Nim Journey

A Legend of Travel

Posted in , ,

จากตอนที่แล้วที่เราได้พาทุกคนไปสัมผัสซากปราการดินเหนียวโบราณในยุคเริ่มต้นอารยธรรมที่รุ่งเรืองด้วยลัทธิบูชาไฟของเปอร์เซีย… ลมหมุนแห่งกาลเวลาได้พัดพาให้อาณาจักร “โฆเรซม์” (Khorezm) ขยับขยาย และก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 เมื่อกองทัพอาหรับมุสลิมได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามายึดครองและกลืนกินวัฒนธรรมเดิม บีบให้ดินแดนแห่งนี้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ร่มเงาของ “ศาสนาอิสลาม” ไปตลอดกาล

Bukhara: นครแห่งนักปราชญ์ และยุคทองของศาสนาอิสลาม

จากจุดเปลี่ยนในวันนั้น… เมล็ดพันธุ์ของศาสนาใหม่ได้ถูกเจียระไนจนเบ่งบานถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 12 โฆเรซม์ได้สถาปนาขึ้นเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ ควบคุมเส้นทางสายไหมสายหลักที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

และศูนย์กลางความมั่งคั่งและปัญญาในยุคนั้น ก็คือเมืองโอเอซิสในตำนานที่ชื่อว่า Bukhara (บูฆารา)

เมืองนี้เติบโตขึ้นจากการเป็น “เมืองแห่งนักปราชญ์” ศูนย์กลางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิมในเวลานั้น เป็นบ้านเกิดของนักคิดระดับโลกอย่าง ‘อิบน์ ซีนา’ (Avicenna) บิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ และเต็มไปด้วยโรงเรียนสอนศาสนาหรือมาดราซาห์นับร้อยแห่ง สถาปัตยกรรมทุกชิ้น อิฐทุกก้อน และโดมสีฟ้าครามทุกโดมที่เห็นอยู่รอบตัวนี้ คือข้อพิสูจน์ถึงความรุ่งเรืองขั้นสุดยอดของมนุษยชาติ ทั้งในด้านสติปัญญา ศิลปะ และศรัทธา

หอคอยคาลยาน (Kalyan Minaret) ประภาคารแห่งผืนทราย

สัญลักษณ์ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่นั้นได้ดีที่สุด ก็คือ หอคอยคาลยาน (Kalyan Minaret) หอคอยอิฐเผาสูงตระหง่านเกือบ 50 เมตร ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งประภาคารนำทางกองคาราวานกลางทะเลทราย และหออาซานสำหรับเรียกผู้คนมาละหมาด…

ทว่า ในขณะที่โฆเรซม์และบูฆารากำลังเย่อหยิ่งในความเรืองอำนาจ ลมมรสุมที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกก็เริ่มตั้งเค้าจากทางตะวันออก ชาห์หรือกษัตริย์แห่งโฆเรซม์ดำเนินนโยบายผิดพลาดอย่างมหันต์ ด้วยความทระนงตน ทรงสั่งประหารชีวิตกองคาราวานและคณะทูตสัมพันธไมตรีของ “เจงกีสข่าน” จอมจักรพรรดิแห่งมหาจักรวรรดิมองโกล… และนั่นคือการจุดชนวนเพลิงแค้นที่จะเผาทำลายทุกสิ่งจนย่อยยับ

จุดชนวน “ทัณฑ์ทรมานจากพระเจ้า” ในปี ค.ศ. 1220

ในปี ค.ศ. 1220 เพลิงแค้นของมองโกลก็มาประชิดประตูเมือง เจงกีสข่านยกทัพนับแสนบดขยี้อาณาจักรโฆเรซม์ เมืองบูฆาราที่มั่งคั่งและสวยงามถูกล้อมและตีแตกในเวลาอันรวดเร็ว ทหารมองโกลหลั่งไหลเข้าเมืองราวกับอสูรกาย เผาทำลายสถาปัตยกรรมอันวิจิตรจนกลายเป็นทะเลเพลิง ปล้นสะดมทรัพย์สิน คลังความรู้โบราณถูกเผาทำลาย และผู้คนนับแสนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ส่วนที่รอดชีวิตก็ถูกต้อนไปเป็นทาส… ในพริบตาเดียว… เมืองนักปราชญ์อันรุ่งโรจน์ ก็กลายเป็นเพียงกองซากปรักหักพังและขี้เถ้า

