อ วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าโปร่งใส เราเดินผ่านสวนสวย ร้านกาแฟเล็ก ๆ และตรอกจูเดอเรีย (Juderia) ย่านเก่าของชาวยิวที่ยังคงมีเสน่ห์ ตึกสีขาวประดับดอกไม้เต็มไปหมด ผู้คนที่นี่ดูเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส จนทำให้ฉันเผลอคิดไปว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในยุโรป แต่กำลังเดินอยู่ในเมืองเก่าของโลกมุสลิมอย่างตุรกีหรือจอร์แดน

    คอร์โดบาอาจเป็นเพียงทางผ่านของใครหลายคน แต่สำหรับฉัน เมืองนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล และเป็นอีกหน้าหนึ่งของสเปนที่ควรค่าแก่การค้นหา