Nim Journey

A Legend of Travel

Vela
  • เดินชมสีสันและพลังของพื้นพิภพที่ Landmannalaugar , Iceland

    Landmannalaugar เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Fjallabak ในเขต Highland ของ Iceland

    หลังจากการปะทุของภูเขาไฟในราวปี ค.ศ. 1477 เมื่อลาวาเย็นตัวลงได้ทำให้เกิดภูเขาหินทรายซึ่งมีส่วนประกอบของหินแร่ไรโอไลต์ (Rhyolite) ซึ่งเป็นหินที่มีส่วนผสมของควอตซ์และซิลิกา ผสมรวมกับแร่เหล็ก และซัลเฟอร์ ทำให้ภูเขาบริเวณนี้เกิดสีเหลือง น้ำตาล แดง สร้างสีสันให้ภูเขาในแถบนี้ ในพื้นที่ยังมีทั้งบ่อน้ำพุร้อน ทุ่งลาวา ทำให้เป็นเส้นทางเดินเที่ยวชมภูเขา หรือ Hiking ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์ไปเยี่ยมชม Iceland ในหน้าร้อน

    ที่นี่เป็นที่เดินเขายอดนิยมทั้งแบบ Day Hike ซึ่งเลือกเดินสั้นๆชมวิวจบในวันเดียว หรือเทรคหลายวันเพื่อให้เห็นวิวสีสันสวยงาม เดินลัดเลาะไปตามทุ่งลาวา ชมวิวหลากสีให้ฉ่ำปอด ชมวิวพาโนรามาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดแบบหลายๆวัน ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากๆสำหรับบรรดานักเทรคกิ้ง ในเส้นทาง Laugavegur Trek ใช้เวลาประมาณ 4 วัน 3 คืน ระยะทาง 55 กม.ไปจบที่เมือง Thorsmork (Landmanalaugar-Thorsmork) โดยการกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ หรือพักตามที่พักระหว่างทาง

    ไป Landmannalaugar อย่างไร

    เส้นทางสู่ Landmanalaugar เป็นถนน F-road ซึ่งมีสภาพถนนขรุขระ ทางโรยกรวดยังไม่ได้ลาดยาง บริษัทรถเช่าส่วนใหญ่จึงอนุญาติเฉพาะรถ 4*4 เท่านั้นที่สามารถขับเข้าไปในเส้นทางนี้ได้ หรืออาจใช้วิธีนั่งรถบัสประจำทางจากเรจยาวิค ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง หรือสอบถามจากเมืองใกล้ๆระหว่างทางเช่น Hella หรือ Selfoss ก็จะประหยัดเวลาเดินทางมากขึ้น อีกแบบก็คือจอยกรุ๊ปทัวร์ที่มีจัดเข้าไปเที่ยวทุกวัน

    เส้นทางสู่ Landmanalaugar โดยการขับรถ

    เราเดินทางจากน้ำตก Gulfoss เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 30 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าหมายเลข 32 มุ่งหน้าไปจนถึง F- road ที่เส้น F26 ถนนระหว่างนี้ยังคงลาดยางอย่างดี แต่รถวิ่งไม่มากนัก สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีดำ ป้ายบอกทางนำเราไปจนถึงเส้น F 208 ขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านบริเวณโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric Station) จากนั้นจะเป็นเส้นทางถนนโรยกรวดไปตลอดทางผ่านถนน F224 จนถึงLandmannalaugar

    ช่วงเวลาท่องเที่ยว

    • โดยทั่วไปจะอยู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกันยายน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศซึ่งควรจะเช็คให้แน่นอนอีกครั้งก่อนเดินทาง
    • แต่ที่จริงแล้ว Landmanalaugar สามารถเที่ยวได้ตลอดปีโดยซื้อทัวร์ไปกับ Super Jeep ทัวร์ ถ้าคุณต้องการไปดูหิมะแบบหนาๆ แน่นๆ อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถเดินเขา Hiking หรือ Trekkingได้ในช่วงนั้น
    แผนที่ Landmannalaugar

