โปรแกรมวันนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากรอเวลาเพื่อจะนั่งเรือ SeaJets จากท่าเรือ Athinios ไปยัง เกาะครีต ในตอนเย็น เวลา 16:40 น.
เดินเล่นตามทางที่เริ่มคุ้นเคย … ลมทะเลยังหอมเค็มแบบเดียวกับวันแรก แต่แดดแรงขึ้นจนแสบผิว เรามุ่งหน้าสู่เส้นทางลงไป Old Port เป็นบันไดกว้างปูด้วยหิน เดินได้สะดวก แต่ก็ต้องระวัง ดองกี้ (ลาที่ให้บริการขี่ขึ้น-ลง) ที่เดินสวนมาเป็นระยะ พร้อมกลิ่นมูลที่ทิ้งไว้ตามทาง…
บนเกาะจะมีป้ายเตือนให้นักท่องเที่ยวระวังลาที่เดินสวนทาง รวมถึงห้ามหยอกล้อหรือขวางทาง เพราะลาจะเดินเร็วและมีความมั่นใจมากในการเส้นทางการเดินของมัน
ลาบนซานโตรินี่ ถือเป็นพาหนะดั้งเดิมที่ชาวบ้านใช้เดินทางขึ้นลงหน้าผาสูงชันก่อนจะมีเคเบิลคาร์หรือถนนสำหรับรถยนต์ การใช้ลา (และม้า) ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเส้นทางจาก Old Port ขึ้นไปยังเมือง Fira
แม้จะเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากลอง แต่ก็มีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ จนเกิดการรณรงค์ไม่ให้ขี่ลาเพื่อความบันเทิง อย่างไรก็ตามฉันก็เห็นว่าชาวบ้านที่เลี้ยงลาก็ดูแลลาของตนอย่างดี เพราะนอกจากแหล่งรายได้แล้ว คนเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ก็มักจะรักสัตว์ของตนที่เป็นเพื่อนร่วมชีวิตอย่างดี
ด้านล่างคือท่าเรือเล็ก ๆ ที่ยังคงมีเรือจอดอยู่หลายลำ มีนักท่องเที่ยวบางคนลงไปว่ายน้ำ สิ่งที่ฉันรู้สึกแปลกใจมากก็คือน้ำทะเลใสน่าทึ่ง ทั้งที่เป็นจุดจอดเรือประจำ แต่กลับไม่มีคราบน้ำมันหรือขยะให้เห็นเลย

เกาะซานโตรินี่ในอดีตคือเกาะภูเขาไฟลูกยักษ์ ที่ระเบิดครั้งใหญ่เมื่อราว 3,600 ปีก่อน ทำให้ใจกลางของเกาะยุบตัวกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดมหึมา หรือที่เรียกว่า Caldera ซึ่งเป็นฉากหลังของวิวสวย ๆ ที่เรามองเห็นจากเมือง Fira และ Oia ทุกวันนี้
การปะทุครั้งนั้นรุนแรงมากจนมีทฤษฎีว่าอาจเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้อารยธรรมมิโนอันบนเกาะครีตล่มสลาย และยังมีบางตำนานเชื่อว่าเรื่องเล่าของ “แอตแลนติส” เมืองที่จมหายไปในทะเล นั้นก็คือเรื่องราวภูเขาไฟระเบิดบนเกาะซานโตรินี่ นั่นเอง
ซานโตรินี่ (หรือชื่อเดิมว่า Thera) เคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการตั้งถิ่นฐานของอารยธรรมมิโนอัน ซึ่งมีอิทธิพลแผ่ขยายจากเกาะครีตมายังหมู่เกาะใกล้เคียง หลักฐานสำคัญคือแหล่งโบราณคดี Akrotiri ซึ่งนักโบราณคดีขุดค้นพบเมืองโบราณที่ถูกลาวาและเถ้าภูเขาไฟฝังกลบไว้ในสภาพเกือบสมบูรณ์ พบทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนัง เครื่องปั้นดินเผา และโครงสร้างอาคารที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองระดับสูงซึ่งมีส่วนคล้ายกับที่พบในครีต
แต่แทนที่ซานโตรินี่จะกลายเป็นเกาะร้าง มันกลับถูกฟื้นฟูและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากทั้งชาวกรีกพื้นเมืองและชาวยุโรปที่หลงใหลในภูมิประเทศแปลกตา ในช่วงศตวรรษที่ 20 เกาะนี้เริ่มถูกค้นพบในฐานะจุดหมายปลายทางของนักเดินทางที่แสวงหาความงามแบบธรรมชาติผสานวัฒนธรรม วิวพระอาทิตย์ตกจากเมือง Oia กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอยากมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต อาคารสีขาวกับโดมสีฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความฝันแห่งเมดิเตอร์เรเนียน” ที่ทั้งโรแมนติกและมีเสน่ห์
ซานโตรินี่จึงไม่ได้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์ เป็นความงดงามที่เกิดจากทั้งธรรมชาติและมนุษย์ร่วมกันหล่อหลอม
|
|
|
หลังเดินเล่นพักหนึ่ง พวกเราตัดสินใจขึ้น เคเบิลคาร์ เพื่อกลับขึ้นด้านบน ค่าโดยสารคนละ 6 ยูโร ใช้เวลาสั้น ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยวิวทะเลแบบเต็มตา ตู้นั่งได้หกคน นั่งกันนิ่ง ๆ มองวิวเงียบ ๆ เหมือนได้ซึมซับลมหายใจของซานโตรินี่อีกครั้งก่อนจาก
เรานั่งพักกินกาแฟกันที่คาเฟ่เล็ก ๆ ได้ลอง Freddo Espresso กาแฟเย็นสไตล์กรีกที่ขมเข้ม เย็นชื่นใจ
กาแฟ Freddo เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวกรีก โดยเฉพาะในฤดูร้อน มี 2 แบบหลัก ๆ คือ Freddo Espresso และ Freddo Cappuccino วิธีทำเริ่มจากการชงเอสเพรสโซ่เข้มข้น แล้วนำไปปั่นกับน้ำแข็งจนเย็นจัด เสิร์ฟแบบไม่มีนมหรือมีฟองนมด้านบนตามสไตล์ของแต่ละคน
คนกรีกนิยมดื่ม Freddo มากกว่ากาแฟเย็นแบบอื่น ๆ เพราะให้รสชาติที่สดชื่น เข้มข้น และเหมาะกับอากาศร้อนริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นวัฒนธรรมกาแฟที่ฝังรากลึกจนสามารถหาดื่มได้ทั่วไปทั้งในคาเฟ่หรูและร้านกาแฟข้างถนน

