เช้านี้เริ่มต้นง่าย ๆ กับอาหารเช้าแบบฉบับนักเดินทางงบน้อย…มาม่าในแก้ว 😅 ไม่ได้อร่อยล้ำหรือซดคล่องคออย่างซุปร้อน ๆ ที่จินตนาการไว้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้อุ่นท้อง พร้อมลุยวันใหม่ที่รออยู่ตรงหน้า
วันนี้เป็นวันที่ฉันตื่นเต้นที่สุดวันหนึ่งของทริป เพราะเราจะไปเยือน “Persepolis” เมืองหลวงเก่าแก่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน
ก่อนออกเดินทาง ไกด์ของเราชื่อ Molsen พาเราแวะร้านซื้อซิมการ์ด (Irancell แบบ 10 วัน ราคา 600,000 rial) ที่เปิดเวลา 8 โมงตรง แต่กว่าจะได้ซิมก็นั่งรอกันอยู่พักใหญ่ เพราะพนักงานมาแบบสไตล์ตะวันออกกลาง—ไม่เร่งรีบ แต่ใจดี 😄
เราออกจาก Shiraz ตอน 9 โมงเช้า ขับรถไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง Persepolis
เมืองที่ไม่ได้ถูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย

Persepolis ไม่เหมือนเมืองโบราณอื่นที่ฉันเคยไปมา มันไม่มีบ้าน ไม่มีตลาด ไม่มีร่องรอยของชุมชนอยู่รายล้อม รอบด้านเป็นแค่ทุ่งโล่งและภูเขาแห้งแล้ง
ที่นี่ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริง ๆ แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “เมืองพิธีกรรม” หรือ Ceremonial Capital ของจักรวรรดิเปอร์เซียในยุคของพระเจ้าดาริอุสที่ 1
กษัตริย์ในยุคนั้นไม่ได้ปกครองจากที่นี่ แต่ปกครองจากเมืองอื่น เช่น Susa ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน เป็นเมืองหลวงที่มีระบบบริหารราชการ ข้าราชการ ประชาชน และความสะดวกด้านการเดินทาง
|
|
|
Persepolis กลับเป็นเหมือนเวทีแสดงอำนาจ ใช้สำหรับจัดพิธีใหญ่ระดับจักรวรรดิ เช่น Nowruz (ปีใหม่ของเปอร์เซีย) และใช้รับบรรณาการจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใต้การปกครอง
นั่นคือเหตุผลที่ไม่มีใครมาอยู่อาศัยต่อภายหลัง และเมืองก็กลายเป็นเพียงซากกลางทุ่งกว้าง
Persepolis – เสน่ห์ของซากที่พูดได้
เมื่อเดินเข้าไปในเขตเมืองโบราณ ฉันเหมือนถูกดูดเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ทุกก้าวที่เดินผ่านหินเก่า ๆ เหล่านั้น ทำให้จินตนาการภาพผู้คนในชุดคลุมยาว ขุนนาง ชนเผ่าต่าง ๆ ที่มาเข้าเฝ้า ชาวเปอร์เซียที่เคยยิ่งใหญ่