    ทำอะไรที่ Landmanalaugar

    Hiking / Trekking

    มาถึงที่นี่สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นการเดินเล่นไปตามภูเขาที่อยู่รอบๆ หรือการไฮกิ้ง (Hiking)นั่นเอง เค้ามีให้เลือกหลายเส้นทาง ใช้เวลาตั้งแต่ชั่วโมงครึ่งไปจนถึง 9 ชั่วโมง มีหลายรูทให้เลือกเช่น Laugahraun, Brennisteinsalda, Blahnukur, Ljottipollur หรือหากมีเวลาหลายวันก็เลือกเทรคในเส้นทาง Laugavegur Trail

    People’s Pool

    บ่อน้ำร้อนที่อยู่ใกล้ๆกับที่ทำการ น้ำพุร้อนอุณหภูมิ 36-40 องศา ตลอดไป ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลมแรง ทำให้ฉันก็อยากจะลงไปแช่กับคนอื่นเค้าด้วยเหมือนกัน

    Camping

    ลองบรรยากาศการตั้งแค้มป์เท่ๆ บริเวณ camp ground ที่จัดไว้ให้ บางคนอาจนำรถบ้านไปจอดนอนเล่นสักคืน เราเห็นมีคนนำ Super Jeep คันใหญ่ๆไปจอดนอน รถบ้านหลากหลายสไตล์ หรือก็มีการกางเต็นท์นอนข้างรถนั่งชมวิวภูเขาจากที่ camping หรือเดินขึ้นไป ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกกับภูเขาหลากสีสวยๆ

    เดินชมวิว Hiking Brennisteinsalda (Sulphur Wave)

    • ระยะทาง 6.5 กม.
    • ความชัน 300 เมตร
    • ความยาก ปานกลาง
    • เวลา 2-3 ชั่วโมง

    เราเลือกเอาแบบยืดเส้นยืดสายกันพอเบาๆให้เห็นวิวสีสันของภูเขาที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ คือเส้น Brennisteinsalda รู้จักกันในชื่อว่า Sulphur Wave ตามข้อมูลเส้นทางนี้จะยาวกว่า แต่มีเส้นทางเดินที่ชันน้อยกว่า Blue Peak และยังได้เดินไปตามทางที่สดชื่น มีสีสันกว่า

    จุดสตาร์ทจะเริ่มบริเวณด้านหลัง information desk ของ Landmanalaugar ผ่านทุ่งหินลาวา Laugahraun ระหว่างทางมีมาร์กบอกเส้นทางเป็นระยะ โดยเราก็มุ่งตรงไปตามป้ายที่บอกว่าไป Brennisteinsalda ป้ายอาจทำให้สับสนบ้างเพราะช่วงแรกจะเดินไปปะปนไปกับเส้นทางรูทสั้นๆที่นักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยเดินกันคือ เส้น Laugahraun กับนักเดินเขาที่เดินเทรค Laugavegur Trail ที่เดินแบบตั้งแค้มป์หลายๆวันด้วย จนถึงทางแยกที่เราจะต้องเดินขึ้นเขา ตรงนี้เป็นจุดที่ชันที่สุด และเดินยากมาก ทางชันเกือบ 90 องศาและเป็นดินภูเขาไฟที่ละเอียดซึ่งทำให้การก้าวเดินยากเนื่องจากเดินขึ้นไป ก็ไหลลงมา ระห่ว่างน้นฉันค่อนข้างงง เพราะเดินอยู่คนเดียว เนื่องจากแยกกับเพื่อนที่ยังเดินตามมาไม่ทัน วิ่งขึ้น วิ่งลงเพื่อจะขึ้นสู่ยอดด้านบน แต่ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงด้านบนได้ บนนี้ทำให้ได้เห็นวิวหลากสีที่ตั้งใจมาดู ภูเขาหลากสีสันล้อมอยู่โดยรอบ เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะเป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเขาในเส้นทางนี้ ฉันค่อยพบคนมากมายที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม จึงคิดว่าทางที่ฉันเดินมาอาจจะสวนทางกับทางที่คนเดินทั่วไป แต่อีกเหตุผลก็เพราะบางส่วนนั้นเลือกเดินควบสองรูทหลักรอบใหญ่ของที่นี่ซึ่งมักจะเริ่มเดินวนทางซ้ายจาก Blue Peak แล้วค่อยวกมาเข้าเส้นทาง Sulphur Wave ซึ่งฉันเดินขึ้นมา

