อภิมหาพระราชวังส่วนบุคคลที่ “ใหญ่กว่าบักกิงแฮม 4 เท่า”
นี่ไม่ใช่แค่พระราชวังธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในที่พักอาศัยส่วนบุคคล (Private Residence) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีคนอาศัยอยู่จริง (ปัจจุบันราชวงศ์ Gaekwad ก็ยังพำนักอยู่ในบางส่วนของวังนี้)
ที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าพระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ของอังกฤษถึง 4 เท่า! และตอนที่สร้างเสร็จในปี 1890 นั้น ที่นี่ถูกบันทึกว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างสัญชาติอินเดียที่ใช้งบประมาณก่อสร้างสูงที่สุดในยุคนั้น (ประมาณ 180,000 ปอนด์ในสมัยนั้น)

ลูกผสมทางสถาปัตยกรรมระดับโลก (Indo-Saracenic)
มหาราชาซายาจีเรา กายกวาด ที่ 3 (Maharaja Sayajirao Gaekwad III) ทรงจ้างสถาปนิกชาวอังกฤษชื่อ Major Charles Mant มาออกแบบ โดยตั้งใจผสมผสานศิลปะจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นสไตล์ Indo-Saracenic
- ภายนอก: มีทั้งโดมแบบโมกุล (Mughal), หอคอยสูงเหมือนโบสถ์คริสต์ในอิตาลี, และรายละเอียดการแกะสลักหินตามแบบวัดฮินดูและศาสนาเชน
- ภายใน: พื้นห้องโถงใหญ่ (Durbar Hall) ปูด้วยผ้าโมเสกสไตล์อิตาลีแท้ๆ (Venetian Mosaic) มีหน้าต่างกระจกสี (Stained Glass) สั่งทำพิเศษจากเบลเยียม และผนังตกแต่งด้วยศิลปะปูนปั้นแบบอินเดียโบราณ
เรื่องเศร้าเบื้องหลังหอคอยสูง
หอคอยสูงโดดเด่นที่เห็นในภาพ (สูงประมาณ 300 ฟุต) จริงๆ แล้วสถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็น “หอนาฬิกา” * แต่มีเรื่องราวสะเทือนใจเกิดขึ้นคือ Major Charles Mant สถาปนิกผู้ออกแบบ เกิดความเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรง (Paranoia) จากการคำนวณโครงสร้าง เขาคิดไปเองว่าหอคอยนี้หนักเกินไปและวังจะต้องพังทลายลงมาแน่ๆ ด้วยความกดดันมหาศาลทำให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงก่อนที่วังจะสร้างเสร็จ
ทว่าเมื่อสถาปนิกคนใหม่มาสานต่อและสร้างจนเสร็จ กลับพบว่าการคำนวณของ Mant นั้นแม่นยำและสมบูรณ์แบบมาก วังไม่เคยถล่มและยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่น่าเสียดายที่ตัวนาฬิกาไม่ได้ถูกนำมาติดตั้งตามแผนเนื่องจากงบประมาณและเหตุการณ์เศร้าครั้งนั้น ปัจจุบันจุดนั้นเลยเปิดไฟสีแดงแทนในยามค่ำคืน
พระราชวังสุดล้ำสมัยในยุคศตวรรษที่ 19
ในขณะที่อินเดียยุคนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันแพร่หลาย แต่พระราชวังแห่งนี้ติดตั้ง ระบบลิฟต์ภายในตัวอาคาร เป็นแห่งแรกๆ และมีระบบไฟฟ้าภายในตัววังทั้งหมด รวมถึงสถาปัตยกรรมภายในยังถูกออกแบบให้ลมหมุนเวียนได้ดีจนแทบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนเลย
สวนสไตล์อังกฤษ และสนามกอล์ฟของมหาราชา
พื้นที่รอบวังได้รับการออกแบบโดย William Goldring นักจัดสวนชื่อดังชาวอังกฤษ มีทั้งสวนสไตล์ยุโรป สวนสัตว์ขนาดเล็ก (ที่ปัจจุบันเหลือเพียงโครงสร้าง)
ความเก๋คือ ในยุคต่อมาพื้นที่สวนรอบวังบางส่วนได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น สนามกอล์ฟ 18 หลุม ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถมาออกรอบโดยมีวิวเบื้องหลังเป็นพระราชวังสุดอลังการนี้ได้ด้วย
สถาปัตยกรรม “Indo-Saracenic” คืออะไร?
เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองอินเดีย (ยุค British Raj) สถาปนิกชาวอังกฤษอยากสร้างอาคารราชการและพระราชวังที่ดูยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม และเข้ากับภูมิประเทศ แต่พวกเขาไม่อยากยกตึกทรงยุโรปมาดื้อๆ
พวกเขาก็เลยเกิดไอเดียจับเสือชนช้าง โดยการนำเอา สถาปัตยกรรมยุโรปยุควิกตอเรียน (Victorian Gothic) มาเป็นโครงสร้างหลัก แล้ว “สวมทับ” หรือตกแต่งภายนอกด้วยศิลปะท้องถิ่นของอินเดีย ซึ่งในอินเดียยุะนั้นมีอิทธิพลของจักรวรรดิโมกุล (ที่เป็นมุสลิม) อยู่สูงมาก
อังกฤษจึงเรียกสไตล์ลูกผสมนี้ว่า Indo-Saracenic (Indo = อินเดีย + Saracenic = อิสลาม/อาหรับ) บางครั้งก็เรียกว่าสไตล์ Mughal Gothic
ลักษณะเด่นของสไตล์ Saracenic / Indo-Saracenic ที่สังเกตได้ง่ายๆ
ถ้าเราเดินดูพระราชวังลักษมีวิลาศ หรืออาคารในยุคนั้น เราจะเห็นการผสมผสาน 3 วัฒนธรรมหลักๆ อยู่ในตึกเดียวกันแบบนี้:
- โดมทรงหัวหอม (Onion Domes): เป็นเอกลักษณ์เด่นของสถาปัตยกรรมอิสลาม/โมกุล (แบบเดียวกับทัชมาฮาล)
- ซุ้มประตูโค้งยอดแหลมหรือหยัก (Pointed / Ogee Arches): ประตูหน้าต่างจะไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมทื่อๆ แต่จะมียอดแหลมหรือหยักโค้งอ่อนช้อยตามแบบศิลปะอาหรับและโกธิค
- หอคอยสูง (Minarets / Towers): ได้รับแรงบันดาลใจจากหอคอยส่งสัญญาณอะซานในมัสยิด (Minaret) แต่สถาปนิกอังกฤษมักจะปรับให้ดูคล้ายหอนาฬิกาหรือหอคอยปราสาทในยุโรป
- งานฉลุหินและปูนปั้น (Jali / Filigree): แผงกันแดดหรือหน้าต่างที่เป็นหินแกะสลักฉลุลายโปร่งๆ เพื่อให้ลมผ่าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของสถาปัตยกรรมอินโด-อิสลามในการคลายร้อน







Leave a Reply