Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • ด้วยความเชื่อว่าโกลัม (Kolam) จะนำสิ่งดีดีเข้ามาสู่บ้านของตน ทุกๆเช้าหญิงชาวอินเดียทางใต้จะออกมาวาดรูปทรงต่างๆ ที่พื้นด้วยผงแป้งสี

    ระหว่างวันผงแป้งนี้ก็จะถูกชะออกไปเนื่องจากคนที่เดินผ่านไปมา ลมที่พัด ฝนที่ตก มีความเชื่อว่าอาจจะเป็นอาหารให้กับสัตว์แมลงเล็กๆบนพื้น ดังนั้นผงแป้งส่วนใหญ่จะทำจากผงข้าว จนตอนเย็นก็จะลบเลือนจนหมด เช้าวันใหม่โกลัม(Kolam) รูปใหม่ก็จะถูกวาดขึ้นอีกครั้ง

  • Hakuna Matata – Don’t worry ,be happy

    เวลาบ่ายโมงกว่าๆของวันที่ขึ้นยอดเสร็จสิ้น

    คือเวลาที่รอคอย
    หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจพิชิตยอด Kibo ก็ไม่มีสิ่งใดจะเป็นปัญหาให้ค้างคาใจ ความสูง AMS สภาพอากาศ ความหนาวเย็น ฝนตก ลมพายุหิมะ ทุกสิ่งที่เราเผชิญที่ผ่านมา เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านไปตอนนี้เราเดินสบายๆลงจากเขาด้วยความสุข
    แม้จะปวดแข้งขา และเข่ากันบ้าง …
    แต่มันก็เล็กน้อยจริงๆ เมื่อเทียบกับเมื่อคืนและเวลาก่อนหน้านี้

    “Jumbo”

    “Hakuna Matata”

    เราเดินเฮฮาทักทายและบอกกับผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ที่สวนทางขึ้นไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

    Jumbo – เป็นคำทักทาย เมื่อพบกัน เช่นเดียวกับ สวัสดี Hi หรือ Hello


    Hakuna Matata
    ภาษา Swahili แปลว่า No problem หรือ don’t worry , be happy

  • Mawenzi

    Mawenzi ยอดเขาสูงบน Mt.Kilimanjaro ความสูง 5149ม. มีความสูงเป็นอันดับ 3 ในแอฟริกา
    ความสูงไม่สามารถเทียบเท่ายอด Kibo (5895ม. ) แต่ก็ท้าทายนักปีนเขาด้วยการปีนขึ้นที่ยากกว่า เพราะความสูงแหลม และต้องใช้เทคนิคในการไต่เขามากกว่า
    ในเส้น Rongai ที่เราเดิน ยอดเขาทั้งสองอยู่ขนาบซ้ายขวาการเดินไปตลอดเส้นทางMawenzi ไม่ใช่เป้าหมายที่จะไปพิชิต
    แต่รูปลักษณะของยอด Mawenzi นั้นดูลึกลับ น่าค้นหา
    ยิ่งเมื่อมีเมฆและสายหมอกจาง ที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามกระแสลม และอากาศ ก็ดึงความสนใจของฉันให้นั่งมองเพลินๆได้มากกว่ายอด Kibo

  • การเดินทางไปสังขละบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรจากตัวเมืองกาญจนบุรี แต่ด้วยความตั้งใจและความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสความงดงามของเมืองชายแดนนี้ เราจึงขับรถไปอย่างไม่รีบร้อน พร้อมแผนการเดินทางที่เตรียมมาจากอินเทอร์เน็ต การขับรถผ่านทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงจากเมืองใหญ่ไปสู่ธรรมชาติอันเงียบสงบทำให้รู้สึกตื่นเต้นและมีชีวิตชีวา

    (เพิ่มเติม…)
  • Rongai Route เส้นทางที่แห้งแล้ง

    เราเลือกเดินขึ้นทาง Rongai เส้นเดียวที่อยู่ทางเหนือของคิลิมันจาโร อยู่ติดกับชายแดนเคนย่า
    ในวันแรกเราผ่านป่าฝน มีต้นไม้ใหญ่รื่นรมย์ ปูประดับเต็มลานด้วยหญ้าและดอกไม้เล็กๆดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
    แต่ฉันเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุที่ฝนตกระหว่างทางเดินของพวกเรา

    วันถัดมาเมื่อเดินสูงขึ้นโลกรอบตัวก็ค่อยๆเปลี่ยนไป
    ภูมิประเทศเปลี่ยนเป็นเพียงต้นไม้ที่ไม่สูงมากจนถึงเส้นทางที่ดูแห้งแล้ง มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ
    จากหนาแน่นก็ค่อยๆห่าง และไม่มีเลย
    เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ
    อากาศข้างบนยิ่งสูง ยิ่งเย็น
    แต่แสงแดดก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

    …เป็นการเดินขึ้นเขาที่ช่างไม่มีอะไรเอาซะเลย แห้งแล้ง สิ้นดี มองไปทางไหน ก็โล้นๆ ร้อนๆ
    มีแต่หิน หิน และหิน
    เส้นทางเป็นแบบนี้ไปจนถึงเบสแค้มป์
    2-3 วันแรกเราใช้เวลาเดินแต่ละวันเพียงแค่ 3-4 ชั่วโมง ถึงแค้มป์ก่อนเที่ยง
    ไกด์บอกว่าเพื่อจะค่อยๆปรับตัวกับความสูง ที่สูงขึ้นเรื่อยๆจากการเดินขึ้นเขา
    ฉันเองในช่วงวันสองวันก่อนขึ้นยอดก็มีอาการปวดหัวตุ๊บๆ ตัวร้อน เบื่ออาหาร
    ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความสูง หรือเพราะไปนอนอบอยู่ในเต้นท์
    ถ้าอยู่นอกเต้นท์ก็หนาวลมเย็นที่พัดแรงจับใจด้านนอก อยู่ในเต้นท์ก็ไม่ต่างกับอยู่ในเตาอบ
    ตอนนั้นยังคิดว่าไก่โดนอบคงร้อนแบบนี้แหละ

    อย่างไรก็ตามทุกอย่างที่ได้เจอและสัมผัสนั้นฉันยังคงชอบ และประทับใจ
    ยิ่งประทับใจมากขึ้น เมื่อทางที่เวิ้งว้างนั้น มียอดKibo และ Mawenzi ผลุบโผล่ในเมฆหมอก ให้เห็นตลอดทาง
    เวลาเราเห็นเป้าหมายในสายตาแบบนี้
    สำหรับฉันมันดูไม่ยากเลยที่คิดว่าจะยืนบนยอดหิมะสีขาวด้านบน จริงๆนะ ………

    แต่พอวันขึ้นยอดจริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ซักนิดเลย แทบคลานกันทีเดียว