    หลังจากชื่นชมวิว ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาพอสมควร เพราะสีสันแบบนี้ ไม่ได้พบเห็นที่ใดมาก่อน ทุกมุมที่ยกกล้องขึ้นมานั้นสวยไปหมด และเมื่อมองต่อไปข้างหน้ายังเส้นทางที่จะเดินต่อไปจะพบว่าเป็นทางเดินที่ผ่านบริเวณที่มีไอพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทั่วทั้งทุ่งลาวาหินสีดำ โดยที่บางส่วนเป็นพื้นดินสีแดงจากกำมะถัน แม้ควันจะไม่พวยพุ่งรุนแรง แต่ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานที่อยู่ใต้พื้นพิภพ จนทำให้ต้องรีบเดินผ่านไปอย่างเร็วๆ ก่อนจะเดินตัดเข้าสู่โตรกผา Granagil ที่ร่มรื่นสดชื่นขึ้น เส้นทางนีเดินตรงๆตามทางจนกลับมาถึง บริเวณ Camp ground ซึ่งมีคนขับรถมากางเต็นท์ มีทั้งแบบขับรถที่มีเต็นท์ด้านบน รถ Super Jeep คันใหญ่ แบบรถบ้านหลายสไตล์ ใช้เวลาเดินครบรอบประมาณ 3 ชั่วโมงตามเวลาที่ประมาณไว้ในแผ่นพับ

    แต่ถ้าแข็งแรง มีเวลา ก็อาจจะเลือกเดินควบ 2 รูทที่นิยมกันคือ Blahnukur หรือ Blue Peak กับ Brennisteinsalda ทั้งสองรูทจะพาเราขึนไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาในแต่ละเส้นทาง แต่สำหรับเราคิดว่าวิวโดยรอบไม่แตกต่างกัน แต่ได้ความท้าทายเพิ่มขึ้นมากกว่า

    การเตรียมตัวเดินเขา

    • รองเท้าเทรคกิ้ง เส้นทางธรรมชาติที่ต้องเดินผ่านเส้นทางกรวด ดิน หินและอาจต้องลุยน้ำลุยโคลนนิดหน่อย ช่วงทางชันต้องเดินบนกรวดหินภูเขาไฟที่ละเอียด ควรใช้รองเท้าทีเกาะพื้นได้ดี หากมีเทรคกิ้งโพลไปด้วยจะช่วยได้มาก
    • เสื้อกันลม กันหนาว บนภูเขาที่ไม่มีอะไรบดบัง ลมด้านบนแรงมาก รวมกับอากาศที่หนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาวกันลมให้พร้อม และหากเป็นไปได้ก็ควรพกเสื้อกันฝนติดไปด้วย

    ที่พัก

    มีที่พักไม่มากใน Landmannalaugar ซึ่งจะเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ดังนั้นจึงต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าขับรถไปเอง ก็สามารถหาที่พักซึ่งอยู่รอบๆ Landmanlaugar และการเดินทางมาเที่ยวขับรถไปกลับก็ไม่ยากเกินไป เราพักที่ Hotel Highland

    บางคนอาจจะเลือกมากางเต็นท์ ตั้งแค้มป์ที่บริเวณกางเต็นท์ได้ ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย2300 isk ต่อคนต่อคืน ซึ่งสามารถติดต่อ สอบถาม อัพเดทราคาได้ที่เว็บไซต์นี้ค่ะ https://nat.is/ita-mountain-huts-in-landmannalaugar/

    ห้องน้ำ

    บริเวณ information มีห้องน้ำห้องอาบน้ำให้บริการ ครั้งละ 2500 isk เมื่อจ่ายแล้วจะได้ wristband ก่อนจะเข้าไปใช้บริการ ระหว่างเส้นทางเดินไฮกิ้ง ไม่มีห้องน้ำ

