แม้ชื่อ Mont Blanc จะฟังดูเหมือนเป็นยอดเขาเดี่ยวโดด แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทือกเขาขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายข้ามพรมแดนถึงสามประเทศ — ฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์
ในเทือกเขาแห่งนี้ มียอดเขาแหลมคมและหน้าผาหินที่งดงามราวกับงานประติมากรรมของธรรมชาติ เช่น The Grandes Jorasses, Aiguille Noire, Aiguille Verte and Drus, Aiguille du Midi, Mont Maudit และ Mont Dolent ที่ต่างผลัดกันโผล่พ้นม่านเมฆออกมาอวดความยิ่งใหญ่ระหว่างทางเดิน

ท่ามกลางยอดเขาเหล่านี้ ยังมีแนวสันเขา ธารน้ำแข็งที่ยังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เสมือนลมหายใจของโลกที่ยังมีชีวิต และหุบเขาทั้ง 7 ที่โอบล้อมอยู่รอบภูเขา — Valley de l’Arve (Chamonix Valley), Montjoie, des Glaciers, Veni, Val Ferret ฝั่งอิตาลีและสวิส และ Valley du Trient — เส้นทางเหล่านี้คือเส้นด้ายที่ร้อยเรียงเรื่องราวของเทือกเขามงต์บล็องไว้ในผืนผ้าแห่งธรรมชาติ
ยอดเขา Mont Blanc เอง สูงถึง 4,807 เมตร และกลายเป็นจุดศูนย์กลางของเส้นทางเดินเท้าระดับตำนานที่ชื่อว่า Tour du Mont Blanc หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า TMB
Tour du Mont Blanc: เส้นทางแห่งความงดงามและความท้าทาย
เส้นทาง TMB มีระยะทางโดยรวมประมาณ 170 กิโลเมตร พาดผ่านภูเขา หุบเขา และหมู่บ้านเล็กๆ ใช้เวลาเดินราว 7–13 วัน แล้วแต่จังหวะการเดิน ความแข็งแรงของแต่ละคน รวมถึงจุดประสงค์ของการเดิน — จะเพื่อชื่นชมธรรมชาติ ค้นหาตัวตน หรือท้าทายขีดจำกัดก็ล้วนเป็นเหตุผลที่ดีทั้งนั้น

ความสูงสะสมตลอดเส้นทางอยู่ที่ราว 10,000 เมตร ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขเล่นๆ แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์หนึ่งของเส้นทางนี้ เพราะทุกย่างก้าวที่เหงื่อหยดลงพื้น ก็แลกมาด้วยภาพวิวที่งดงามระดับต้องหยุดหายใจ
ระหว่างทาง เราจะได้พบกับหมู่บ้านที่มีบรรยากาศหลากหลาย ตั้งแต่ความพลุกพล่านของเมือง Chamonix ศูนย์กลางแห่งการผจญภัยในเทือกเขาแอลป์ ไปจนถึงความสงบเงียบของ Valley des Glaciers หรือความอบอุ่นน่ารักของหมู่บ้านไม้แบบสวิสใน Val Ferret
จากการสำรวจสู่เส้นทางในฝัน
ต้นกำเนิดของเส้นทาง TMB ย้อนกลับไปไกลถึงปี 1767 เมื่อ Horace Benedict de Saussure นักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจชาวเจนีวา เดินทางมาสำรวจธรณีวิทยาบริเวณนี้พร้อมเพื่อนร่วมทีม และในความพยายามจะพิชิตยอดมงต์บล็อง พวกเขากลับตกหลุมรักทิวทัศน์รอบด้าน จนเริ่มบันทึกเส้นทางและแบ่งปันออกไป


ในยุควิกตอเรีย เส้นทางนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางชาวอังกฤษและยุโรป ผู้เดินทางด้วยล่อและม้าบรรทุกสัมภาระ ผ่านทิวเขาและธารน้ำแข็ง ในยุคนั้นเส้นทางนี้อาจดูห่างไกลและยากลำบาก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความคลาสสิกที่ยังไม่เลือนหาย
และเมื่อกิจกรรม outdoor เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน เส้นทาง TMB ก็กลายเป็น bucket list ของนักเดินเทรคทั่วโลก
ความยากที่ไม่ได้อยู่บนทางเดิน…แต่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คาดคิดคือ ด่านที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่ทางชันหรือยอดเขา แต่คือการจองที่พัก! โดยเฉพาะถ้าไม่อยากแบกเต็นท์ไปด้วย

เส้นทางนี้มีที่พักแบบ refuge หรือ mountain hut กระจายอยู่ตลอดเส้นทาง แต่ด้วยความนิยมอันล้นหลาม การจองล่วงหน้า “เพียง” 6 เดือนอาจยังไม่เพียงพอ — ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทริปนี้ของเรายังเดินไม่ครบรอบ
ไว้ในโพสต์หน้าจะมาเล่ารายละเอียดเรื่องการจองที่พักและเส้นทางที่เราได้เดินจริงๆ ให้อ่านกันนะคะ







Leave a Reply