ท่ามกลางทิวเขาสูงตระหง่านของทิเบต พระราชวังโปตาลา (བོ་ཏ་ལ་) ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามบน เขาแดง ใจกลางเมืองลาซา เปรียบประดุจปราการแห่งศรัทธาและอำนาจที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในดินแดนหลังคาโลก
ชื่อ “โปตาลา” มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต หมายถึง “ดินแดนบริสุทธิ์” หรือ “แดนสวรรค์” ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระราชวังแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางศาสนาและการปกครองของทิเบตเป็นเวลาหลายศตวรรษ
จุดกำเนิดของพระราชวัง : รากฐานแห่งศรัทธา
พระราชวังโปตาลาถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 637 โดย กษัตริย์ซงซัน กัมโป (Songtsen Gampo) ผู้รวบรวมอาณาจักรทิเบตเป็นปึกแผ่น กษัตริย์พระองค์นี้ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสองพระองค์จากเนปาลและจีน ซึ่งต่างนำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาเป็นสินสมรส ทำให้พระองค์ทรงดำริให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นพร้อมกับวัดโจคังและวัดราโมเช่ เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันล้ำค่า
พระราชวังโปตาลาเดิมทำหน้าที่เป็นทั้งที่ประทับของกษัตริย์และเป็นศูนย์กลางศาสนา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เมืองลาซาสูญเสียสถานะเมืองหลวง อำนาจการปกครองกระจายไปยังเมืองอื่น เช่น ซักยา (Sakya) และชิกัตเซ (Shigatse) ทำให้พระราชวังแห่งนี้ค่อยๆ เสื่อมลง
ยุคฟื้นฟู : ศูนย์กลางแห่งอำนาจของดาไลลามะ
จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 ดาไลลามะองค์ที่ 5 (Ngawang Lobsang Gyatso) ได้ฟื้นฟูพระราชวังโปตาลาและนำลาซากลับมาเป็นศูนย์กลางอำนาจอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือจากจักรวรรดิมองโกล การก่อสร้างครั้งใหญ่นี้กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษ จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1694
พระราชวังโปตาลาที่เห็นในปัจจุบันมีลักษณะเป็นอาคารสูงถึง 13 ชั้น สูง 115.7 เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว้าง 400 เมตรจากตะวันออกจรดตะวันตก และ 350 เมตรจากเหนือจรดใต้ ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ได้แก่
- พระราชวังแดง (Red Palace) : ศูนย์กลางทางศาสนา ประกอบด้วยวิหาร ห้องสวดมนต์ และสถูปบรรจุพระศพของดาไลลามะองค์ที่ 5 และองค์อื่นๆ
- พระราชวังขาว (White Palace) : เป็นส่วนที่พักขององค์ดาไลลามะ รวมถึงห้องทำงานและห้องว่าราชการ
ที่นี่กลายเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์ดาไลลามะ และเป็นที่พำนักของเหล่าพระลามะผู้ปฏิบัติศาสนกิจนิกายเกลุกปะ (Gelugpa)
จากพระราชวังสู่พิพิธภัณฑ์ : การเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยใหม่
ในปี ค.ศ. 1959 เมื่อทิเบตตกอยู่ภายใต้อำนาจของจีน องค์ดาไลลามะองค์ที่ 14 ต้องเสด็จลี้ภัยไปยังอินเดีย พระราชวังโปตาลาจึงถูกเปลี่ยนบทบาทจากศูนย์กลางการปกครองและศาสนา ไปเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ของทิเบต
ปัจจุบัน พระราชวังโปตาลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี ค.ศ. 1994 และเปิดให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศแห่งประวัติศาสตร์และศิลปะล้ำค่า ทั้งพระพุทธรูป คัมภีร์โบราณ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าขานเรื่องราวของทิเบต ตลอดจนห้องบรรทมขององค์ดาไลลามะในยุคต่างๆ
ทุกวัน มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาชมความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง แต่เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและป้องกันการเสื่อมสลาย ทางการกำหนดให้มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว (สิงหาคม-ตุลาคม) นักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องจองตั๋วล่วงหน้า
ศรัทธาที่ยังคงอยู่ : วงล้อมของผู้แสวงบุญ
แม้พระราชวังจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ความศรัทธาของชาวทิเบตยังคงไม่เสื่อมคลาย ทุกวันจะพบเห็นผู้แสวงบุญเดินเวียนรอบพระราชวัง (kora) สวดมนต์ และหมอบกราบแบบเต็มตัว (prostration) ตามธรรมเนียมเก่าแก่ของทิเบต
เสียงกังหันมนต์หมุนดังเบาๆ ท่ามกลางลมหนาวของที่ราบสูง เสียงสวดมนต์แว่วก้องไปทั่วหุบเขาลาซา ราวกับว่ายังคงมีดวงจิตของผู้ปกครองและพระลามะในอดีตเฝ้าดูแลพระราชวังศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต่อไป






Leave a Reply