    อาหาร

    ไม่มีร้านอาหารใน Landmanalaugar แต่มีร้านขายของอยู่บนรถบัสสีเขียวด้านนอก เรียกว่า Mountain Mall มีขายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง snack อาหารจะเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งอาจไม่ค่อยถูกจริตคนไทยอย่างเรานัก ดังนั้นควรนำอาหารไปเผื่อทานด้วยค่ะ หลังจากเดินลงมาเราหิวมาก โชคดีที่ทำข้าวผัดใส่กล่องไป ก็เลยได้ยืนทานกันที่นั่นก่อนจะออกมาหาร้านอาหารด้านนอก

    ปั้มน้ำมัน

    หลังจากเลี้ยวเข้าสู่เส้น 28 เพื่อเดินทางสู่ Landmanalaugar ไม่มีปั้มน้ำมัน ดังนั้นเตรียมน้ำมันให้พร้อม เพราะเส้นทางไปกลับนั้นไกลพอสมควร

  • จากปราสาทนครหลวง สู่วัดนครหลวง ไหว้พระพุทธบาทสี่รอย

    ก่อนจะมาถึงปราสาทนครหลวง เราเข้าไปชมและกราบไหว้พระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงที่วัดกลาง ชมตำหนักที่ประทับ และเจดีย์อุโบสถวัดใหม่ประชุมพล แต่ละแห่งมีร่องรอยและลวดลายให้เห็นความเก่าแก่ ประวัติที่สร้างถูกเขียนไว้ให้อ่านสั้นๆ พอเป็นความรู้ให้ทราบที่มาที่ไป ร่องรอยหลายอย่างของเมืองเก่าอยุธยาเหลือเพียงซากปรักหักพัง กองหินเตี้ยๆ แต่ฉันกลับต้องใช้คำว่าตกตะลึงทีเดียวเมื่อจอดรถและเดินเข้าไปชมปราสาทโบราณแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้ๆ

    บริเวณวัด ต้นไม้ และร้านรวงที่เรียงเป็นแถวบดบังความสง่างามของปราสาทใหญ่ ที่ป้ายซึ่งติดอยู่ใกล้ๆ บอกว่าสร้างโดยถ่ายแบบจากปราสาทเมืองพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2174 หรือปี ค.ศ. 1631 ซึ่งทำให้ฉันซึ่งเพิ่งมาเป็นครั้งแรกต้องร้อง “โอ้โห” เพราะไม่คาดคิดว่าปราสาทโบราณที่เหลืออยู่จะคงสภาพได้เป็นหลัง และสง่างามเช่นนี้

    cr.อาจารย์ไก่

    เพราะข่าวการพบรอยพระพุทธบาท แขวงเมืองสระบุรีตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทำให้พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่จำเป็นและสำคัญในการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โดยเสด็จทางเรือจากท่าเทียบเรือพระราชวังหลวง หรือท่าวาสุกรีไปตามแม่น้ำป่าสักจนถึงท่าเจ้าสนุก จากนั้นเสด็จต่อโดยขบวนช้างเพื่อไปยังรอยพระพุทธบาท เดิมขบวนเรือเสด็จจะหยุดพักผ่อนและเสวยพระกระยาหารกลางวันตรงบริเวณลำน้ำป่าสักตัดกับแม่น้ำลพบุรีซึ่งอยู่บริเวณวัดใหม่ประชุมพล จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปพักผ่อนยังท่าเจ้าสนุกแล้ววันรุ่งขึ้นจึงเคลื่อนขบวนต่อไปทางบก แต่สมัยพระเจ้าปราสาททองให้เลื่อนไปหยุดการเดินทางช่วงแรกที่บริเวณริมน้ำวัดเทพจันทร์ ห่างจากวัดใหม่ประชุมพลเล็กน้อย จนปี ค.ศ. 1631 โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครหลวงในเขมร มาสร้างขึ้นไว้ที่สถานที่แห่งนี้ แล้วให้ชื่อว่า “พระนครหลวง” ตามชื่อที่ไปถ่ายแบบมา ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าปราสาทที่ไปเลียนแบบมานั้นอาจเป็นปราสาทนครวัด เนื่องจากพระเจ้าปราสาททอง ทรงนิยมสถาปัตยกรรมแบบเขมร ดังจะเห็นได้จากวัดและปราสาทหลายหลังที่สร้างในสมัยของพระองค์เช่น วัดไชยวัฒนาราม พระปรางค์วัดมหาธาตุ