จากนั้นก็ไปร้านอาหารชื่อดัง Noussa ที่ Rick Steves นักเดินทางชื่อดังแนะนำไว้ สั่ง “สปาเกตตี้ Noussa” มาลอง รสชาติกลมกล่อมแบบที่ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม อาหารกรีกมักจะเน้นรสชาติจากวัตถุดิบธรรมชาติ มากกว่าการปรุงแต่งจัดจ้าน ทำให้ได้สัมผัสรสจริง ๆ ของเนื้อสัตว์ ชีส มะเขือเทศ และสมุนไพรพื้นถิ่น
เวลา 14:45 เรากลับมาที่ที่พัก รถตู้ที่จองไว้จอดรออยู่แล้ว ค่ารถไปท่าเรือ 35 ยูโร จ่ายกับคนขับโดยตรง ใช้เวลาไม่นานก็ถึงท่าเรือ Athinios ที่เป็นจุดขึ้นเรือใหญ่ของเกาะซานโตรินี่
🚢 Athinios Port เป็นท่าเรือหลักของเกาะ ตั้งอยู่ในแอ่งลึกของหน้าผา การเดินทางลงไปยังท่าต้องใช้ถนนที่คดเคี้ยวไปตามแนวผา และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างซานโตรินี่กับเกาะอื่น ๆ ในทะเล Aegean
ระหว่างที่ต้องรอเรือ พวกเราหาที่นั่งพัก กิน เครปกับช็อกโกแลตร้อน ฆ่าเวลากันในร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมท่า
เวลา 16:08 เรือ SeaJets ซึ่งเป็นเรือสปีดลำใหญ่ ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารระหว่างเกาะหลัก ๆ ในกรีซ เข้าเทียบท่า ผู้โดยสารจำนวนมากก็ขึ้น-ลงอย่างวุ่นวาย แต่ไม่ได้รู้สึกอึดอัด เพราะการจัดการที่เป็นระเบียบทั้งพื้นที่วางสัมภาระ และการขึ้นมาหาที่นั่งบนเรือ
SeaJets ไม่ใช่เรือเฟอร์รี่ธรรมดา แต่เป็นสปีดโบ๊ทขนาดยักษ์ มีทั้งความเร็ว ความสะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใช้เวลาจากซานโตรินี่ไป Heraklion (เมืองหลวงของครีต) ประมาณ 2 ชั่วโมง
เส้นทางนี้ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะสามารถเดินทางข้ามเกาะได้โดยไม่ต้องบิน พร้อมชมวิวทะเล Aegean ตลอดทาง
แม้จะมีเลขที่นั่ง แต่เจ้าหน้าที่กลับบอกให้นั่งที่ไหนก็ได้ เพราะวันนี้มีที่เหลือมากพอ ที่นั่งมีทั้งแบบเรียงแถวเหมือนเครื่องบิน หรือแบบกลุ่มที่มีโต๊ะกลาง เบาะนุ่ม นั่งสบาย มีคาเฟ่เล็ก ๆ ขายของว่างอยู่บนเรือ และห้องน้ำกระจายทั่วพื้นที่
เราไม่ได้เดินสำรวจทั่วทุกมุมของเรือ เพราะตั้งใจจะพักสายตาในช่วงสองชั่วโมงนี้ แต่จากที่เห็นและมองไปรอบๆ ทุกอย่างดูโอ่โถง เป็นระเบียบ และน่านั่งกว่าที่คาดไว้มาก
จากซานโตรินี่…
เราออกเดินทางสู่ครีต—เกาะที่ใหญ่ที่สุดในกรีซ และเป็นอีกบทหนึ่งของการเดินทางที่กำลังจะเริ่มขึ้น







Leave a Reply