สิ่งเดียวที่จอมจักรพรรดิยอมสยบ: ท่ามกลางทะเลเพลิงที่เผาทั้งเมืองจนราบคาบ มีเพียงสิ่งเดียวที่เจงกีสข่านสั่ง ‘ละเว้น’ ไม่ให้ทำลาย นั่นคือ หอคอยคาลยาน แห่งนี้ ว่ากันว่าความสูงใหญ่และงดงามของลวดลายอิฐเหนือกาลเวลา ทำให้จอมจักรพรรดิผู้เหี้ยมโหดถึงกับตกตะลึง และสั่งห้ามทหารแตะต้องมันเด็ดขาด มีเรื่องเล่าว่าเจงกีสข่านควบม้ามาหยุดตรงหน้าและแหงนหน้ามองจนหมวกเกราะหลุดจากศีรษะ มันจึงเป็นประจักษ์พยานหนึ่งเดียวจากยุคโฆเรซม์ทองคำที่รอดมาให้เราเห็นในปัจจุบัน

แม้วันนี้ บูฆาราจะถูกบูรณะกลับมางดงามตระการตาอีกครั้ง แต่บาดแผลในหน้าประวัติศาสตร์ก็ไม่มีวันลบเลือน…

บันทึกการเดินทาง: นั่งรถไฟตู้นอนฝ่าพายุทราย สู่บูฆารา

เพื่อจะมาสัมผัสจิตวิญญาณของอารยธรรมนี้ เราเลือกเดินทางด้วย รถไฟตู้นอนพัดลม ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง โยกเยกจากเมืองคีวา (Khiva) ข้ามมาสู่บูฆารา เรามาถึงที่นี่ในวันที่ธรรมชาติแปรปรวนอย่างหนัก อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหอบเอาพายุทรายลูกใหญ่เข้ามาถล่มเมือง ภาพของบูฆาราในวันแรกของเราจึงตลบอบอวนไปด้วยความพร่ามัวของฝุ่นทรายสีเทาละอองหนาเต็มเมือง

Trading Domes: ตลาดหลังคาโดมโบราณที่ฟื้นคืนชีพจากขี้เถ้า

หลังจากผ่านพ้นยุคมืดของเพลิงสงครามมองโกล… ในศตวรรษที่ 16 บูฆาราก็ตื่นจากฝันร้าย เมืองเริ่มฟื้นตัวและเนรมิต ‘Trading Domes’ หรือตลาดหลังคาโดมอิฐเผาโบราณขึ้นมาครอบทางแยกสำคัญของเส้นทางสายไหม เพื่อปกป้องกองคาราวานสินค้าและฝูงอูฐจากแดดแผดเผาและพายุทะเลทราย

โดมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โบราณวัตถุ แต่มันยังมีลมหายใจ! ในขณะที่เราเดินลอดผ่านโดมอิฐที่เคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือดงช่างทำหมวกขนแกะ บรรยากาศเมื่อหลายร้อยปีก่อนเหมือนถูกย่อส่วนลงมาเหลือเพียงเสียงพูดคุยของคนท้องถิ่นและกลิ่นอายงานหัตถกรรมที่สืบทอดกันมา

“ชีวิตมนุษย์เราก็เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกชักใยโดยโชคชะตาบนกระดานหมากรุกแห่งกลางวันและกลางคืน ก่อนจะถูกเก็บกลับเข้ากล่องเมื่อจบเกม”

บทกวีเตือนใจของ โอมาร์ คัยยาม (Omar Khayyam) นักปราชญ์ชาวเปอร์เซีย

มันสะท้อนว่าบูฆาราไม่ได้มีดีแค่ตึกรามบ้านช่อง แต่จิตวิญญาณและความเข้าใจในสัจธรรมของนักปราชญ์ยังคงไหลเวียนอยู่ทุกมุมเมือง