    ปราสาทเป็นอาคารก่ออิฐสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น มีพระปรางค์อยู่ตรงหัวมุมทุกมุม มีทางเดินระเบียงคดซึ่งเชื่อมถึงกัน ก่อผนังด้านนอกตัน แต่ด้านในทำเป็นช่องหน้าต่างปลอมแบบเสาลูกมะหวดคล้ายศิลปะที่นิยมทำกันในเขมร หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องดินเผาแบบลอนโค้ง ภายในระเบียงมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งหันพระพักตร์สู่องค์ปรางค์ประธานทุกด้านทุกชั้น มีประตูทางเข้าขึ้นปราสาท รวมทั้งสิ้น 30 ประตู

    มีหลักฐานหลายประการเช่นการฉาบปูนที่ผนังปรางค์และระเบียงเพียงการรองพื้นบางๆ ยังไม่ได้ตกแต่ง จึงเชื่อว่าปราสาทนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ส่วนตัวปรางค์กลางนั้นน่าจะยังไม่ได้ก่อขึ้น และก็ไม่ปรากฎร่องรอยการแต่งเติมเสริมต่อใดๆจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

    จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1809 นายปิ่น หรือตาปะขาวปิ่นได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอย และอุโบสถเพิ่มเติมขึ้นบริเวณลานชั้นบน พร้อมทั้งขอยกสถานที่นี้ให้เป็นวัด ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่า “วัดนคร”

    การบูชาพระบาทสี่รอยเป็นคตินิยมของชาวพุทธฝ่ายมหายานซึ่งแพร่หลายในอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรพุกาม เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้ว 4 พระองค์ คือ พระกกุกสันโธ พระโกนาคม พระกัสสป และพระสมณโคดม ซึ่งว่ากันว่า ตาปะขาวปิ่นคงไปได้แบบอย่างพระบาทสี่รอยนี้มาจากครั้งไปเมืองพม่า

    ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระปลัดปลื้ม วัดจักรวรรดิราชาวาส ได้ขออนุญาติกระทรวงธรรมการรื้ออุโบสถเดิมแล้วสร้างใหม่เป็นมณฑปจัตุรมุข เปลี่ยนจากพระปรางค์เป็นทรงมณฑป ซ่อมแซมสิ่งชำรุดอีกหลายอย่างโดยมุ่งการใช้สอยขณะนั้นเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงแบบแปลนผังเดิม ผลที่ปรากฎจึงเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างของเเก่าและของใหม่ที่มองเห็นอยู่ตั้งแต่รูปแบบราวบันไดไปจนถึงส่วนยอด

    หากนึกภาพในอดีตเมื่อขบวนเสด็จของพระเจ้าปราสาททองมาถึง เส้นทางเดินที่ทอดไปยังปราสาทจากริมแม่น้ำป่าสักน่าจะมีความสวย สง่างามไม่ต่างจากปราสาทนครวัด น่าเสียดายที่ปัจจุบันเส้นทางสู่ปราสาทถูกบดบังด้วยความความเจริญ ถนนหนทาง โรงสีข้าว และที่ทำกิจต่างของวัดที่ชาวบ้านเข้ามาทำบุญ แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือตัวปราสาทแห่งนี้ได้ถูกทอดทิ้งเสมอมาตั้งแต่สิ้นยุคของพระเจ้าปราสาททอง แม้ต่อมาจะได้รับการบำรุงปรับเปลี่ยนเป็นวัดเพื่อให้ชาวบ้านเข้ากราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ปราสาทนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักกันน้อยเหลือเกินทั้งที่มีความสมบูรณ์มากกว่าซากปรักหักพังในกรุงเก่า

  • จิบกาแฟตุรกีที่พระนคร (แซ่บ)