Molsen พาเราเดินผ่านจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาด:
ประตูแห่งชนชาติ (Gate of All Nations)
ประตูใหญ่ที่มีวัวมีปีกขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผสมผสานวัว สิงโต และอินทรี—เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการคุ้มครอง ตรงนี้คือทางเข้าหลักที่แขกจากต่างแดนต้องผ่านก่อนเข้าเขตวัง
บันไดทางขึ้น (Grand Staircase)
ขั้นเตี้ยและกว้าง ถูกออกแบบมาให้ราชวงศ์เดินขึ้นอย่างสง่างาม ไม่ต้องโน้มตัว บนบันไดยังเห็นร่องรอยของผู้คนที่เคยเหยียบผ่าน เหมือนเสียงฝีเท้ายังไม่เคยหายไป
Apadana Palace
ภายในเคยเต็มไปด้วยเสาหินมหึมาสูงกว่า 20 เมตร บางต้นยังตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองพันปีแล้วก็ตาม ผนังโดยรอบเต็มไปด้วยภาพแกะสลักที่น่าทึ่ง เป็นขบวนของชนชาติต่าง ๆ จากดินแดนทั่วจักรวรรดิที่เดินทางมาถวายบรรณาการแด่กษัตริย์ ชาวมีเดียน บาบิโลน อินเดีย และอีกมากมาย ต่างสวมชุดพื้นเมือง แบกของมีค่า และเดินอย่างสง่างามราวกับกำลังร่วมขบวนพาเหรดในงานมหกรรมระดับโลกของยุคโบราณ
ทุกภาพมีรายละเอียดน่าทึ่งจนต้องยืนมองนาน ๆ ตั้งแต่ลวดลายบนผ้า ทรงผม ไปจนถึง…รองเท้า
Molsen ไกด์ของเราชี้ให้ดูรองเท้าของขุนนางเปอร์เซียในภาพหนึ่ง แล้วหันมาพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“นี่ไง…ต้นฉบับอาดิดาส!”
ฉันกับเพื่อนอดหัวเราะไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเขาพูดจริง หรือแค่ใส่สีสันให้การทัวร์มีชีวิตชีวา
แต่ในใจลึก ๆ ก็อดแอบเชื่ออยู่นิด ๆ ไม่ได้…ว่าแรงบันดาลใจของแบรนด์ดัง อาจจะมาจากเส้นสามขีดโบราณตรงนี้ก็เป็นได้
Treasury (ขุมทรัพย์จักรวรรดิ)
เคยเป็นที่เก็บทองคำและสมบัติมหาศาล หลังจากอเล็กซานเดอร์มหาราช บุกเมืองนี้ในปี 330 ปีก่อนคริสตกาล เขายึดสมบัติที่นี่ไปทั้งหมด และในคืนนั้นเอง Persepolis ก็ถูกเผาทำลายจนวอดวาย
บางตำนานเล่าว่าเกิดขึ้นในคืนแห่งงานเลี้ยง บางเรื่องก็ว่าเป็นการล้างแค้นแทนกรีซ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เปลวไฟในคืนนั้นได้ทำลายเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลกตะวันออกลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
จากเสียงเผาไหม้…สู่ความเงียบตลอดกาล
Persepolis ไม่เคยถูกสร้างใหม่ ไม่มีใครย้ายกลับมา ไม่มีการตั้งถิ่นฐานใกล้เคียง
เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการอยู่อาศัยตั้งแต่แรก ไม่มีน้ำ ไม่มีตลาด ไม่มีวิถีชีวิต
มีเพียงซากหินเรียงกันอย่างปราณีต…ที่ยังยืนหยัดท่ามกลางแดดร้อนและลมแรงมานานกว่าสองพันปี


Naqsh-e Rajab – เสียงสะท้อนจากราชวงศ์ถัดไป
ก่อนกลับ เราแวะอีกแห่งที่ไม่ไกลกันคือ Naqsh-e Rajab หรือที่ Molsen เรียกว่า “Nash-e Ram” เป็นหน้าผาหินที่มีภาพสลักของ กษัตริย์ Ardashir I แห่งราชวงศ์ Sasanian ซึ่งปกครองอิหร่านหลังจักรวรรดิเปอร์เซียล่มสลาย
ภาพที่โดดเด่นที่สุดคือกษัตริย์กำลังรับแหวนแห่งอำนาจจากเทพ Ahura Mazda เป็นสัญลักษณ์ของการยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการครองบัลลังก์…บอกให้โลกรู้ว่าอำนาจนี้ไม่ได้มาจากดาบ แต่มาจากพระเจ้า
บริเวณนี้เคยเป็นเส้นทางพักของกษัตริย์ ใช้สำหรับแกะสลักเรื่องราวราชวงศ์ เป็นเหมือนสมุดบันทึกหน้าหนึ่งของเปอร์เซียยุคใหม่ที่ยังไม่ลบเลือน
Nash-e Rustam – รอยแกะสลักเหนือกาลเวลา
หลังจากเดินอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของ Persepolis เราไม่ต้องไปไกลนักก็ถึงอีกสถานที่สำคัญคือ Naqsh-e Rustam หรือที่รู้จักกันในชื่อ Necropolis
ทันทีที่เงยหน้ามองหน้าผาหินสูงใหญ่ตรงหน้า ก็เหมือนถูกพาเข้าสู่อีกบทของประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
ที่นี่คือสุสานของกษัตริย์ราชวงศ์อาคีเมนิดส์ 4 พระองค์ รวมถึง พระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius the Great)
สุสานมีลักษณะเป็นโพรงเจาะเข้าไปในหน้าผา ตามแนวคิดของศาสนา โซโรอัสเตอร์ ที่เชื่อในวัฏจักรของชีวิตและการกลับคืนสู่ครรภ์มารดา ก่อนนำศพเข้าไปในสุสาน จะมีพิธีกรรมชำระล้างเพื่อความบริสุทธิ์
เหนือจากหลุมศพ ยังมีภาพแกะสลักอันวิจิตรที่แสดงถึงพิธีกรรม ความเชื่อ และอำนาจของราชวงศ์
แต่ละภาพเหมือนจะกระซิบบอกเราถึงอุดมการณ์และศรัทธาของผู้คนในยุคนั้น…มันคือ “ภาพถ่าย” ของจิตวิญญาณในยุคที่ยังไม่มีกล้อง