ลัดเลาะซอกซอยย่านเก่า สู่มัสยิดเสาไม้และป้อมปราการแห่งอำนาจ

เราเดินลัดเลาะทะลุตลาดโดมออกมาสู่ความเงียบสงบในย่านที่ชื่อว่า Mekhtar Anbar (เมคตาร์ อันบาร์) ซึ่งเป็นย่านชุมชนโบราณที่พักอาศัย (Mahalla) ที่เติบโตขึ้นในยุคหลัง (ช่วงศตวรรษที่ 16-19) เต็มไปด้วยทางเดินแคบๆ และบ้านอิฐดินเผาสีอบอุ่น จนมาพบกับ Chor Minor หอคอย 4 ยอดแสนน่ารักที่สร้างในปี 1807 แม้ว่าเราจะบ้าจี้จ่ายเงิน 50,000 ซอมตามคนอื่นขึ้นไปบนยอดแล้วพบว่าไม่มีอะไรเลยก็ตาม แต่มันคือเสน่ห์หนึ่งของการเดินทางและค้นหา

เราขยับข้ามมาที่ Bolo Hauz (มัสยิดโบโล เฮาซ์) ที่สร้างขึ้นในปี 1712 โดดเด่นด้วยเสาไม้แกะสลักโบราณ 20 ต้น ยามเมื่อเงาของเสาตกกระทบลงบนผืนน้ำในสระ (Hauz) ด้านหน้า จะสะท้อนภาพเห็นเสาเพิ่มอีก 20 ต้น จนผู้คนขนานนามว่า “มัสยิด 40 เสา” ในอดีตที่นี่คือมัสยิดหลวงที่กษัตริย์จะเสด็จมาละหมาดร่วมกับประชาชน

และตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันพอดีคือ Ark of Bukhara (ป้อมปราการอาร์ค) จุดศูนย์กลางอำนาจที่เก่าแก่ย้อนไปถึง 2,000 ปี แต่สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันคือกำแพงดินเหนียวลอนคลื่นขนาดมหึมาที่ถูกบูรณะในศตวรรษที่ 16-19 ภายในเคยเป็นเมืองหลวงย่อยๆ ที่มีทั้งพระราชวัง คลังสมบัติ และคุกมืด วันที่เราไปเราใช้ Google Maps เดินนำทาง ได้ลองฝึกคุยภาษาอังกฤษกับเด็กๆ และทักทายคนอุซเบกจากเมืองอันดิจอน (Andijon) ทำให้ป้อมปราการที่ดูขรึมและทรงอำนาจแห่งนี้ดูเป็นมิตรขึ้นมาทันที

บูฆารา… ความงามที่ไม่มีวันมอดไหม้

ในวันถัดมา บูฆารามอบรางวัลให้เราเป็น “Relax Day” หลังฝนตกหนักเมื่อคืน ฟ้าเปิด แดดอุ่น และอุณหภูมิ 18 องศาอันแสนสบาย เราได้ไปนั่งจิบกาแฟชิลล์ๆ ที่ Book Cafe เฝ้ามอง มัสยิดมาโกกิ-อัตตาริ (Magoki-Attori) มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองที่รอดจากเจงกีสข่านมาได้เพราะชาวเมืองช่วยกันเอาทรายถมฝังมันไว้ใต้ดิน

บูฆาราสอนให้เราเห็นว่า… ไม่ว่าจะเคยพังทลายลงกี่ครั้ง หรือถูกฝุ่นทรายปิดบังสายตาแค่ไหน แต่ความงามที่แท้จริงจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้เสมอ… เหมือนกับหอคอยและโดมเหล่านี้ที่ยังคงต้อนรับผู้มาเยือน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

แต่เรื่องราวของโฆเรซม์ยังไม่จบลงเพียงแค่นี้… เพราะสายเลือดโบราณแห่งโอเอซิสนี้ กำลังจะพาเราไปพบกับบทสรุปที่เมือง Khiva (คีวา) เมืองที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาในฐานะของ ‘รัฐข่านอันลึกลับ และตลาดค้าทาสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง’ … เรื่องราววันสิ้นสุดของอาณาจักรนี้จะเป็นอย่างไร ห้ามพลาดตอนสุดท้ายค่ะ!


ค้นพบเพิ่มเติมจาก Nim Journey

สมัครสมาชิกเพื่อรับเรื่องล่าสุดที่ส่งไปยังอีเมลของคุณ.

Leave a Reply

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.

สมัครเป็นสมาชิก

Enter your email below to receive updates.