    ร้านพระนครแซ่บ เมืองเก่ากรุงศรี ถูกจัดให้ได้ตามสไตล์ตุรกี เพราะเจ้าของร้านมีความหลงใหลในศิลปะ รูปแบบของชาวตุรกี จนมาจัดร้านให้มีสีสัน มุมถ่ายรูปสวยๆ ทางร้านมีกาแฟตุรกีที่นำเข้ามาจากตุรกี จัดสไตล์การชงให้มีความน่าสนใจ แต่เจ้าของร้านก็คงจะชอบอาหารไทยอีสานแบบแซ่บๆด้วย ร้านนี้ก็เลยเป็นความผสมผสานที่ค่อนข้างแปลก เราไม่ได้ชิมอาหารเพราะไปตั้งแต่เช้า จึงได้แต่มีโอกาสชิมกาแฟตุรกีซึ่งชงด้วยความร้อนจากทราย และเดินหามุมถ่ายรูปด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดของตัวเองเนื่องจากต้องเดินทางกันต่อ

  • เที่ยววัดเก่า ชมพระเครื่อง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

    วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เคยเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง สันนิษฐานว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ปรางค์ใหญ่องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้

    ต่อมาปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ.1913) ชาวบ้านลักลอบขุดค้นหาทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่งดัง อันเป็นหนึ่งในเบญจภาคี ก็ได้ไปจากกรุในองค์พระปรางค์นี้

    พระปรางค์เก่าสมัยอยุธยาตอนต้น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

    หลังจอดรถเราเดินชมพระปรางค์ที่ก่ออิฐแดงสูงใหญ่ ด้านข้างมีปีกปรางค์ หรือปรางค์ขนาดเล็กขนาบอยู่ เดินไปตามทางระเบียงคตล้อมอยู่โดยรอบ เที่ยวหาหลักฐานที่ยืนยันความเก่าแก่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุว่าได้สร้างมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคือประติมากรรมปูนปั้นประดับเจดีย์ราย ที่เหลือครึ่งล่างเพียงครึ่งเดียวสันนิษฐานว่าประกอบไปด้วย เทวดา ครุฑ ยักษ์ ลิง อันเป็นส่วนยืนยันว่าวัดนี้น่าจะสร้างในราวสมัยอยุธยาตอนต้น รวมกับหลักฐานเดิมจากแผ่นลานทองที่เจอในกรุ จารึกถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ทรงสร้างและซ่อมพระปรางค์องค์ดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นสมัยเจ้าสามพระยา

    แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเกิดสงสัยและอยากได้ความกระจ่างในฐานะที่มาถึงวัดนี้พร้อมกับเซียนพระ พี่เกียง ก็คือ คำว่า “เบญจภาคี” ที่เขียนอธิบายถึงวัดนี้สั้นๆในข้อมูลของวัดที่เปิดดูจากมือถือ

    เบญจภาคี เป็นการจัดชุดพระพิมพ์ โดยเริ่มมีขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) จากกลุ่มผู้นิยมสะสมพระเครื่อง โดยมีร้านขายกาแฟของมหาผัน สมัยนั้นนักนิยมพระเครื่องทั้งหลายมักเรียกกันว่า “บาร์มหาผัน”

    เดิมทีการจัดพระชุดเริ่มจากไตรภาคี ซึ่งประกอบไปด้วย

    1. พระสมเด็จฯ วัดระฆัง พุทธคุณครอบจักรวาล ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยรัตนโกสินทร์
    2. พระนางพญาพิษณุโลกพิมพ์เข่าโค้ง เด่นทางเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยอยุธยา
    3. พระรอดพิมพ์ใหญ่ กรุมหาวัน ลำพูน เด่นทางด้านแคล้วคลาดนิรันตราย ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยทวารวดีตอนปลาย (หริภุญชัย)

    ต่อมาเพิ่มอีก 2 องค์เพื่อความสมดุล กลายเป็นชุดเบญจภาคี

    • 4. พระกำแพง ซุ้มกอ เด่นทางด้านโชคลาภ โภคทรัพย์ ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างสมัยสุโขทัย
    • 5. พระผงสุพรรณพิมพ์ หน้าแก่ อันเป็นสถานที่เรามาดูกรุพระ และได้ไปเห็นว่ารูปทรงเป็นอย่างไร มีพุทธคุณเด่นทางด้านโภคทรัพย์ แคล้วคลาด อยู่ยง ตัวแทนองค์พระเครื่องที่สร้างในสมัยอู่ทอง