Pasargadae – ดินแดนของไซรัสมหาราช
ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยัง Pasargadae เมืองหลวงแห่งแรกของจักรวรรดิอาคีเมนิดส์ ที่นี่คือบ้านของ ไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซีย และเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ถูกยกย่องแม้กระทั่งในโลกตะวันตก
สุสานของพระองค์ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ กลางทุ่งหญ้าโล่ง ๆ ไม่มีศิลปะลวดลายฟุ่มเฟือย แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด…
เป็นสุสานหินเรียบ ๆ ทรงสี่เหลี่ยมยกสูง ด้วยโครงสร้างที่แสดงถึง “ความถ่อมตนของผู้นำ” มากกว่าการโอ้อวด
กษัตริย์ไซรัส ไม่ได้สร้างชื่อจากสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิด “อาณาจักรพหุวัฒนธรรม” ที่เปิดรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม
ในยุคที่หลายอาณาจักรใช้กำลังบังคับให้คนคล้อยตาม ไซรัสกลับเลือก “ให้เกียรติ” และปกครองด้วยความเข้าใจ—ซึ่งนั่นทำให้ชื่อของเขายังถูกจารึกจนถึงปัจจุบัน
- ค่าเข้า Persepolis / Naqsh-e Rustam / Pasargadae: แห่งละ 200,000 rial
เย็นย่ำที่ Shiraz ของหวานคือรางวัลของวัน
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน เรากลับถึงเมือง Shiraz ประมาณ 5 โมงเย็น เหนื่อยก็จริง แต่ใจยังอิ่มอยู่ไม่หยุด
เราให้ไกด์มาส่งใกล้ที่พัก แล้วค่อย ๆ เดินหาของหวานเย็น ๆ ทานกันเอง อากาศตอนเย็นใน Shiraz เย็นสบาย มีลมพัด และผู้คนเริ่มออกมาเดินเล่นมากขึ้น


ระหว่างเดิน ฉันก็ได้คิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เห็นวันนี้…
เมืองที่สร้างด้วยความศรัทธา
สุสานที่เต็มไปด้วยความเคารพ
ภาพสลักที่บอกเล่าถึงอำนาจและความถ่อมตนไปพร้อมกัน
ส่วน Molsen ไกด์ของเราในวันนี้ พูดภาษาอังกฤษเข้าใจง่าย เล่าเรื่องสนุกดี แต่ก็แอบขยันส่งสัญญาณเรื่อง “ทิป” มากไปหน่อย
คืนนี้…เรามุ่งหน้าสู่ Yazd
หลังจากพักผ่อนที่ที่พักช่วงสั้น ๆ มีเวลาอาบน้ำ เก็บกระเป๋า และนอนเล่นได้แป๊บเดียว
เราก็เรียกแท็กซี่ออกจากที่พักตอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง เพื่อไปสถานีรถบัส
ใช้เวลานั่งรถไม่ถึง 20 นาทีเราก็มาถึง พร้อมขึ้น รถบัสกลางคืน (overnight bus) มุ่งหน้าไปยังเมือง Yazd
เมืองทะเลทรายที่ว่ากันว่ามีหอจับลมสูงตระหง่าน บ้านดินสีทราย และผู้คนใจดีราวกับหลุดมาจากเรื่องเล่าพันหนึ่งราตรี
ฉันหลับไปในรถบัสกลางทะเลทราย…
พร้อมเรื่องราวของ Persepolis ที่ยังคงดังก้องอยู่ในใจมันอาจจะเป็นเพียง “เมืองร้าง” ในสายตาใครหลายคน
แต่สำหรับฉัน Persepolis คืออีกโลกหนึ่ง
โลกที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต เคยมีศรัทธา และเต็มไปด้วยพลังที่เรียบง่ายแต่งดงาม
พลังมากพอจะทำให้ฉันเดินทางไกลมาถึงที่นี่
เพื่อสัมผัสสิ่งที่ไม่มีคำอธิบายใดจะแทนได้…นอกจากการได้มายืนอยู่ตรงนั้นแม้เมื่อชีวิตได้ลาจากไป เหมือนไซรัสมหาราชผู้ยิ่งใหญ่
แต่บางสิ่งกลับยังคงอยู่…
ไม่ใช่แค่ในก้อนหิน หรือภาพสลัก
แต่อยู่ในความรู้สึกของผู้มาเยือนที่ยังเชื่อว่า
ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง อาจเงียบ และเรียบง่ายกว่าที่เราคิด







Leave a Reply