    นอกจากนี้พี่เกียง ยังบอกว่าเบญจภาคี ตอนนี้แบ่งเป็น 2 เนื้อ คือเนื้อดิน และเนื้อชิน โดยเบญจภาคีชุดแรกนั้นจะเป็นเนื้อดิน หรือพระผง ส่วนเนื้อชินเป็นเนื้อโลหะ เริ่มมีการจัดลำดับในปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) โดยท่านตรียัมปวาย เรียกว่า “ชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพลเนื้อชิน” ประกอบไปด้วย

    1. พระร่วงรางปืน จ.สุโขทัย
    2. พระหูยาน จ.ลพบุรี
    3. พระท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี
    4. พระชินราชใบเสมา จ.พิษณุโลก
    5. พระมเหศวร จ.สุพรรณบุรี (อยุ่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เช่นเดียวกัน) มีลักษณะแปลกโดยองค์พระเป็นสองหน้าและให้พระศอสวนทางกัน สำหรับพระพิมพ์รูปพระมเหศวรทำให้เราตื่นใจกับความแปลกขององค์พระที่มีลักษณะเป็นสองหน้า แต่เป็นสองหน้าแบบสลับสวนทางกัน
    พระผงสุพรรณ และ พระมเหศวร เป็นพระเครื่องที่อยู่ในเบญจภาคีเนื้อดินและเนื้อชินตามลำดับ
  • พระพุทธรูปปางปรินิพพาน วัดกลาง นครหลวง

    มณฑปวัดกลาง

    เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคามณฑปเอียงลาดเข้าหากันทั้งสี่ด้าน แล้วมีหลังคายอดอีกชั้นคล้ายปิรามิดตัวหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ที่จุดยอดของหลังคาคล้ายปล้องไฉน หรือบัวคลุมเถาเป็นทรงกรวยแหลม มีปุุนปั้นหางหงส์เป็นรูปหงอนนาค ครีบเรียงรายกันตามแนวสันหลังคา อาคารมีกำแพงสีขาวล้อมรอบสี่ด้าน กึ่งกลางเป็นประตูด้านละ 1 ช่อง มีทางเดินด้านทิศเหนือซึ่งทอดตัวยาวไปจรดริมแม่น้ำป่าสัก

    ซุ้มประตูทางเข้าเป็นวงโค้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเลียนแบบมาจากศิลปะแบบตะวันตก จึงคาดว่ามณฑปนี้สร้างประมาณสมัยรัชกาลที่ 3 หรือ 4

    พระพุทธรูปปางปรินิพพาน

    ในตัวมณฑปมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสื่อเรื่องราวของพระมหากัสสปะในครั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพของพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ต่อเนื่องไปยังประติมากรรมรูปโลงวึ่งมีพระบาทสองข้างโผล่ออกมาทางด้านทิศเหนือ โดยมีพระมหากัสสปะยืนไหว้อยู่ด้านพระบาท โลงตกแต่งด้วยลายทองบนพื้นสีแดง

    ประติมากรรมนี้เป็นไปตามเรื่องราวในพุทธประวัติแสดงเหตุการณ์เมื่อสมัยพุทธกาล ซึ่งมีการเก็บพระสรีระของพระพุทธองค์ไว้นาน 7 วัน เพื่อทำพิธีบูชาก่อนการถวายพระเพลิงในวันที่ 8 แต่ปรากฎว่าไฟไม่ยอมลุกไหม้ ซึ่งเป็นไปตามพุทธประสงค์ที่จะให้พระเถระผู้ใหญ่คือพระมหากัสสปะมาในพิธีเสียก่อน

    จนกระทั่งพระมหากัสสปะ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ 500 รูปเดินทางมาถึง ได้เกิดปาฎิหารย์พระบาททั้งสองข้างโผล่ทะลุผ้าห่อ 500 ชั้นและทะลุโลงออกมา เพื่อให้เหล่าพระสงฆ์ได้ทำการบูชาเป็นครั้งสุดท้าย และเกิดไฟลุกขึ้นเผาไหม้พระสรีระของพระองค์จนหมด

    ปางปรินิพพานนี้เป็นปางที่ไม่ค่อยจะพบหรือคุ้นเคยกันมาก จึงเป็นที่น่าสนใจให้เราเข้ามาเที่ยวชมวัดกลาง นครหลวง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ที่บรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบ